“เท้ง” ยื่น ป.ป.ช.ไต่สวนคดีฮั้ว สว. “ไอติม” แฉมีช้าง 3 ตัว "สนธิ-คปท." จี้ กกต.ทบทวนมติ ขู่เชือด ม.157 เอาติดคุกซ้ำรอย “ยุควาสนา” เตรียมเดินสายหาดใหญ่ “ปชน.” คาดซักฟอก ต.ค. ถล่ม “ระบอบน้ำเงิน” โพลชี้บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไม่จำเป็น
เมื่อวันที่ 25 ก.ย. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค ปชน. และ สส.พรรค ปชน. ยื่นหนังสือถึง ป.ป.ช. เพื่อขอให้ตั้งคณะไต่สวนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการลงมติคดีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.)
นายณัฐพงษ์กล่าวว่า เรื่องการโกง สว. มีการทำกันเป็นขบวนการ เราไม่ได้ยื่นคำร้องแค่ให้ตรวจสอบเพียงการลงมติของ กกต.เท่านั้น ในคำร้องจะเป็นเรื่องพฤติการณ์ตั้งแต่ทำหน้าที่ช่วงก่อนการลงมติด้วย ทั้งเรื่องการออกระเบียบ หลักเกณฑ์ต่างๆ ที่เอื้อให้เกิดการโกง ทุกพฤติการณ์ที่ สส.จากพรรค ปชน.และจากภาคประชาชนได้เปิดเผยผ่านเวทีต่างๆ รวมถึงพยานบุคคลที่ออกมาให้ความเห็น ตลอดการเปิดเผยต่อสาธารณะที่ผ่านมา
นายณัฐพงษ์กล่าวอีกว่า เราพยายามชี้ให้เห็นถึงขบวนการ ซึ่งเกี่ยวข้องกับนักการเมืองจริงๆ อยู่ในคำร้องนี้ทั้งหมด การยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. ถือเป็นช่องทางที่พรรคการเมืองสามารถทำได้ ส่วนจะพุ่งเป้ากรณีไหนเป็นพิเศษนั้น เราคงไม่สามารถดูเฉพาะเจาะจงประเด็นใดประเด็นหนึ่งได้ เพราะทั้งหมดเชื่อมโยงกันเป็นขบวนการทั้งหมด ซึ่ง ป.ป.ช.มีหน้าที่ตั้งคณะไต่สวนขึ้นมา
ผู้สื่อข่าวถามว่า การมายื่นคำร้องครั้งนี้เป็นการยื่น กกต.ทั้ง 7 คน แต่มติที่ออกมาเป็น 5 ต่อ 2 กกต.เสียงข้างน้อยมีส่วนด้วยหรือไม่ นายณัฐพงษ์ตอบว่า พรรค ปชน.เองไม่สามารถยืนยันได้ว่า กกต.รายบุคคลใครถูกหรือผิด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในฐานะองค์กรอิสระที่ต้องทำหน้าที่ในการตรวจสอบกระบวนการเลือก สว. ให้มีความโปร่งใส กลับมีมติเป็นแบบนี้ สิ่งที่พวกเราทำคือรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช.ในการไต่สวนเรื่องนี้ และจะดำเนินการส่งฟ้อง กกต.ต่อหรือไม่
เมื่อถามอีกว่า มั่นใจแค่ไหนว่า ป.ป.ช.จะตั้งคณะไต่สวน นายณัฐพงษ์ตอบว่า อย่างน้อยที่สุดต้องรับเรื่อง และตั้งคณะไต่สวนขึ้นมาดำเนินการ ส่วนผลจะออกมาเป็นอย่างไร อยู่ที่การดำเนินงานของ ป.ป.ช.เอง แน่นอนว่าหากประเมินทางการเมือง หลายคนอาจจะวิเคราะห์ว่ามีความเป็นไปได้มากหรือน้อยที่ ป.ป.ช.จะตั้งคณะไต่สวน แต่ตนยังตอบไม่ได้
เมื่อถามย้ำว่า กังวลหรือไม่ว่ากระบวนการจะใช้เวลานาน นายณัฐพงษ์ระบุว่า สมมติว่ามีการตั้งคณะไต่สวนขึ้นมา ถ้าส่งฟ้องต่อ ป.ป.ช.ต้องส่งไปที่อัยการ และส่งต่อไปที่ศาล ยอมรับว่าอาจจะต้องอาศัยระยะเวลาสักนิดหนึ่ง
คาดซักฟอกเดือน ต.ค.
นายณัฐพงษ์ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ยังเปิดเผยว่า จะมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องนี้อย่างแน่นอน ซึ่งตอนนี้มีความคืบหน้าดี อยู่ในช่วงท้ายในการสรุปกรอบญัตติ ต้องนำเนื้อหาของทุกพรรคที่ต้องการอภิปรายมารวมกัน เมื่อสรุปกรอบญัตติเสร็จจะอยู่ในช่วงของการลงนาม หากดูไทม์ไลน์เชื่อว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเข้าสู่สภาในช่วงเดือน ต.ค.
หัวหน้าพรรค ปชน.ระบุว่า เนื้อหาข้อมูลที่เรามีอยู่ในมือมีน้ำหนักมากเพียงพออยู่แล้ว เพียงแต่ว่าในพรรค ปชน.เปิดช่องทางในการรับข้อมูลเพิ่มเติมจากประชาชน เพื่อที่จะรับข้อมูลเชิงลึกจากผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง การอภิปรายในครั้งนี้เราพยายามจะชี้ให้เห็นถึงความเลวร้ายของระบอบสีน้ำเงิน ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ตัวของพรรคการเมืองอย่างเดียว แต่หมายถึงการทำหน้าที่ในองค์กรอิสระด้วย ในส่วนที่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนที่สนับสนุนให้กับระบอบสีน้ำเงินอยู่ด้วย
“ส่วนรัฐมนตรีที่จะถูกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ขอให้รอรู้พร้อมกันในวันที่ยื่นญัตติ และจะออกมาในรูปแบบใดนั้น พวกเราอยากชี้ให้เห็นถึงความเลวร้ายของระบอบสีน้ำเงินว่า ไม่ได้เป็นแค่ในเรื่องของตัวพรรคการเมืองอย่างเดียว ซึ่งหมายถึงส่วนอื่นๆ ด้วย” หัวหน้าพรรค ปชน.ย้ำ
เมื่อถามถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า พรรค ปชน.อาจจะไม่กล้าอภิปรายเรื่องเขากระโดง เพราะกลัวถูกพาดพิงไปถึงผู้นำจิตวิญญาณของพรรค นายณัฐพงษ์ยืนยันว่า พร้อมทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาทั้งหมด ประเด็นที่ถามไปเมื่อสักครู่คงไม่ใช่เป็นประเด็นอะไร เวลาตอบเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ความยากคือ ถ้าลงลึกจะกลายเป็นว่าให้การบ้านรัฐบาลล่วงหน้า
ขณะที่นายพริษฐ์กล่าวว่า พรรคจะอาศัยทุกกลไกเพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของ กกต. นอกจากการยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. และการสนับสนุนให้ผู้เสียหายฟ้องตรงต่อศาลแล้ว เรายังมีเป้าหมายในการเอาผิดผู้ถูกกล่าวหารายอื่นๆ นอกเหนือจาก 77 คนที่ กกต.มีมติสั่งฟ้องไปแล้ว โดยอาศัย 2 กลไกหลัก ได้แก่ 1.กลไกศาล หากศาลฎีกามีการไต่สวนคดีของทั้ง 77 คน แล้วพบพยานหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงบุคคลอื่น กกต. จะต้องมีหน้าที่สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเหล่านั้นเพิ่มเติม จุดนี้จะยิ่งทำให้ข้อบกพร่องในการทำงานของ กกต.ปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้น
นายพริษฐ์กล่าวต่อไปว่า 2.กลไกสภาฯ การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อสร้างความรับผิดรับชอบทางการเมือง โดยเฉพาะหากพบว่ามีผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งอยู่ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยสาระสำคัญของข้อกล่าวหาที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. ว่าแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกคือการตั้งคำถามถึงมติของ กกต. ที่เปรียบเสมือนการจงใจมองไม่เห็นช้าง 3 ตัว ซึ่งช้างตัวที่ 1 มองไม่เห็นความเป็นขบวนการของการฮั้วเลือก สว. โดยมีการสั่งฟ้องเพียง 77 คน ทั้งที่มีผู้เกี่ยวข้องมากกว่านั้น
นายพริษฐ์กล่าวอีกว่า ช้างตัวที่ 2 มติที่ขัดกับบรรทัดฐานของตัวเอง โดยในอดีต กกต. เคยสั่งฟ้องผู้สมัคร สว. เพียงเพราะหลักฐานแชตไลน์ 2 คน แต่กลับไม่สั่งฟ้อง สว.กว่า 130 คนที่ปรากฏหมายเลขผู้สมัครอยู่ในโพยใบสั่ง ถือเป็นหลักฐานการแลกคะแนนอย่างเป็นระบบที่ชัดเจนกว่ามาก และช้างตัวที่ 3 จงใจมองไม่เห็นความเชื่อมโยงกับพรรคการเมือง ทั้งที่มีหลักฐานหลายรูปแบบที่เชื่อมโยงไปถึงบุคคลจากพรรคการเมือง แต่ กกต.กลับมีมติไม่สั่งฟ้องแกนนำพรรคการเมืองดังกล่าว
รองหัวหน้าพรรค ปชน.ระบุว่า สำหรับส่วนที่ 2 ของคำร้อง เป็นการชี้ให้เห็นถึงความบกพร่องของ กกต. ก่อนที่จะมีการลงมติ โดยมีการออกระเบียบที่เอื้อต่อการทุจริต เช่น การกำหนดเปอร์เซ็นต์ผู้สมัครในรอบเช้าและรอบบ่ายให้เท่ากัน ซึ่งทำให้การทำโพยสั่งคะแนนทำได้ง่ายขึ้น รวมถึงการตรวจสอบคุณสมบัติที่หละหลวม ปล่อยให้ผู้ขาดคุณสมบัติหรือสมัครผิดกลุ่มผ่านเข้ารอบไปลงคะแนนได้จำนวนมาก รวมถึงไม่มีมาตรการในการป้องกันการทุจริตที่ดีเพียงพอ
รองหัวหน้าพรรค ปชน.กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ เรามองถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญในบางประเด็น เพื่อทำให้กลไกในการตรวจสอบองค์กรอิสระเข้มข้นขึ้น นอกเหนือจากการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ต้องเดินหน้าต่อ สิ่งที่เราเสนอมาตลอดคือ ควรที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ซึ่งความจริงมีอยู่ 2 ฉบับ ที่ได้ยื่นไปตั้งแต่ช่วงเดือน มี.ค. โดยหนึ่งฉบับเป็นเรื่องของการคืนสิทธิ์ให้ประชาชน ในการริเริ่มการถอดถอนองค์กรอิสระ รวมถึง กกต. ส่วนฉบับที่ 2 คือการตัดอำนาจ หรือดุลพินิจของประธานรัฐสภาในการตัดตกคำร้องของ ป.ป.ช.
‘สนธิ’ จะลาก กกต.เข้าคุก
“ตั้งแต่ที่เรายื่นร่างฉบับแรกเข้าไปในเดือน มี.ค.หลายเดือนแล้ว ก็ยังไม่มีการบรรจุระเบียบวาระสักที ซึ่งยังไม่นับว่ามีร่างของภาคประชาชนที่ยื่นแก้ไขรายมาตราเกี่ยวกับการตรวจสอบองค์กรอิสระด้วย หวังว่าประธานรัฐสภา ประธานวิปรัฐบาล และวิปวุฒิสภา จะเห็นตรงกันในการบรรจุระเบียบวาระดังกล่าวเข้าสู่การประชุมรัฐสภาในเดือน ต.ค.นี้ และหวังว่าจะไม่มีความพยายามปิดกั้นไม่ให้เรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณา" นายพริษฐ์ระบุ
วันเดียวกัน ที่บริเวณหน้าอาคารบี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงาน กกต. นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มรวมพลังแผ่นดิน ทวงคืนประเทศไทย ได้นำมวลชนมาชุมนุมเพื่อยื่นหนังสือทบทวนมติ กกต. กรณีการดำเนินคดีทุจริตการเลือก สว.
นายสนธิปราศรัยตอนหนึ่งว่า พวกคุณอย่าคิดว่าพวกคุณมีตำแหน่ง มีอำนาจ แล้วพวกคุณจะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ อย่าลืมประวัติศาสตร์ในอดีต พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ และพวก ก็เคยมีอำนาจ เคยคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่ แต่สุดท้ายผลของการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ การเอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายการเมือง ทำให้ต้องเดินเข้าคุกติดคุกมาแล้ว แล้วทำไม กกต.ยุคนี้จะติดคุกบ้างไม่ได้ ถ้าพวกคุณยังกล้าทำผิดกฎหมาย ยังกล้าช่วยคนโกงแผ่นดิน ยังกล้าอุ้มขบวนการฮั้ว สว. ตนบอกไว้ตรงนี้เลยว่า กกต.ชุดนี้ต้องติดคุกเหมือนกัน
“ถ้า กกต.ไม่กลับไปทบทวนมติ และไม่สั่งฟ้องดำเนินคดีให้ครบทั้ง 229 ราย พวกเราจะไม่ปล่อยให้เรื่องนี้เงียบหายไปอย่างแน่นอน เราจะรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดเพื่อดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 157 กับ กกต.ทุกคนที่ลงมติละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จะดำเนินคดีจนถึงที่สุดเพื่อให้พวกคุณไปรับโทษในเรือนจำ” นายสนธิระบุ
นายสนธิยังกล่าวถึงการเคลื่อนไหวในขั้นต่อไปว่า คณะแกนนำจะเดินทางลงพื้นที่ภาคใต้ทันที โดยจะเริ่มเปิดเวทีปราศรัยเพื่อให้ข้อมูลความจริงแก่ประชาชนจุดแรกที่สถานีรถไฟหาดใหญ่ จ.สงขลา ในวันที่ 26 ก.ย.นี้ จากนั้นจะเดินสายต่อไปยังสุราษฎร์ธานี ภูเก็ต และนครศรีธรรมราช
จากนั้น นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำกลุ่ม คปท. พร้อมด้วยนายนิติธร ล้ำเหลือ เป็นตัวแทนกลุ่มรวมพลังแผ่นดิน ทวงคืนประเทศไทย เข้ายื่นข้อเรียกร้องถึง กกต. ขอให้ทบทวนมติคดีฮั้วเลือก สว. และส่งฟ้อง สว.และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 229 คน ตามมติของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลางชุดที่ 26
นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย เรียกร้องให้ กกต.แจ้งข้อกล่าวหาและดำเนินการไต่สวนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่นจำนวน 229 คน ตามที่คณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 มีความเห็นให้ดำเนินคดี และขอเรียกร้องให้ผู้สมัคร สว.ที่เสียประโยชน์จากการทุจริตการเลือก ซึ่งเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย ได้ยื่นคำร้องต่อ กกต.ให้ดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตการเลือกจำนวน 229 คนดังกล่าว
ขณะที่ สถาบันพระปกเกล้า ได้เปิดเผยผลสำรวจ KPI Poll เรื่อง “เสียงประชาชนต่อการออกแบบบัตรเลือกตั้งและการใช้เทคโนโลยีการลงคะแนน” พบว่า 53.5% เห็นว่าไม่จำเป็น เพราะกังวลเรื่องความลับ รองลงมา 23.2% ยอมรับได้หากมีมาตรการที่เหมาะสม, 14.9% เห็นว่าจำเป็น และ 8.4% ไม่แน่ใจ/ไม่มีความเห็น ความกังวลเรื่องความลับของการลงคะแนนเป็นประเด็นสำคัญในการประเมินการใช้บาร์โค้ด/คิวอาร์โค้ด.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
อดีตเด็กลุงป้อม รอดปมดิไอคอน ซัดดีเอสไอแกล้ง
ศาลอาญายกฟ้อง “อดีตเด็กลุงป้อม" กับเเม่-บอสพอล คดีฟอกเงินดิไอคอน ชี้หลักฐานโจทก์ไม่พอรับฟังเอาผิดได้ “สามารถ”
นายกฯโชว์สปีช ที่ประชุม‘ยูเอ็น’ ก่อนไป‘อังกฤษ’
นายกฯ กล่าวถ้อยแถลงประชุมยูเอ็น ย้ำจุดยืน “ปฏิรูปสหประชาชาติ” เพิ่มเสียงที่เท่าเทียมของนานาชาติ
ศาลปกครองยกฟ้องคดี ‘สรณ’ดิ้นต่อจ่ออุทธรณ์
ศาลปกครองกลางยกฟ้องคดี “นพ.สรณ” ฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช.
เฝ้าระวัง24ชั่วโมง! ‘อนุทิน’เกาะติดฝนถล่ม ขันนอตรมต.บูรณาการ
“กรมอุตุฯ” เตือนทั่ว ปท.รับมือฝนตกหนักถึง 27 ก.ย. “ปภ.” เผย 12 จังหวัดภาคเหนือ-อีสาน-กลาง-ตะวันออก
นายกฯจ่อสปีชเวทียูเอ็น ปลุกโลกยึดมั่นในกติกา
นายกฯ จับมือ Google พัฒนามาตรฐานดาต้าเซ็นเตอร์เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม
รัฐบาลส่อปอดแหก หนูกับพวกหนีแจงกมธ.ปมโกงข้อสอบ-รมต.เบี้ยวตอบกระทู้
กมธ.กฎหมาย สภาฯ มีมติใช้อำนาจเรียก "อนุทิน-นฤชา-อธิการบดี มศว” แจงปมโกงสอบท้องถิ่น 8 ต.ค. “รังสิมันต์”

