เฝ้าระวัง24ชั่วโมง! ‘อนุทิน’เกาะติดฝนถล่ม ขันนอตรมต.บูรณาการ

“กรมอุตุฯ” เตือนทั่ว ปท.รับมือฝนตกหนักถึง 27 ก.ย. “ปภ.” เผย 12 จังหวัดภาคเหนือ-อีสาน-กลาง-ตะวันออก จมบาดาล 596 หมู่บ้าน   กว่าหมื่นครัวเรือนเดือดร้อนหนัก “กรมชล” คุมระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาไม่เกิน 2,000    ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หวั่นกระทบพื้นที่ท้ายเขื่อน  “รัฐบาล” สั่งยกระดับเฝ้าระวังน้ำท่วม 24 ชม. ดูแล  ปชช.-กลุ่มเปราะบางในพื้นที่ กำชับ รพ.สำรองน้ำ  ไฟฟ้า ยา เลือด ใช้ได้อย่างน้อย 72 ชม. “กทม.” เร่งระบายน้ำในคลองสายหลัก “ภราดร” ยันงบกลางเพียงพอดูแลวิกฤตน้ำท่วม “เท้ง” ชี้ทุกปัญหา ปชช.เป็นเรื่องการเมือง

เมื่อวันที่ 25 ก.ย.2569 กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนฉบับที่ 9 เรื่อง ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย มีผลกระทบจนถึงวันที่ 27 ก.ย.2569  ระบุว่า ในช่วงวันที่ 25-27 ก.ย.69  บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ จะมีฝนตกหนักหลายพื้นที่  และมีฝนตกหนักมากบางแห่ง เนื่องจากหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณภาคตะวันออกจะเคลื่อนเข้าปกคลุมภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ตามแนวร่องมรสุมที่พาดผ่านประเทศไทยตอนบน ในขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย มีกำลังแรงขึ้น ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก และฝนตกสะสมที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านเส้นทางที่มีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำซึ่งอาจเกิดน้ำท่วมขังในระยะสั้นได้

สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น โดยอ่าวไทยตอนบนและทะเลอันดามันตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ส่วนอ่าวไทยตอนล่างและทะเลอันดามันตอนล่าง มีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง  เรือเล็กบริเวณอ่าวไทยตอนบนและทะเลอันดามันตอนบนควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 27 ก.ย.69

ขณะที่ นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า  จากสถานการณ์ฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ระยะนี้ ประกอบกับการระบายน้ำที่ไหลมาจากภาคเหนือมาสมทบกับมวลน้ำในภาคกลาง ทำให้ปัจจุบันมีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 12 จังหวัด ได้แก่ จ.เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ อุทัยธานี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ตราด และสุรินทร์ รวม 38 อำเภอ 143 ตำบล 596 หมู่บ้าน 11,796 ครัวเรือน 37,036 คน

 “ปภ.ได้ประสานสำนักงาน ปภ.จังหวัด ศูนย์ ปภ.เขต อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ตำรวจ หน่วยทหาร จิตอาสา อปพร. อาสาสมัคร มูลนิธิ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง ปภ. ได้ส่งเจ้าหน้าที่พร้อมเครื่องจักรกลสาธารณภัย  อาทิ รถบรรทุกติดตั้งเครื่องสูบน้ำ รถปฏิบัติการบรรเทาอุทกภัย รถสูบน้ำกู้ภัยเคลื่อนที่สมรรถนะสูงแบบโมบายยูนิต เข้าสูบและเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ พร้อมช่วยยกสิ่งของและเครื่องใช้ขึ้นที่สูง  อพยพกลุ่มเปราะบางไปยังที่ปลอดภัย และสนับสนุนน้ำดื่ม รวมถึงประสานการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัยอย่างใกล้ชิด” อธิบดี ปภ.กล่าว

รบ.สั่งเฝ้าระวังน้ำท่วม 24 ชม.

ส่วนนายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน   กล่าวว่า สถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา  สถานีวัดน้ำ C.2 อำเภอเมืองฯ จังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 1,795 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (ลบ.ม./วินาที) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น  ประกอบกับมีปริมาณน้ำจากแม่น้ำสะแกกรังประมาณ 99 ลบ.ม./วินาที รวมถึงปริมาณน้ำจากลำน้ำสาขาต่างๆ ส่งผลให้มีปริมาณน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาประมาณ 2,261 ลบ.ม./วินาที โดยกรมชลฯ บริหารจัดการระบายน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกรวมประมาณ 511 ลบ.ม./วินาที และระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา 1,750 ลบ.ม./วินาที

 “กรมชลประทานยังคงบริหารการระบายน้ำ โดยพิจารณาจากปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่พื้นที่  สถานการณ์ฝน และศักยภาพของระบบชลประทานเป็นสำคัญ โดยปัจจุบันยังควบคุมการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ไม่เกิน 2,000 ลบ.ม./วินาที ตามกรอบ เพื่อให้การระบายน้ำสอดคล้องกับสถานการณ์ และลดผลกระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายเขื่อนและพื้นที่ลุ่มต่ำให้มากที่สุด” อธิบดีกรมชลประทานระบุ

ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสถานการณ์ฝนและระดับน้ำในพื้นที่ภาคกลางว่า  รัฐบาล โดยนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกฯ ได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมทั้งด้านการพยากรณ์และแจ้งเตือน การบริหารจัดการน้ำ การเตรียมเครื่องจักรกลและกำลังเจ้าหน้าที่  ตลอดจนการดูแลประชาชนในพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวัง  เพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที กรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งตั้งแต่วันที่ 24-27 ก.ย.2569 ภาคกลางรวมถึง กทม.และปริมณฑล มีโอกาสเกิดฝนตกหนักหลายพื้นที่ และฝนตกหนักมากบางแห่ง จึงขอให้ประชาชนโดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังเป็นประจำ ติดตามข้อมูลและประกาศของทางราชการอย่างใกล้ชิด

น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวเสริมว่า รัฐบาลสั่งการให้ทุกส่วนราชการบูรณาการความร่วมมือ เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมแจ้งเตือนอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยง และเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ผู้ป่วยฟอกไต ผู้ที่ต้องใช้ออกซิเจน และผู้ที่ต้องรับยาต่อเนื่อง โรงพยาบาลในพื้นที่เสี่ยงทุกแห่งเตรียมระบบสำคัญให้พร้อมอย่างน้อย 72 ชม. ได้แก่ ไฟฟ้า เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง เชื้อเพลิง น้ำสะอาด ออกซิเจน ยา เวชภัณฑ์ เลือด อาหาร IT/Communication บุคลากร และเส้นทางส่งต่อสำรอง โดยให้คงบริการต่อเนื่องเท่าที่ปลอดภัย

 “รัฐบาลกำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งการบริหารจัดการน้ำ การระบายน้ำ และการเตรียมเครื่องจักรกลในพื้นที่เสี่ยง” น.ส.พลอยทะเลกล่าว

ด้าน น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย   ติดตามสถานการณ์ฝนตกหนักในหลายพื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และหลายจังหวัดภาคกลางอย่างต่อเนื่อง พร้อมสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมรับมือสถานการณ์และดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ แม้นายกฯ จะอยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจต่างประเทศ แต่ยังคงติดตามสถานการณ์ภายในประเทศและประสานข้อสั่งการมายังหน่วยงานที่รับผิดชอบอย่างต่อเนื่อง โดยกำชับให้ทุกหน่วยเตรียมพร้อมตั้งแต่แผนเผชิญเหตุ  การอพยพประชาชน การจัดเตรียมความช่วยเหลือ เครื่องจักร อุปกรณ์ เครื่องสูบน้ำ และกำลังเจ้าหน้าที่ เพื่อรองรับน้ำท่วมฉับพลัน พร้อมให้ประสานส่วนราชการและผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงอย่างใกล้ชิด

“นายกฯ ได้ขอให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องเตรียมการในทุกด้าน ทั้งแผนเผชิญเหตุ การอพยพผู้คน การเตรียมความช่วยเหลือ เครื่องจักร อุปกรณ์ เครื่องสูบน้ำ และบุคลากร ประสานงานทุกฝ่ายให้เรียบร้อย อย่าให้มีปัญหาขาดตกบกพร่อง” น.ส.ไตรศุลีกล่าว และว่า นายกฯ เน้นย้ำให้ทุกกระทรวงและหน่วยงานที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับสถานการณ์น้ำ ทั้งด้านการพยากรณ์ การระบายน้ำ การคมนาคม สาธารณสุข การช่วยเหลือประชาชน และการบริหารพื้นที่ ประสานการทำงานร่วมกันอย่างเต็มที่ ขอให้มีการติดตามและเชื่อมการทำงานกับจังหวัดอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การดูแลประชาชนเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่เกิดช่องว่างระหว่างที่นายกฯ ปฏิบัติภารกิจอยู่ต่างประเทศ

กทม.ระบายน้ำคลองหลัก

ในพื้นที่ กทม. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ  กทม. ลงติดตามสถานการณ์ฝน ณ ศูนย์ป้องกันน้ำท่วม กรุงเทพมหานคร (ดินแดง) พร้อมอัปเดตการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ กทม. หลังเกิดฝนตกหนักตั้งแต่ช่วงเวลา 02.00 น. วันที่ 25 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งฝนตกต่อเนื่องตลอดทั้งวัน ปริมาณฝนสะสมสูงสุดวัดได้สูงสุด 99 มิลลิเมตร ที่เขตมีนบุรี ตามด้วยเขตคลองสามวา ลาดกระบัง และสายไหม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก นอกจากนี้มีจุดน้ำท่วมขังบนผิวจราจรหลายจุด อาทิ ถนนอ่อนนุช ซอย 59 เขตประเวศ, ถนนสุวินทวงศ์, ถนนหลวงแพ่ง เขตลาดกระบัง, ถนนกิ่งแก้ว ฯลฯ ทั้งนี้ ถนนกิ่งแก้วเป็นจุดอ่อนสำคัญ โดยเป็นถนนของกรมทางหลวงมีน้ำท่วมขังผิวจราจรยาวพอสมควร ประมาณ 15-20 ซม.

ส่วนสถานการณ์น้ำในคลองสายหลัก ฝั่งตะวันออก ระดับน้ำในคลองหลายแห่งเริ่มเต็ม และอยู่ในระดับวิกฤต (สีแดง) โดยเฉพาะคลองประเวศบุรีรมย์ ที่ระดับน้ำสูงเกินเกณฑ์หลายจุด อาทิ ช่วงซอยอ่อนนุช 17, วัดขวาง และวัดกระทุ่มเสือปลา  กทม.จึงเร่งระบายออกทางสถานีสูบน้ำพระโขนง  รวมถึงเร่งดึงน้ำออกไปทางแปดริ้ว ผ่านทางคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต ขณะที่สถานการณ์แม่น้ำเจ้าพระยายังไม่มีปัญหา โดยระดับน้ำบริเวณปากคลองตลาดอยู่ที่ 0.88 ม.รทก. (ต่ำกว่าแนวคันกั้นน้ำซึ่งสูง 3 เมตร) และมีอัตราการระบายน้ำอยู่ที่ประมาณ 1,900 ลบ.ม./วินาที

 “สถานการณ์น้ำท่วมยังไม่ได้รุนแรงมาก สรุปภาพรวมจะมีท่วมบ้างแต่ไม่ทั่วกรุงเทพฯ แบบหนักมากแต่กระจาย อย่างไรก็ตาม เราไม่ประมาทและฟังทุกคำทำนาย ทุกคำพยากรณ์ เราก็ดูดน้ำเต็มที่” ผู้ว่าฯ กทม.กล่าว

ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัด สธ. กล่าวภายหลังประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม ว่า ที่ประชุมมีข้อสั่งการในการรับมือเฝ้าระวังสถานการณ์ฝนและอุทกภัย โดยทุกเขตสุขภาพและจังหวัดพื้นที่เสี่ยง ให้ยกระดับการเฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง โรงพยาบาลในพื้นที่เสี่ยงทุกแห่งเตรียมระบบสำคัญให้พร้อมอย่างน้อย 72 ชั่วโมง ได้แก่ ไฟฟ้า เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง เชื้อเพลิง น้ำสะอาด ออกซิเจน ยา เวชภัณฑ์ เลือด อาหาร IT/Communication บุคลากร และเส้นทางส่งต่อสำรอง โดยให้คงบริการต่อเนื่องเท่าที่ปลอดภัย พร้อมประเมินความปลอดภัยของระบบไฟฟ้า น้ำรอบอาคาร ทางเข้า-ออก และเส้นทางรถพยาบาลซ้ำ รวมทั้งให้เร่งดูแลกลุ่มเปราะบางและผู้ป่วยต่อเนื่อง ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ผู้ป่วยฟอกไต ผู้ใช้ออกซิเจน และผู้ที่ต้องรับยาต่อเนื่อง

ด้านนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง  “#ElNiño (เอลนีโญ) ในมิติการบริหารงานบุคคล” ระบุว่า นโยบาย WFA (Work From Anywhere) ยังคงใช้อยู่ กฎระเบียบก็มีอยู่ แต่หลายหน่วยงานเลิกทำแล้ว เรียกกลับมาทำงานเต็มสูบเหมือนเดิม อ้างเหตุความเสมอภาค ไม่งั้นจะเลือกปฏิบัติไม่เท่าเทียม เวลาประเมินผลการปฏิบัติงานจะได้ชัดเจน ฯลฯ แต่ท่ามกลางราคาน้ำมันที่แพงขึ้นมาก ฝนตกน้ำท่วมขัง รถติดไม่ขยับ  เดินทางลำบาก มาสาย หลายคนต้องขับรถลุยน้ำ  รถเสียต้องซ่อม เสียเงินเพิ่ม การกลับมาทำงานเต็มสูบจึงสร้างภาระแก่ชั้นผู้น้อยเพิ่มขึ้นอย่างเสมอภาคกัน ไม่เลือกปฏิบัติ และเท่าเทียม

 “ส่วนตัวผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องประหลาดที่ผู้บังคับบัญชาจะคิดถึงผู้น้อยบ้าง นำนโยบาย WFA มาใช้เพื่อบรรเทาภาระของชั้นผู้น้อยในห้วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องมีคำสั่งจากฝ่ายนโยบาย เพราะเมื่อไม่มีแล้ว มันวัดว่าใครมีความสามารถในการบริหารได้ชัดเจน ไม่ใช่ดูแค่อาวุโสอย่างเดียว” รองนายกฯ ระบุ

เท้งโต้ภราดรปมน้ำท่วม

ส่วนนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลยังมีงบกลางเหลือเพียงพอที่จะดูแลเยียวยาประชาชนในช่วงวิกฤตจากปัญหาอุทกภัยหรือภัยพิบัติธรรมชาติ ในช่วงเปลี่ยนผ่านนโยบายในการให้ความช่วยเหลือเยียวยาประชาชนผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติในปีงบประมาณ 2569 และปีงบประมาณ 2570 หลังจากที่การประชุม ครม.เมื่อวันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบการซื้อประกันครัวเรือนให้ทุกหลังคาเรือนในประเทศไทย กว่า 30 ล้านหลังคาเรือน วงเงิน 1.55 หมื่นล้านบาท ซึ่งขณะนี้เป็นหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ในการเร่งลงนามกรมธรรม์ให้ทันมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ต.ค.2569

 “ช่วงที่เหลือของปีงบประมาณ 2569 หรือก่อนวันที่ 1 ต.ค.นี้ ยังเป็นหน้าที่ของรัฐบาล 100% ในการรับผิดชอบให้ความช่วยเหลือเยียวยาประชาชน  ซึ่งขอย้ำและยืนยันอีกครั้งว่า รัฐบาลยังมีงบกลางเหลือเพียงพอที่จะใช้ในการดูแลพี่น้องประชาชนอย่างแน่นอน” นายภราดรกล่าว

รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลเห็นสัญญาณเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำมาตั้งแต่ต้นสัปดาห์ และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง ได้มีการประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที เพราะมองว่าสัปดาห์นี้จะเป็นวิกฤตของสถานการณ์ และน่าจะเป็นช่วงพีกที่สุด โดยได้มีการเสนอแนวทางบริหารจัดการน้ำแบบก้างปลา เพื่อไม่ให้กระทบกับประชาชนด้านท้ายน้ำมากนัก ส่วนการผันน้ำออกทุ่งนั้น จะต้องพิจารณาความเสียหายของภาคเกษตรควบคู่ไปด้วย

 “การช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาน้ำท่วมในปีงบประมาณ 2570 หรือตั้งแต่ 1 ต.ค.2569 นั้น จะเป็นหน้าที่ของบริษัทประกันที่จะต้องเข้ามาชดเชยเยียวยา ซึ่งเป็นไปตามโครงการประกันภัยครัวเรือนที่ ครม.เห็นชอบ” รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าว

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล กรณีเขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำจนทำให้พื้นที่ท้ายเขื่อนใน จ.พระนครศรีอยุธยา มีน้ำท่วมขังว่า สถานการณ์ฝนตกหนักในช่วงนี้เป็นสถานการณ์ที่คาดการณ์ได้ล่วงหน้า ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการแจ้งเตือนนานแล้ว อีกสิ่งที่สำคัญคือการบริหารจัดการในชุมชน ซึ่งลักษณะการตกของฝนในระยะนี้ คล้ายกับที่เกิดขึ้นที่จังหวัดน่าน ตกแช่ ตกนาน ตนได้ติดตามสถานการณ์ล่าสุด พบปริมาณฝนที่จะตกในอนาคตก็จะยังตกแช่แบบนี้อีกหลายวัน โดยสิ่งที่ตนมองว่าจำเป็นคือรัฐบาลต้องเร่งระบุกลุ่มเปราะบางให้ได้ การตั้งศูนย์อพยพ สนับสนุนเรือในการขนย้าย และแผนเผชิญเหตุ

นายณัฐพงษ์กล่าวว่า จะเดินทางไปดูทุ่งรับน้ำ  ซึ่งในภาพรวมแผนการจัดการน้ำของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เน้นไปที่การระบายน้ำในทางมากกว่าในทุ่ง และจากการให้สัมภาษณ์ของนายภราดร ก็เห็นด้วยกับข้อเสนอของพรรค ปชน.ในการบริหารจัดการน้ำลักษณะก้างปลาแทนแนวดิ่ง ที่ไม่ได้เน้นระบายในทางอย่างเดียว แต่ควรดูว่าทุ่งรับน้ำไหนที่ยังมีศักยภาพ เพื่อเป็นการตัดยอดน้ำ จึงต้องการลงไปสำรวจปัญหาหน้างาน และรับฟังจากประชาชน

ถามกรณีนายภราดรระบุพรรค ปชน.นำเรื่องปัญหาน้ำท่วมมาเป็นเรื่องการเมือง หลังมีอดีต สส.พรรค ปชน.นำชาวบ้านอยุธยามาร้องเรียนที่รัฐสภา  นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ทุกปัญหาของประชาชนเป็นเรื่องการเมืองอยู่แล้ว และผู้ที่มาส่งเสียงสะท้อนที่สภาก็คือประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

“ผมคิดว่าคนที่ออกมาให้สัมภาษณ์แบบนี้ ว่ามีความพยายามเอาประเด็นความเดือดร้อนของประชาชนมาเป็นเรื่องการเมือง อาจจะไม่ถูกต้องเท่าไหร่ ย้ำว่าปัญหาทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับประชาชนก็เป็นเรื่องการเมืองโดยตรง” หัวหน้าพรรค ปชน.ระบุ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ขู่กกต.ซํ้ารอยยุควาสนา

“เท้ง” ยื่น ป.ป.ช.ไต่สวนคดีฮั้ว สว.   “ไอติม” แฉมีช้าง 3 ตัว "สนธิ-คปท." จี้ กกต.ทบทวนมติ ขู่เชือด ม.157

ดร.เสรี เตือนคืนนี้จนถึงรุ่งเช้า 26 ก.ย. ฝนถล่มหนักต่อเนื่องในกทม.-8 จังหวัด

มูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ อัปเดตสถานการณ์ความเสี่ยงฝนตกหนักถึงหนักมาก (เฉดสีเหลืองส้ม) พบว่า พื้นที่ที่มีความเสี่ยง และความรุนแรงตั้งแต่คืนนี้ 25 กันยายน จนถึงเช้าวันที่ 26 กันยายน ได้แก่ ภาคกลาง (จ.สุพรรณบุรี อ่างทอง อยุธยา