เชื่อผู้ว่าฯเด้งนอภ. เร่งดันนํ้าลงทะเล

“นายกฯ” สั่งหน่วยแจ้งเตือนประชาชนพื้นที่เสี่ยงก่อนฝนถล่มซ้ำช่วง 9-13 ต.ค.  “สทนช.” เผยพื้นที่ตะวันออกมวลน้ำทะลักรอยต่อ กทม.-ฉะเชิงเทรา เร่งผลักดันออกทะเล มท.1 แจงเด้งนายอำเภอบ้านสร้าง ไม่ตั้ง กก.สอบ เหตุเป็นช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินต้องฟัง ผวจ. ระบุต้องย้ายอยู่แล้วหลังอยู่ที่เดิมมา 5 ปี ขอจบได้แล้ว ยันไม่มีกลั่นแกล้งทางการเมือง "พลพีร์" ฟัง “อดีตผู้ว่าฯ-รองผู้ว่าฯ-ผู้นำท้องถิ่น” รายงานตรงกัน ทำงานกับคนอื่นไม่ได้ ไม่เกี่ยวค้านตั้งโรงงานขยะ "เจเศรษฐ์“ ย้ำ กทม.เข้าเกณฑ์เยียวยาทั้ง 9,000 และ 5,000 บาท โอนเงินล็อตแรก 8 ต.ค.

ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)  วันที่ 8 ตุลาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ซึ่งปฏิบัติภารกิจอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ   (บกปภ.ช.) ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์มายัง  ปภ. เพื่อติดตามสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยมี พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม, นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย, นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย, นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เข้าร่วมการประชุมผ่านระบบทางไกลด้วย

นายกฯ ระบุว่า กรมอุตุนิยมวิทยายังเตือนว่าช่วงวันที่ 9-13 ต.ค.69 ทางภาคตะวันออก ภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล รวมถึงภาคใต้ อาจจะมีฝนเพิ่ม และฝนตกหนักถึงหนักมากในบางแห่ง จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะต้องร่วมกันเร่งวางแผนการระบายน้ำเพื่อเตรียมพื้นที่รับน้ำ และแจ้งเตือนซักซ้อมความเข้าใจของพี่น้องประชาชน ก่อนที่ฝนระลอกใหม่จะมาถึง ทั้งนี้จะเห็นว่าเพจของกรมอุตุนิยมวิทยาได้ทำการแจ้งเตือนด้วยภาพ ที่ไฮไลต์จุดที่เกิดฝน ให้มีความเข้าใจเป็นอย่างดี ซึ่งถือเป็นการให้ข้อมูลกับประชาชนอย่างทั่วถึงและเข้าใจง่ายขึ้น       

นายกฯ กล่าวอีกว่า ในส่วนของลุ่มน้ำบางปะกง พื้นที่ปราจีนบุรี จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้ทราบว่ามีการสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำบริเวณปากแม่น้ำบางปะกง เพื่อเร่งระบายน้ำโดยด่วน และในพื้นที่ภาคใต้ที่ได้มีการเตรียมความพร้อมแล้ว ก็ขอใช้ช่วงเวลาดังกล่าวนี้ซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ และทำความเข้าใจกับแผนการต่างๆ รวมถึงเตรียมความพร้อมของทรัพยากรและบุคลากรให้มีความพร้อมอย่างเต็มที่ด้วย

นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์อุทกภัย (JICC) ว่า พื้นที่ที่มีปัญหาและมีความกังวลอยู่คือ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี แม้น้ำที่ลงมาสู่ อ.เมืองปราจีนบุรี เริ่มลดลง แต่ลดลงอย่างช้าๆ ยังมีพื้นที่ที่น้ำท่วมขังอยู่พอสมควร ในส่วนของฝั่ง จ.นครนายก ได้มีการพยายามรักษาสมดุลน้ำจากเขื่อนขุนด่านปราการชล ที่ลงมาผนวกกันกับ จ.ปราจีนบุรี และ จ.นครนายก มาที่ อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี น้ำทั้งหมดจะลงไปที่แม่น้ำบางปะกง ประชาชนที่อยู่ใน จ.ฉะเชิงเทรา ริมแม่น้ำยังคงมีน้ำท่วมขังอยู่ และต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดว่าน้ำจะพ้นแนวคันกั้นน้ำหรือไม่

เร่งผลักดันน้ำออกทะเล

ทางด้านนายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า การเคลื่อนตัวของมวลน้ำในฝั่งตะวันออกของ จ.ฉะเชิงเทรา มีภูเขาสูง ทำให้การเคลื่อนตัวเร็ว ส่งผลให้มวลน้ำถูกพาข้ามคันกั้นน้ำของคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต เข้าไปในรอยต่อระหว่าง กทม.และฉะเชิงเทรา ซึ่งน้ำนี้ จากการตรวจสอบดาวเทียมล่าสุดเมื่อวันที่ 2 ต.ค. น้ำถูกผลักเข้าไปอยู่ในรอยต่อระหว่าง จ.ฉะเชิงเทราและ กทม. โดยนายกฯ ได้จี้เรื่องการระบายน้ำอย่างไร้รอยต่อ ตั้งแต่ อ.องครักษ์ จ.นครนายก มายัง อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา และบางส่วนจะเข้ามาในโซนคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต จึงมีการประสานกับทาง กทม.และสมุทรปราการ โดยมีกระทรวงกลาโหมจะเป็นผู้บริหารจัดการร่วมกับกรมชลประทาน ในการที่จะผลักน้ำไปยังคลองชายทะเลโดยเร็วที่สุด ส่วนน้ำในลุ่มน้ำบางปะกง โดยเฉพาะ จ.ฉะเชิงเทรา อ.บางคล้า บางน้ำเปรี้ยว บ้านโพธิ์ จะต้องเร่งติดเครื่องผลักดันน้ำ ประมาณ 4 เครื่อง เร่งการสูบและปิดล้อมคันกั้นน้ำสำคัญ เพื่อที่จะไม่ให้เกิดปัญหา

ด้านนายเกรียงไกร ศิวะศิริยางกูร ผู้อำนวยการส่วนปฏิบัติการจัดการคุณภาพน้ำ สำนักการระบายน้ำ กทม. กล่าวว่า กทม.ยังมีน้ำท่วมขังอยู่ 9 เขต ได้แก่ สายไหม หนองจอก คลองสามวา คันนายาว บึงกุ่ม มีนบุรี สะพานสูง ลาดกระบัง และประเวศ โดย กทม.มีแผนที่จะระบายน้ำจากชุมชนฝั่งตะวันออกให้เร็วที่สุด สำหรับพื้นที่บริเวณเคหะร่มเกล้า ได้ประสานกับกระทรวงกลาโหมในการฟื้นฟูและทำความสะอาดพื้นที่ทั้งหมดหลังจากที่น้ำลดแล้ว คาดการณ์ว่าจะสามารถฟื้นฟูได้ภายใน 4-5 วัน

ส่วนกรณีคำสั่งกรมการปกครองย้ายนายเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ นายอำเภอบ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา จนเกิดดรามาในโลกโซเชียล นายอนุทินให้สัมภาษณ์ว่า นายกฯ ไม่ได้สั่งย้าย คนที่ย้ายคือนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์  อธิบดีกรมการปกครอง (ปค.) และปลัดกระทรวงมหาดไทย (มท.) และเมื่อช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ก็มีการประชุม คือ ณ ขณะนี้ในจังหวัดที่ประสบภัยน้ำท่วมจังหวัดไหนที่ประกาศให้เป็นจังหวัดประสบภัย จังหวัดนั้นจะต้องมีผู้บัญชาการสถานการณ์ในพื้นที่ตามกฎหมาย เหมือนกฎหมายในกรณีที่มีสถานการณ์ฉุกเฉิน อย่างที่มีกฎอัยการศึก ทหารที่กำกับดูแลพื้นที่จะเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด ซึ่งในกรณีประสบภัยก็เช่นกัน ผวจ.จะทำหน้าที่ผู้บัญชาการสถานการณ์ในพื้นที่ ฉะนั้นอำนาจสูงสุดอยู่ที่ ผวจ.สั่งการสามารถสั่งการโยกย้าย

"อย่างกรณีนี้ ผวจ.ปราจีนบุรี ได้ทำหนังสือขอให้อธิบดี ปค. ย้ายนายอำเภอคนนี้ออกจากพื้นที่ ซึ่งอธิบดี ปค.ก็พิจารณาเป็นไปตามสถานการณ์ทุกประการ ไม่มีเวลาไปตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ มันเป็นสถานการณ์ประสบภัยฉุกเฉิน ต้องทำให้เกิดการบูรณาการความร่วมมือโดยฉับพลันทันใด ผมให้นโยบายปลัด มท.ว่า ตรวจสอบเป็นไปตามที่ ผวจ.พูดหรือเปล่า ถ้าไม่เป็นก็ไม่ให้ตำแหน่งคืน  ปลัด มท.มาอธิบายให้ผมฟังเมื่อช่วงเช้าว่าคนนี้อยู่ที่เดิมมา 5 ปีแล้ว ความจริงเขาต้องถูกย้ายตั้งแต่ปีที่แล้ว เขาอยู่เกินแล้ว ในเมื่อ ผวจ.บอกขอย้ายบุคลากรก็ย้ายไปอีกอำเภอหนึ่ง สลับตำแหน่งกันก็ไม่ได้มีความเสียหาย ยังคงเป็นนักบริหารระดับสูง เรื่องนี้ก็น่าจะจบไปได้แล้ว เป็นเรื่องภายในการกำกับดูแลของปลัด มท."

เมื่อถามว่า ชาวบ้านบอกว่านายอำเภอคนดังกล่าวทำงานลงพื้นที่ตลอด แต่เมื่อวานนายกฯ บอกว่านายอำเภอไม่ได้ทำงานในพื้นที่เลย นายอนุทินกล่าวว่า "ผมก็ต้องเชื่อ ผวจ. เขาทำหนังสืออย่างเป็นทางการมา และถึงเวลาวาระที่ต้องโยกย้ายอยู่แล้ว"

เชื่อ ผวจ.เด้ง นอภ.บ้านสร้าง

เมื่อถามถึงกรณีนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อดีตปลัด มท. บอกว่าการย้ายนายอำเภอบ้านสร้างครั้งนี้ไม่เหมาะสม นายกฯ กล่าวว่า “ท่านพูดในฐานะประชาชน ไม่พูดในฐานะปลัด มท. ท่านพ้นตำแหน่งมา 2 ปีแล้ว ฉะนั้นท่านจะมีความคิดความอ่านอย่างไรเป็นสิทธิของท่าน เราไม่ได้ให้ความสนใจความเห็นอะไรตรงนั้น เราดูในเรื่องหน้างานเป็นหลัก ผมก็ต้องเชื่อคนที่มีอำนาจสูงสุดในพื้นที่ อย่าไปคิดอะไรมากเลย ไม่มีประเด็นการเมือง ไม่มีการกลั่นแกล้ง ผวจ.คือผู้บัญชาการสถานการณ์ภัยพิบัติในพื้นที่คือแม่ทัพ ถ้าแม่ทัพบอกว่าขุนพลคนนี้ทำงานไม่ได้ ต้องเชื่อแม่ทัพก่อน"

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย กล่าวว่า  ฟังจากนายชนาธิป โคกมณี รองผู้ว่าฯ ปราจีนบุรี นายก อบจ. และผู้นำท้องถิ่น ทุกคนรายงานเหมือนกันหมดเกี่ยวกับนายอำเภอบ้านสร้าง และตนเป็นคนรายงานนายกฯ ว่าเราได้รับรายงานอย่างนี้ พอมีคำสั่งของอธิบดี ปค. ตนเพิ่งไปเห็นว่า นายวีระพันธ์ ดีอ่อน อดีตผู้ว่าฯ ปราจีนบุรี ได้ทำหนังสือตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย.2569 แล้ว เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องเค้าโครงเดียวกันหมด ในการตอบสนองนโยบายของผู้บังคับบัญชา

 นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการย้ายนายอำเภอบ้านสร้าง อาจเกี่ยวข้องกับการที่นายอำเภอคัดค้านการตั้งโรงงานขยะรีไซเคิลใน อ.บ้านสร้าง ว่าผูกหรือสร้างสตอรีกันไป ทั้งนี้อำเภอบ้านสร้างมีความร้ายแรงของสถานการณ์ นายอำเภอเป็นกลไกสำคัญที่จะร่วมมือบูรณาการทุกภาคส่วน ปัญหาที่เกิดขึ้นรายละเอียดขอให้ไปถามผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี มีเหตุผลอะไร หากเหตุผลไม่ดีพอไม่มีทางที่จะมีคำสั่งอย่างนั้นได้

นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดี ปค. กล่าวว่า  ไม่ต้องกังวลเรื่องการเปลี่ยนม้ากลางศึก เพราะฝ่ายปกครองประเมินจากประสิทธิภาพการทำงาน การย้ายไม่ได้หมายความว่านายอำเภอไม่ทำงาน แต่การทำงานภาพรวมในยามวิกฤตอาจยังไม่ดีเท่าที่ควร จึงจำเป็นต้องให้โอกาสคนที่มีความพร้อมและรู้พื้นที่มาช่วยเหลือประชาชน โดยมอบหมายให้รองผู้ว่าฯ ปลัดจังหวัด เข้ามาช่วยเหลือ ประชาชนไม่ต้องห่วงว่าไม่มีคนจะทำงาน

ด้านนายวีระพันธ์ ดีอ่อน อดีตผู้ว่าฯ ปราจีนบุรี  ระบุว่า คิดจะเซ็นย้ายนานแล้ว แต่มาตัดสินใจ เพราะในช่วงน้ำท่วม เห็นได้ชัดว่าขาดภาวะผู้นำ และการประสานงาน ทั้งที่อยู่ในตำแหน่งมานานถึง 4 ปี แต่ไม่สามารถทำงานร่วมกับผู้นำท้องถิ่นและเพื่อนร่วมงานได้ แถมยังใช้อารมณ์ คำพูดไม่เหมาะสม และใช้วาจาตะเพิดผู้ใต้บังคับบัญชา จนชาวบ้านและข้าราชการร้องเรียนเข้ามาจำนวนมาก ท้าให้ไปถามผู้นำท้องถิ่นได้เลย แม้ภายนอกจะเห็นภาพนายอำเภอบ้านสร้างทำงานดีเนื่องจากมีการถ่ายทำคอนเทนต์ลงโซเชียล และมีคนถือกล้องเดินตามตลอดเวลา แต่ในการปฏิบัติงานจริงกลับพบปัญหาสำคัญหลายด้าน ทางจังหวัดได้ส่งกำลังพล  เครื่องมือ และทรัพยากรลงพื้นที่ แต่นายอำเภอกลับปฏิเสธความช่วยเหลือ และส่งทรัพยากรกลับคืน อ้างว่าไม่ได้ร้องขอ รวมถึงปฏิเสธความช่วยเหลือจากภาคเอกชน เพราะนายอำเภอมัวแต่วุ่นกับการลงพื้นที่แจกของทำคอนเทนต์ แทนที่จะประจำอยู่ที่ศูนย์บัญชาการเพื่อสั่งการและรับฟังผู้บังคับบัญชา

อดีตผู้ว่าฯ ปราจีนบุรียังกล่าวเตือนนายอำเภอบ้านสร้างว่า “ยิ่งดิ้นยิ่งแน่น” และควรอยู่ในสถานที่ที่เหมาะสม เพราะท้ายที่สุดความจริงจะปรากฏ  ส่วนเรื่องที่นายอำเภอบ้านสร้างคัดค้านการนำขยะอิเล็กทรอนิกส์ ยืนยันว่านโยบายจัดการขยะอันตราย ตนเป็นผู้สั่งการ ทั้งคิดและดำเนินการ  โดยนายอำเภอเป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามนโยบาย ซึ่งทุกอำเภอมีแนวทางดำเนินการเหมือนกัน ทั้งการสำรวจและป้องกันการลักลอบนำขยะมาทิ้ง ดังนั้นจึงไม่เป็นความจริงที่ว่ามีการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนจีน

เยียวยา กทม.หลักเกณฑ์เดียว

ที่รัฐสภา นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย กล่าวถึงปัญหาเงินเยียวยาน้ำท่วมว่า  ยังยืนยันในทุกคำพูดของตน ว่าประชาชนในพื้นที่ กทม.เข้าหลักเกณฑ์เยียวยา 7 วัน ทั้งเรื่องน้ำล้อมและน้ำท่วม 9,000 และ 5,000 บาทอย่างแน่นอน

เมื่อถามว่า ประชาชนยังกังวลว่าจะตกหล่นในการยื่นขอเยียวยา เนื่องจากปัญหาเรื่องของระบบ  จะมีช่องทางเพิ่มเติมช่วยเหลือเรื่องนี้หรือไม่ นายเจเศรษฐ์กล่าวว่า ทางในระบบแอปทางรัฐจะมีช่องให้กรอกอย่างชัดเจนอยู่แล้ว และแยกไปตามเขต รวมถึงแยกตามสภาพให้ประชาชนได้เลือก แต่ถ้าข้องใจหรือข้อซักถามอะไร สามารถโทร.ได้ที่สายด่วน  1784 เพราะแต่ละคนแต่ละเคสไม่เหมือนกัน เช่นเมื่อวานนี้ (7 ต.ค.) น้ำท่วมบ้าน แต่ไปเลือกในช่องอาคารสูง จึงต้องดูเป็นรายเคสเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาด ส่วนงบประมาณมีเพียงพอ เพราะน้ำล้อมไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเกณฑ์ที่ตั้งไว้ก่อนอยู่แล้ว เราเตรียมไว้ตั้งแต่น้ำท่วมและน้ำล้อม และเราพยายามเร่งรัดให้เร็วที่สุด โดยภายใน 8 ต.ค.หรือ 9 ต.ค. จะมีส่วนแรกที่ได้รับการอนุมัติเงินเยียวยา

ด้านนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดี ปภ. ให้สัมภาษณ์กรณีเมื่อวันที่ 7 ต.ค. ระบุว่าแฟลตคลองจั่นอาจไม่ได้รับเงินเยียวยาเนื่องจากไม่เข้าเงื่อนไขน้ำท่วมน้ำล้อม 7 วันว่า "ก่อนอื่นต้องขอชี้แจงว่า เมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา ผมไม่ได้พูดคำว่าคลองจั่นสักคำ ขอปฏิเสธ มีคำถามว่าเรื่องพื้นที่ที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ หากตั้งต้นมาว่าพื้นที่ที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ คำถามนั้นมีคำตอบในตัวเอง ซึ่งผมไม่ได้พูดถึงคลองจั่น เดี๋ยวจะดรามากัน"

นายนิรัตน์กล่าวว่า ความตั้งใจสำหรับหลักเกณฑ์รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือดูแลประชาชนที่ประสบอุทกภัยและได้รับความเดือดร้อน โดยนายกฯ ได้อนุมัติงบประมาณกลางปี 2569 มาให้ 4,700 ล้านบาท ช่วยนอกเหนือจากระเบียบกระทรวงการคลังที่ ปภ.ถืออยู่ พยายามทำทุกอย่างที่เร็ว และมีหลักเกณฑ์อ้างอิง มีความตั้งใจช่วยเหลือประชาชนไม่ได้ระบุพื้นที่ใด ดูแลประชาชนทั่วประเทศที่ประสบอุทกภัย

เมื่อถามย้ำว่า มีความชัดเจนหรือไม่ว่าแฟลตคลองจั่นเข้าเงื่อนไขหรือไม่ อธิบดี ปภ.กล่าวว่า ทุกพื้นที่ที่เข้าหลักเกณฑ์น้ำท่วม น้ำล้อม เจ้าของพื้นที่คือ ผวจ.หรือนายอำเภอ ส่วน กทม. ผู้ว่าฯ กทม.ไปสำรวจ ถ้าเข้าหลักเกณฑ์ไม่ต้องขออนุมัติเพิ่มอะไรเลย เงินจะออกภายในไม่กี่วันตั้งแต่น้ำยังไม่ลด

น.ส.ศิริธร สมสุวรรณ ผู้อำนวยการกองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ ปภ. แถลงว่า ยอดลงทะเบียนขอรับเงินเยียวยาผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ มียอดลงทะเบียน 1,422,167 ครัวเรือน แบ่งเป็นกรุงเทพฯ 582,855 ครัวเรือน, สมุทรปราการ 205,152 ครัวเรือน, ปทุมธานี 177,655 ครัวเรือน, ฉะเชิงเทรา 58,052 ครัวเรือน และนนทบุรี 49,628 ครัวเรือน ส่วนที่ 3 เงินประกันภัยพิบัติ ที่ได้เริ่มต้นคุ้มครองตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 1 ตุลาคม 2570.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ซักฟอก 'ระบอบ น.หนู' กินรวบ ใช้สภาเปิดแผล หวังผลนอกสภา

มีความชัดเจนแล้วสำหรับการเปิดศึกซักฟอกรัฐบาล โดยเมื่อวันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน สภาผู้แทนราษฎร

ติดตามซัปพลายเชนอุตฯรถยนต์ ลดผลกระทบต่อการผลิต-ส่งออก

“ศุภจี” เดินหน้าทัพหลังรับมือน้ำท่วม ดูแลตั้งแต่การผลิตถึงการค้า ลงพื้นที่โตโยต้า ติดตาม Supply Chain อุตสาหกรรม ลดผลกระทบต่อการผลิต-ส่งออก

จับตาไทยผงาดเวที‘IMF-WB’ คว้าโอกาส‘ศักยภาพ-ดึงทุนโลก’

ประเทศไทยเตรียมผงาดสู่สายตานานาชาติอีกครั้ง ในการหวนกลับมาเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปี “สภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569” หรือ IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ในรอบ 35 ปี หลังไทยเคยจัดการประชุมมาแล้วเมื่อปี 2534 ในรัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน