“เท้ง” นำทีมฝ่ายค้านยื่นประธานสภาฯ ซักฟอก 18 รัฐมนตรีภูมิใจไทย ข้อหาระบอบน้ำเงิน-ระบอบ น.หนู กินรวบประเทศ พุ่งเป้าฮั้ว สว.-โกงสอบท้องถิ่น-บริหารงานพลาด ซัด “อนุทิน” เสแสร้งแกล้งรักชาติ เนรคุณแผ่นดิน เป็นนายกฯ หุ่นเชิด “พิพัฒน์” อำมหิตไม่สน ปชช.ทุกข์ยาก "ลูกนก" ผลิตความเท็จเป็นกิจวัตร "ศุภมาส" ล็อกมงโครงการน้ำเงิน “สาทิตย์” ขออภิปราย 5 วัน ฟุ้งข้อมูลแน่น ไม่สนเสียงในสภาน้อยกว่า “โสภณ” คาดซักฟอกปลาย ต.ค. การันตีเคร่งครัดข้อบังคับไม่เอนเอียง “นายกฯ” ลั่นไม่หวั่น 18 รมต.ภูมิใจไทยโดนอภิปราย บอกถ้าไม่มีชื่อ ภท.สิแปลก ออกตัวใช้เวทีแถลงผลงาน รบ.โชว์ ปชช. ไม่ใช่ให้ฝ่ายค้านฟัง ทำไก๋ไม่รู้ไม่มีชื่อ “กธ.” ร่วมยื่นญัตติ “ป.ป.ช.” โดดหนีไม่ตอบปมตรวจสอบทรัพย์สิน “สส.ไอเดียร์”
ที่รัฐสภา วันที่ 8 ต.ค.2569 เวลา 14.00 น. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมตัวแทนพรรคฝ่ายค้าน ร่วมกันยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร
นายณัฐพงษ์แถลงว่า ตนพร้อมเพื่อนสมาชิกพรรคฝ่ายค้านร่วมกันเข้าชื่อ 145 คน ยกเว้นพรรคกล้าธรรม (กธ.) แถลงข่าวยื่นญัตติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 ในการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล จำนวน 18 คน ประกอบด้วย 1.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย 2.นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม 3.นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี 4.นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง 5.นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ 6.นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี 7.พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม 8.นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา 9.นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
10.นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 11.พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม 12.นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 13.น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 14.นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 15.นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 16.นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม 17.นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย และ 18.นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย
นายณัฐพงษ์กล่าวว่า สำหรับข้อกล่าวหาที่ฝ่ายค้านรวบรวมมาเป็นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ ต้องการอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อระบอบสีน้ำเงินที่กินรวบประเทศนี้อยู่ ระบบนี้เป็นศัตรูและอาชญากรรมต่อระบอบประชาธิปไตย ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับความเป็นประชาธิปไตยอย่างชัดเจน และกำลังกินรวบประเทศ ไม่ใช่แค่อำนาจในสภาผู้แทนราษฎรอย่างเดียวเท่านั้น แต่อาจหมายรวมถึงสมาชิกวุฒิสภา และกลไกถ่วงดุลตรวจสอบ หรือองค์กรอิสระต่างๆ ด้วย
“เนื้อหาการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเป็นการโกง สว. ทุจริตสอบท้องถิ่น วิกฤตประชาชน เช่น การบริหารจัดการน้ำท่วมต่างๆ ล้วนอยู่ในกรอบการอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้งสิ้น ซึ่งจะเห็นว่ารายชื่อทั้ง 18 คนนั้น มีหลายคนไม่ได้อยู่ในรายชื่อสำนวนคดีโกง สว. ดังนั้นเราไม่ได้พุ่งเป้าไปที่คดีโกง สว.อย่างเดียว อะไรก็ตามที่เป็นวิกฤตของประชาชนที่อยู่ตรงข้ามกับความเป็นประชาธิปไตย การใช้อำนาจในทางมิชอบต่างๆ ก็อยู่ในเนื้อหาการอภิปรายทั้งสิ้น” นายณัฐพงษ์กล่าว
ฝ่ายค้านขออภิปราย 5 วัน
ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวว่า สิ่งที่เราต้องเรียกร้องเพื่อเป็นการใช้อำนาจนิติบัญญัติในสภา และถ้าเห็นข้อมูลข้อเท็จจริงที่จะอภิปรายรายบุคคลทั้ง 18 คนนี้ จากที่ฝ่ายค้านได้ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ ก็ต้องรอดูว่าการลงมติไม่ไว้วางใจอีกทีว่า สส.แต่ละคนแต่ละพรรคการเมืองจะลงมติอย่างไร
“เราเตรียมกรอบญัตติมาตามเนื้อหาข้อเท็จจริงเป็นหลัก อย่างแรกเลยคือมีหลักฐานที่มีน้ำหนักระดับหนึ่ง อย่างที่ 2 คือเปิดโอกาสให้พรรคร่วมฝ่ายค้านทุกพรรคได้เสนอเข้ามา ฉะนั้น 18 รายชื่อที่ส่งเข้ามานี้ ผ่านหลักเกณฑ์ทั้ง 2 ข้อ ดังนั้นการยื่นญัตติครั้งนี้เป็นไปตามกระบวนการทั้งหมด และถือว่าเรามีความมั่นใจเป็นอย่างยิ่ง” ผู้นำฝ่ายค้านฯ ระบุ
ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า พรรค ปชป.ถือว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐธรรมนูญตามมาตรา 151 เป็นมาตรการสำคัญสูงสุดอันหนึ่งในการตรวจสอบการทำหน้าที่ของรัฐบาล โดยพรรคยื่นรายชื่อรัฐมนตรีที่จะอภิปรายกับคณะทำงานของฝ่ายค้าน แม้อาจไม่ครบตามรายชื่อ 18 คนนี้ แต่ก็มีจำนวนหนึ่งที่พรรคยื่นมา เพราะพบชุดข้อมูลที่ชี้ให้เห็นชัดถึงพฤติกรรมในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐมนตรีที่เราเห็นว่ามีการบริหารราชการแผ่นดินผิดพลาด บกพร่อง ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และเอื้อประโยชน์ให้กับพรรค พวกพ้อง สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติอย่างแท้จริง
“สิ่งสำคัญชุดของข้อมูลเราชี้ให้เห็นถึงความผิดพลาดบกพร่อง ผิดกฎหมาย ผิดรัฐธรรมนูญ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และมีพฤติกรรมที่กระทำไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นหลักจริยธรรม หรืออื่นๆ จะทำให้สังคมโดยเฉพาะประชาชนที่ติดตามการทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน ได้เห็นอย่างชัดเจนว่า ท้ายที่สุดแล้วรัฐมนตรีท่านนั้นสมควรที่จะไว้วางใจให้ทำหน้าที่รัฐมนตรีต่อไปหรือไม่ ตรงนี้จะเป็นเรื่องสำคัญที่สุด" นายสาทิตย์กล่าว
รองหัวหน้าพรรค ปชป.กล่าวว่า นอกจากเรื่องฮั้ว สว.แล้ว ยังมีเรื่องอื่นที่อาจจะไม่เคยเป็นข่าวมาก่อน ซึ่งเราได้แจ้งต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ไปว่าจะขออภิปราย 5 วัน จึงฝากถึงรัฐบาลด้วยว่า 18 คนนี้ถือว่าเป็นจำนวนที่เยอะมากครั้งหนึ่งในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หวังว่าจะได้รับการตอบรับจากประธานโสภณ โดยการอภิปรายอาจมีเรื่องมีข้อมูลซ้ำกัน แต่จะมีการหารือร่วมกันเพื่อจับประเด็นอภิปรายให้มีน้ำหนักเสริมซึ่งกันและกัน
ขณะที่นายโสภณให้สัมภาษณ์หลังรับหนังสือว่า กรอบเวลาคือ 14 วัน แต่เบื้องต้นได้คุยกับผู้นำฝ่ายค้านฯ แล้วว่าอยากจะได้ปลายเดือน ต.ค. ดังนั้นสุดแล้วแต่ขั้นตอนการตรวจสอบญัตติ ซึ่งจะทำให้เร็วที่สุด เพื่อเสนอให้ ครม.ยื่นวันกลับมา หากทุกฝ่ายไม่ติดจะเป็นช่วงปลายเดือน ต.ค. ก็คือปลายเดือน ส่วนเรื่องไหนที่เห็นว่าอยู่ในกรอบอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกอภิปราย ก็สามารถพูดในการอภิปรายได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือยึดข้อบังคับเพื่อบริหารการประชุมให้เรียบร้อย
ซัด น.หนูกินรวบปะเทศ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลของฝ่ายค้านทั้ง 18 ราย ล้วนเป็นโควตาจากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) โดยไม่มีรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย (พท.) ถูกยื่นอภิปราย โดยพฤติการณ์ของรัฐมนตรีแต่ละคนที่ถูกยื่นอภิปราย อาทิ นายอนุทิน ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีพฤติกรรมทุจริตฉ้อฉล ปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริต ไร้วุฒิภาวะ ไร้ภาวะผู้นำ ไม่รู้สำนึกผิดชอบชั่วดี ไร้จิตสำนึกในการเป็นผู้นำประเทศ สร้างระบอบสีน้ำเงิน ระบอบ น.หนู กินรวบประเทศ ทั้งโกงการเลือกตั้ง สส. โกงการเลือก สว. โกงการสอบข้าราชการ โกงงบประมาณแผ่นดิน นอกจากนี้ยังสร้างความเสื่อมเสียให้แก่สถาบันหลักของชาติ จงใจใช้ความจงรักภักดีเป็นเครื่องมือทางการเมือง สร้างความเสียหายต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เสแสร้งแกล้งรักชาติ เพื่อประโยชน์ทางการเมือง แต่กลับมีพฤติกรรมเนรคุณแผ่นดิน สมรู้ร่วมคิดรู้เห็นเป็นใจให้มีกระบวนการทุจริตการสอบเข้า บรรจุ และแต่งตั้งข้าราชการ ไม่เคารพต่อหลักนิติรัฐ นิติธรรม ส่งผลให้สังคมไทยเป็นยุคสมัยที่คนชั่วได้ดี คำสัญญาที่บอกว่าจะทำให้ประชาชนรวยไม่ไหวแล้ว เป็นเพียงแค่ลมปาก มัวแต่อุ้มชูกลุ่มทุนและเครือข่ายผลประโยชน์ของตนเอง
ส่วนนายพิพัฒน์ อาทิ มีพฤติกรรมทุจริตฉ้อฉล รู้เห็นเป็นใจหรือปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต มีใช้อำนาจโดยแสวงหาผลประโยชน์จากวิกฤตของชาติ เป็นพฤติกรรมอันอำมหิต โดยไม่สนใจความทุกข์ยากของประชาชน, นายทรงศักดิ์ ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ละโมบโลภมาก, นายเอกนิติ ขาดความสามารถในการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ ละเลยในการจัดการกับขบวนการทุนเทา, นางศุภจี ไร้ภาวะผู้นำ ไร้ตัวตนในการแก้ไขวิกฤตของประเทศ, นายปกรณ์ มีพฤติกรรมมีผลประโยชน์ทับซ้อน, พล.ท.อดุลย์ มีพฤติกรรมทุจริตต่อหน้าที่, นายสุรศักดิ์ ปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริต, นายไชยชนก ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ผลิตความเท็จเป็นกิจวัตร เพียงเพื่อผลประโยชน์ของตนเองและครอบครัว, นายสุชาติ มีพฤติกรรมทุจริต ฉ้อฉลคดโกง, พล.ต.ท.รุทธพล แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม, นายนภินทร ใช้อำนาจดำเนินการโกงเลือก สว., น.ส.ศุภมาส ล็อกโครงการต่างๆ ให้กับสมัครพรรคพวกระบอบสีน้ำเงิน, นายภราดร นางสุขสมรวย นายวรศิษฎ์ ดำเนินการโกงการเลือก สว.อย่างเป็นขบวนการ, นายสิริพงศ์ มีผลประโยชน์ทับซ้อน และนายเจเศรษฐ์ ขาดความโปร่งใส
เวลา 17.10 น. นายอนุทินให้สัมภาษณ์ว่า เพิ่งกลับจากต่างประเทศ ก็เห็นรายชื่ออยู่ ไม่มีปัญหา คณะรัฐมนตรีทุกคนมีความพร้อมที่จะตอบและชี้แจงข้อสงสัยให้ประชาชนได้รับทราบ
ถามว่า สงสัยหรือไม่ทำไมมีแต่ชื่อรัฐมนตรีพรรค ภท. นายอนุทินตอบทันทีว่า ถ้าไม่มีถึงจะแปลก ทุกคนมีความพร้อมอยู่แล้ว เราประชุม ครม.พรรค ภท.ทุกสัปดาห์ เราทราบความเป็นไป และได้ย้ำให้รัฐมนตรีทุกท่านที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจเตรียมความพร้อมในการชี้แจง หรือแม้กระทั่งรัฐมนตรีที่ไม่ได้ถูกอภิปราย ถ้ามีการพาดพิงมาถึง หรือนายกฯ มีข้อสั่งการชี้แจงแทนในส่วนงานของเขาก็จะต้องมีความพร้อม
“การที่มีชื่อนายกรัฐมนตรีอยู่ด้วยก็เปรียบเหมือนอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีทั้งคณะ เพราะนายกรัฐมนตรีสั่งการทุกกระทรวง ฉะนั้นรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงทุกกระทรวงก็ต้องพร้อมที่จะออกมาชี้แจงและตอบข้อสั่งการของนายกฯ จะดูว่าตรงไหนเกี่ยวข้องกับใครก็ให้รัฐมนตรีท่านนั้นตอบ เพราะท่านจะทราบรายละเอียด โดยการชี้แจงเป็นการชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจ รับทราบในทุกประเด็น ฉะนั้นคนที่จะตอบได้ดีที่สุดคือรัฐมนตรีที่กำกับดูแล และอยู่ที่ดุลพินิจของผมที่จะให้ใครขึ้นมาตอบ เพราะนายกฯ ไม่สามารถไปตอบในเรื่องของงานแต่ละกระทรวงได้โดยละเอียด เราก็ต้องเอาข้อมูลที่เรามีทั้งหมดมาชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบ” นายอนุทินกล่าว
นายกฯ ชี้ปกติซักฟอก 3-4 วัน
ซักว่าการที่ฝ่ายค้านยื่นอภิปราย 18 คน ถือเป็นการเหวี่ยงแหเหมือนไม่มีข้อมูลใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เป็นสิทธิ์ของฝ่ายค้านที่จะยื่นอะไรก็ได้ถ้าเขามีเสียงถึง โดยนายกฯ ได้ถามสื่อว่าฝ่ายค้านมีเสียงถึงใช่ไหม แล้วกี่เสียง ผู้สื่อข่าวจึงตอบว่าฝ่านค้านเสียงพอยื่นอภิปราย แต่ไม่มีเสียงของพรรคกล้าธรรม ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ตอบว่า "อ้อหรือ" พร้อมกล่าวด้วยว่า เสียงไม่ครบหรือฝ่ายค้านไม่ได้เสียงฝ่ายค้านทั้งหมดหรือ ผู้สื่อข่าวจึงตอบกลับว่า พรรคกล้าธรรมถอนตัวจากการเป็นฝ่ายค้านไปก่อนหน้านี้ จึงไม่ได้ร่วมยื่นอภิปรายกับฝ่ายค้าน ขณะที่นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า "อ๋อ กล้าธรรม ไม่ได้ยื่นหรือครับ แล้วทำไมเขาไม่ร่วมล่ะ"
เมื่อผู้สื่อข่าวตอบว่า พรรคกล้าธรรมออกจากวิปฝ่ายค้านแล้ว นายอนุทินกล่าวว่า ผู้นำฝ่ายค้านฯ ไม่สามารถดึงพรรคกล้าธรรมเข้ามาร่วมยื่นอภิปรายได้หรือ ผู้สื่อข่าวจึงตอบว่า พรรคกล้าธรรมให้เหตุผลว่ามีเจตนาอภิปรายประเด็นฮั้ว สว.มากกว่าพุ่งเป้าในเรื่องตรวจสอบการทำงาน นายอนุทินกล่าวว่า "อ๋อครับ"
ถามว่า เมื่อพรรคกล้าธรรมไม่ร่วมการอภิปรายในครั้งนี้ และอาจจะสนับสนุนรัฐบาล จะมีอะไรวางไว้ให้พรรคกล้าธรรมหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมายเราก็มีความพร้อมอยู่แล้วในการที่จะดำเนินการทุกอย่างตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ ซึ่งก็ต้องไปดูว่าในช่วงนั้นจะมีเรื่องการประชุมอาเซียนและการประชุมเอเปก มีการเยือนผู้นำต่างประเทศหลายคน จะมอบหมายให้เลขาธิการนายกฯ ประสานกับสภาเพื่อกำหนดวันที่เหมาะสมและสามารถที่จะไปรับฟังการอภิปรายได้อย่างเต็มที่ ไม่อย่างนั้นต้องวิ่งเข้า-วิ่งออกก็ไม่สะดวก
ซักว่าได้วางจำนวนวันไว้กี่วัน นายอนุทินกล่าวว่า ตามที่เขาปฏิบัติมาโดยตลอด 3-4 วัน ซึ่งไม่มีปัญหา ทั้งนี้อยากให้รัฐมนตรีปลอดจากภารกิจให้มากที่สุด เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่อาจจะมีการอภิปรายพาดพิงถึงบุคคลภายนอกเช่นคนที่บุรีรัมย์ นายอนุทินกล่าวว่า มีกฎหมายคุ้มครองอยู่แล้วใครทำอะไร ก็ต้องศึกษากฎหมายให้ดี เป็นกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตย ทุกคนต่างทำหน้าที่
“ถ้าฝ่ายค้านเขาไม่ยื่นอภิปรายแล้วเขาจะไปทำอะไร ทุกวันนี้ก็แทบจะไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว ฉะนั้นต้องยื่น ฝ่ายรัฐบาลก็ต้องตอบ เพราะรัฐบาลทำงานเยอะมาก ถือโอกาสนี้มาชี้แจงกับประชาชน บางทีการให้อภิปรายก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะเราจะได้ฟังว่าสิ่งที่ตรวจสอบฝ่ายค้านนำเสนออะไรมาบ้าง วิพากษ์วิจารณ์อะไรมาบ้าง ตำหนิอะไรมาบ้าง รัฐมนตรีทุกคนก็ต้องจดไว้ อันไหนที่มีเหตุมีผลก็รับฟังและนำไปปฏิบัติ ฉะนั้นถือว่าเป็นเวทีที่ให้ทั้งสองฝ่ายได้แสดงผลงานอย่างเต็มที่ รัฐบาลมัวแต่ทำงานหนักมากจนไม่ได้ประชาสัมพันธ์ผลงานของตัวเอง ทำให้ฝ่ายค้านได้รับข้อมูลผิดๆ อยู่ตลอดเวลา พูดอะไรที่ไม่ตรงความจริงสักเรื่อง แค่นั้น ก็ใช้โอกาสนี้เอาผลงานและสิ่งที่คณะรัฐมนตรีให้ประชาชนที่ได้ทำมาชี้แจงให้ประชาชนฟัง” นายกฯ กล่าว
ช่วงท้ายนายอนุทินกล่าวว่า "ขอย้ำว่าเป็นการชี้แจงให้ประชาชนฟัง ไม่ได้ชี้แจงให้ใครฟัง ไม่ได้ให้ฝ่ายค้านฟัง"
ในด้านพรรคกล้าธรรม (กธ.) นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา ในฐานะโฆษกพรรค กล่าวถึงฝ่ายค้านอภิปรายคณะรัฐมนตรีว่า พรรค กธ.ไม่ได้รับการติดต่อจากพรรคแกนนำฝ่ายค้านให้ร่วมพิจารณาหรือร่วมลงชื่อในญัตติดังกล่าว จึงไม่ได้ร่วมลงชื่อ แต่ภายหลังเมื่อได้เห็นรายละเอียดของญัตติแล้ว พรรคยิ่งเห็นชัดว่าเนื้อหาบางส่วน โดยเฉพาะข้อกล่าวหาหลักต่อนายกฯ และรัฐมนตรีหลายราย ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการบริหารราชการแผ่นดิน
วันเดียวกัน มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ที่มีนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธาน โดยนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะ กมธ.การกฎหมายฯ แถลงว่า การประชุม กมธ.การกฎหมายฯ วันนี้ เป็นการพิจารณาเรื่องการดำเนินการตามกฎหมาย กรณีการสรรหาบุคคลเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่นประจำปี 2567-2569 ซึ่งมีการออกคำสั่งเรียกให้นายกรัฐมนตรีมาชี้แจง ซึ่ง กมธ.สัดส่วนฝ่ายรัฐบาล 6 คน และพรรคฝ่ายค้านบางคนเห็นว่าพฤติกรรมในการเรียกมาสอบนั้นส่อไปในทางผิดข้อบังคับการประชุมสภาฯ จึงมีมติไม่เข้าร่วมประชุมวันนี้ เพื่อแสดงจุดยืนว่าประธาน กมธ.ไม่ดำเนินการให้ถูกต้องตามข้อบังคับ
“สภาก็ไม่ควรที่จะตกเป็นเครื่องมือให้การเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้ประโยชน์จากกรรมาธิการ ควรจะต้องดึงกลับมาอยู่จุดเดิมในข้อบังคับที่ควรจะเป็น” นายศุภชัยกล่าว
ถามว่า ปัญหาหลักตอนนี้คือตัวนายรังสิมันต์ในฐานะประธานที่ใช้อำนาจมากเกินไปใช่หรือไม่ นายศุภชัยกล่าวว่า เท่าที่ปรากฏช่วงที่ผ่านมาก็เป็นเช่นนั้น แต่หากทำหน้าที่แบบตรงไปตรงมา กรรมาธิการก็จะกลับมาด้วยความรัก ความอบอุ่น เหมือนเดิม
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายนิติพันธุ์ ประจวบเหมาะ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งมาประชุมที่ทำเนียบฯ ปฏิเสธให้สัมภาษณ์กรณีการยื่นตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ น.ส.สุชาดา รวมถึงข้อสงสัยของสังคมเรื่องที่มาของทรัพย์สิน ระบุว่า “เดี๋ยวก่อน ก่อนจะรับโทรศัพท์” จากนั้นหลังจากวางสายก็ขึ้นรถออกจากทำเนียบฯ ทันที.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ซักฟอก 18 คน...เลวขนาดนั้นเชียว?
ขออนุญาตพักซองผู้อ่านกันอีกสักวันนะครับ พักมาหลายครั้งแล้ว ทั้งที่ยังมีจดหมายรอเปิดอยู่หลายซอง
TPBSโวยสตง. ปูดผลสอบสวน ยันโปร่งใสไร้โกง
“ชวน-อภิสิทธิ์” ประสานเสียงค้านแก้กฎหมาย สสส. ล้วง “ภาษีบาป” เข้าคลัง หวั่นการเมืองเปลี่ยน งบถูกตัด-โครงการสุขภาพสะดุด
ชมไทยเจ้าภาพประชุม IMFชี้จังหวะที่เหมาะสม
นายกฯ ร่วมเสวนาบนเวที Forbes Global CEO Conference 2026 ชูศักยภาพไทยพร้อมเชื่อมโลก ดึงลงทุน
ติดตามซัปพลายเชนอุตฯรถยนต์ ลดผลกระทบต่อการผลิต-ส่งออก
“ศุภจี” เดินหน้าทัพหลังรับมือน้ำท่วม ดูแลตั้งแต่การผลิตถึงการค้า ลงพื้นที่โตโยต้า ติดตาม Supply Chain อุตสาหกรรม ลดผลกระทบต่อการผลิต-ส่งออก
เชื่อผู้ว่าฯเด้งนอภ. เร่งดันนํ้าลงทะเล
“นายกฯ” สั่งหน่วยแจ้งเตือนประชาชนพื้นที่เสี่ยงก่อนฝนถล่มซ้ำช่วง 9-13 ต.ค.
'กล้าธรรม' เทซักฟอก! ชี้ฝ่ายค้านมุ่งขยายประเด็นการเมือง ประชาชนไม่ได้ประโยชน์
"อรรถกร" ย้ำ "กล้าธรรม" ไม่ร่วมสังฆกรรมญัตติซักฟอก ชี้ข้อกล่าวหาหลายข้อไม่โยงบริหารประเทศ ตั้งคำถามฝ่ายค้านมุ่งปม “ฮั้ว สว.” มากกว่าตรวจสอบผลงานรัฐบาล

