
แฟ้มภาพ
สะพัด “ทักษิณ” กดดัน คกก.สันติสุข รับคำร้องนิรโทษกรรม แลกเสียงโหวตซักฟอกอนุทิน-17 รมต. ภูมิใจไทย ขณะที่ “ร.อ.ธรรมนัส” ไม่เล่นด้วย ด้าน “อนุทิน” ลั่นไม่หนีซักฟอก เจอกัน ธ.ค. ยันรัฐบาลเสถียรภาพแน่น ชูบ้านเมืองมาก่อนการเมือง เอาจริงฟ้องแชร์ข่าว “ค่าน้ำชา 7 ล้าน” ย้ำวิจารณ์ผลงานได้แต่กล่าวหาไร้หลักฐานไม่ได้
จากกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มอบอำนาจให้นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เพื่อส่งต่อไปยังนายปกรณ์ นิลประพันธ์ ประธานคณะกรรมการฯ ขอให้พิจารณาวินิจฉัยสิทธิได้รับการนิรโทษกรรมและพ้นจากความรับผิด ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 เพื่อล้างมลทินในคดีที่เกี่ยวข้องกับการเมือง
ซึ่งขั้นตอนในขณะนี้อยู่ระหว่างคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่อง ซึ่งมีนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน จะต้องเรียกประชุมเพื่อพิจารณากลั่นกรอง ก่อนเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขชุดใหญ่
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม มีรายงานว่านายทักษิณได้พยายามกดดันบุคคลในรัฐบาล และคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขให้รับคำร้องดังกล่าว โดยใช้เสียงของ สส.พรรคเพื่อไทย จำนวน 74 เสียง ในการลงมติไว้วางใจ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย รวม 18 คน ที่จะมีขึ้นในวันที่ 7-11 ธันวาคมนี้เป็นข้อแลกเปลี่ยน
นอกจากนี้ ยังรายงานด้วยว่ามีความพยายามกดดันไปทาง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ซึ่งมีเสียง สส.อยู่ 58 เสียง เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนเรื่องการเข้าร่วมรัฐบาล แต่ในเบื้องต้น ร.อ.ธรรมนัสยังไม่ได้ให้ความสนใจต่อข้อเสนอดังกล่าว
วันเสาร์ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวในรายการ “คุยกับนายกฯ อนุทิน” ถึงสถานการณ์การเมืองและศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า รัฐบาลไม่ได้หลีกเลี่ยงการตรวจสอบ และพร้อมเข้าสภาในเดือน ธ.ค. หลังการหารือกำหนดเวลาในช่วงที่ผ่านมาไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้ ซึ่งเดิมรัฐบาลเตรียมพร้อมรับการอภิปรายไว้แล้ว ถึงขั้นกำชับรัฐมนตรีทุกคนไม่ให้เดินทางในช่วงสัปดาห์ที่คาดว่าจะมีการอภิปราย เพราะต้องการให้ทุกคนอยู่ตอบข้อซักถามในสภา แต่เมื่อการกำหนดเวลาไม่ลงตัวกลับมีข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลหนีสภา ซึ่งยืนยันว่าไม่เป็นความจริง
ไม่เคยหนี
“ไม่เคยหนีครับ จริงๆ ณ ขณะนี้เราควรจะอยู่บนบัลลังก์ที่สภาเพื่อรับฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐมนตรีทุกคน ผมสั่งไว้แล้วว่าห้ามเดินทางในช่วงสัปดาห์นี้”
นายกฯ กล่าวว่า การเดินทางไปต่างประเทศของตนมีเหตุผลจากภารกิจประเทศ เพราะการพบผู้นำและนักลงทุนด้วยตัวเองมีน้ำหนักต่างจากการมอบหมายบุคคลอื่น พร้อมยกผลจากการดำเนินงานที่ผ่านมา ทั้งการลงทุน การส่งออก และการสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย ว่ารัฐบาลต้องพิจารณาผลประโยชน์ของประเทศควบคู่กับการเมืองในสภา ทั้งนี้ไม่ว่ารัฐบาลกับฝ่ายค้านจะเห็นต่างกันเพียงใด การบริหารประเทศต้องมาก่อนเกมการเมือง การเมืองสำหรับตนไม่ใช่แม้แต่ลำดับสอง แต่เป็นเรื่องท้ายๆ หากต้องเลือกระหว่างการตอบโต้ทางการเมืองกับภารกิจที่สร้างประโยชน์ให้ประเทศจะเลือกอย่างหลัง
“อย่างไรก็ตามความเป็นรัฐบาล ชอบหรือไม่ชอบบ้านเมืองต้องมาก่อน การเมืองนี้ไม่ใช่เรื่องลำดับสองด้วยนะ สำหรับผมลำดับท้ายๆ” นายกรัฐมนตรีกล่าว
ส่วนกรณีฝ่ายค้านอาจเลือกอภิปรายรัฐมนตรีบางพรรค และมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีเป้าหมายกระทบความสัมพันธ์ภายในรัฐบาล นายอนุทินกล่าวว่า จะคิดอย่างไรก็ได้ แต่รัฐบาลยังมีเสถียรภาพ และตนไม่กังวลว่าจะเลือกอภิปรายใครหรือเว้นใคร หากฝ่ายค้านจะอภิปรายตนเพียงคนเดียวก็ถือว่าครอบคลุมความรับผิดชอบของคณะรัฐมนตรีทั้งหมดแล้ว
นายอนุทินยังกล่าวถึงการดำเนินคดีกับผู้เผยแพร่ข้อกล่าวหาเงินค่าน้ำชา 7 ล้านบาทว่า ยืนยันว่าจะดำเนินคดีกับผู้เผยแพร่หรือแชร์ข้อมูลที่กล่าวหาว่ามีเงิน 7 ล้านบาทเข้าบัญชีธนาคารในลักษณะค่าน้ำชา โดยแยกชัดระหว่างการวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลกับการกล่าวหาเรื่องทุจริต หรือผลประโยชน์ที่ไม่มีข้อเท็จจริงรองรับ หากถูกวิจารณ์ว่าบริหารประเทศไม่มีประสิทธิภาพ ทำตามนโยบายไม่ได้ หรือทำงานผิดพลาด ตนพร้อมรับการตรวจสอบและจะไม่ใช้สิทธิฟ้องร้อง แต่กรณีกล่าวหาว่ารับเงิน 7 ล้านบาทเป็นคนละเรื่อง เพราะไม่ใช่การตรวจสอบการบริหาร แต่เป็นข้อกล่าวหาที่สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงและทำให้สังคมเข้าใจผิด
ให้ร้าย หมิ่นประมาท
“ถ้ามาหาว่าอยู่ดีๆ ผมมีเงิน 7 ล้านไปในบัญชีธนาคารกสิกรไทย เพื่อเป็นค่าน้ำชา อย่างนี้ผมฟ้อง เพราะอย่างนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องการตรวจสอบการทำงานของผม นี่เป็นเรื่องของการกล่าวหา ให้ร้าย หมิ่นประมาท”
นายกฯ ยังกล่าวถึงมาตรฐานการทำงานของฝ่ายค้าน โดยยกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นตัวอย่างว่า แม้ทำหน้าที่ฝ่ายค้านและวิจารณ์รัฐบาลอย่างเต็มที่ แต่ยังให้เกียรติกันและไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ตนมองว่าการตรวจสอบรัฐบาลสามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้วาทกรรมด้อยค่าหรือบูลลีบุคคล
ทั้งนี้ รัฐบาลจะเดินหน้าทำงานตามทิศทางที่วางไว้ ไม่เปลี่ยนนโยบายเพราะแรงกดดันทางการเมืองเพียงอย่างเดียว ซึ่งการตรวจสอบเป็นเรื่องปกติของระบบรัฐสภา แต่ทุกฝ่ายควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง และไม่ทำให้เกมการเมืองอยู่เหนือประโยชน์ของประเทศ
นายอนุทินกล่าวด้วยว่า สำหรับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะเปิดด่านเมื่อใด และยังไม่มีแนวโน้มฟื้นความสัมพันธ์กลับสู่ระดับเดิม จนกว่าประเด็นที่ไทยเห็นว่าจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขจะมีความชัดเจน ทั้งเรื่องพื้นที่ทางบก พื้นที่ทางทะเล ปัญหาสแกมเมอร์ และความปลอดภัยของคนไทย ทั้งนี้การปิดด่านดำเนินมาระยะหนึ่งแล้ว และรัฐบาลยังต้องพิจารณาผลประโยชน์ของไทยเป็นหลัก โดยเฉพาะการป้องกันสินค้าหรือผลผลิตเกษตรผิดกฎหมาย การสกัดเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงเงื่อนไขด้านความมั่นคง ก่อนจะเดินหน้าไปสู่การฟื้นความสัมพันธ์ในระดับเดิม
ด้านนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ตอบโต้ประเด็นที่มีการตั้งข้อสังเกต กรณีการกำหนดวันอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอนุทิน ที่มองว่าใช้เวลารอคอยยาวนานถึง 60 วันนับตั้งแต่ยื่นญัตติ โดยยืนยันว่าข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นไปตามที่มีการกล่าวหาแต่อย่างใด
รัฐบาลพร้อมนานแล้ว
ประธานรัฐสภากล่าวว่า การเจรจาตกลงกันในกรอบเวลา 4 วันบวก 1 นั้น ทางฝ่ายรัฐบาลมีความพร้อมตั้งแต่วันแรกที่มีการตกลงกัน คือช่วงวันที่ 27-29 ตุลาคมที่ผ่านมาแล้ว แต่เนื่องจากทางฝั่งฝ่ายค้านเป็นฝ่ายแจ้งว่ายังไม่พร้อม และขอเลื่อนไปเป็นช่วงเดือนพฤศจิกายน หรือธันวาคมภายในสมัยประชุมนี้ จนกระทั่งตนได้รับมอบหมายให้ไปเจรจา และเคาะวันออกมาเป็นช่วงวันที่ 7-10 ตามที่เป็นข่าว ซึ่งก็ยังคงใช้กรอบเวลา 4 วันเท่าเดิม
"จะไปบอกว่ามีรัฐบาลชุดเดียวที่ยื้อแล้วไม่อภิปราย ทอดเวลาให้มันยาวนานนั้น ไม่ใช่ความจริง รัฐบาลเขาพร้อมตอบตั้งแต่เดือนนั้นแล้ว แต่ติดเรื่องภารกิจงาน อยากให้ทำความเข้าใจกันใหม่ เพราะการพูดโดยไม่อยู่บนข้อเท็จจริงมีแต่จะทำให้ประชาชนสับสน ซึ่งไม่เป็นประโยชน์กับใครเลย ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติผมพูดตามตรงและตรงไปตรงมา ไม่ได้เข้าข้างใครทั้งสิ้น" นายโสภณระบุ
นอกจากนี้ นายโสภณยังได้กล่าวถึงประเด็นข้อตกลงเรื่องกรอบเวลาในการประชุมว่า ล่าสุดจากเดิมที่ตกลงกันว่าจะเริ่มตั้งแต่เวลา 09.00 น.และเลิกเที่ยงคืน ทางฝั่งผู้เกี่ยวข้องกลับมีการขยายเวลาเพิ่มขึ้นเป็น 72 ชั่วโมง (เพิ่มขึ้นมาอีกราว 12 ชั่วโมง) ซึ่งตนมองว่าเริ่มไม่เป็นไปตามข้อตกลงที่คุยกันไว้ตั้งแต่ต้น
พร้อมกันนี้ นายโสภณยังได้ฝากข้อคิดถึงบรรยากาศทางการเมือง โดยย้ำว่าฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติไม่ใช่คู่ขัดแย้งกัน การตรวจสอบการทำงานถือเป็นเรื่องธรรมดาในระบอบประชาธิปไตย แต่หากสังคมหรือทุกฝ่ายตั้งธงให้ทั้งสองฝ่ายเป็นคู่ขัดแย้งกันตลอดเวลา จะทำให้การขับเคลื่อนประเทศเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น
"ผมอยากเห็นความร่วมมือที่แท้จริง ซึ่งความร่วมมือที่ว่านี้ไม่ใช่การ ‘ซูเอี๋ย’ กันนะ แต่เป็นการตรวจสอบกันอย่างจริงจัง และเวทีนี้ต้องไม่ใช่เวทีหลอกด่ากันไปมาอย่างที่ผมพูดบ่อยๆ เพราะสุดท้ายแล้วมันไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรให้แก่ฝ่ายใดเลย" นายโสภณกล่าวทิ้งท้าย.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘หนู’โต้ฝ่ายค้าน บูลลี-โมหจริต
“นายกฯ อนุทิน” ชูโซลาร์ประชาชนเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน ลดพึ่งนำเข้า เดินหน้าลดภาษี E20-B20 หนุนเกษตรกร ย้ำลดภาษี
ศึกซักฟอก เดิมพันพรรคส้ม หลังหัวทิ่ม-ดิ่งหนัก บันเทิงธิปไตย-แชร์ข่าวเท็จ
สุดท้าย คอการเมืองต้องกางมุ้งรอ ศึกซักฟอกเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไปถึงเดือนธันวาคมเลย หลังที่ประชุมวิปรัฐบาล-วิปฝ่ายค้านได้ข้อสรุปเคาะวันอภิปรายไม่ไว้วางใจที่สูตร 7-11 ธ.ค. ที่ก็คือ อภิปรายไม่ไว้วางใจ 4 วัน คือ 7 ธ.ค.ถึง 10 ธ.ค. และลงมติในวันที่ 11 ธ.ค.
ซ้อมริ้วขบวนสง่างาม
กองทัพภาคที่ 1 ซ้อมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศพระราชพิธีถวายพระเพลิง “สมเด็จพระพันปีหลวง” ในพื้นที่จริงครั้งแรก สมพระเกียรติ ขบวนทหารม้าอิสริยยศฯ 93 ม้า สง่างาม
นายกฯภูฏาน ชวน 'อนุทิน' ออกรอบตีกอล์ฟกระชับมิตร เจ้าตัวบอกได้เคาะสนิมวงสวิง
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ซึ่งอยู่ระหว่างเยือนภูฏาน ระหว่างวันที่ 30 ต.ค.-1 พ.ย.69 โดยในช่วงเช้าก่อน นายกฯ เข้าร่วมพิธีลงนามและแลกเปลี่ยนเอกสารความร่วมมือระหว่างไทยกับภูฏาน จำนวน 3 ฉบับ ที่โรงแรม Pemako กรุงทิมพู
นายกฯหนู โพสต์ขอบคุณคนไทยร่วมมือเพิ่มการใช้น้ำมัน B20 พุ่งวันละ 3 ล้านลิตร
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ซึ่งอยู่ระหว่างการเยือนราชอาณาจักรภูฏาน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า
'โสภณ' เคลียร์ปมยื้อซักฟอก ยันฝ่ายค้านไม่พร้อมเอง ลั่นสภาไม่ใช่เวทีหลอกด่ากัน
ประธานรัฐสภาฯ ซัดกลับ ปมยื้อซักฟอก ยันรัฐบาลพร้อมตั้งแต่วันแรก เตือนอย่าบิดเบือนความจริง ทำ ปชช.สับสน

