เทกระจาดเอาใจปชช. ขึ้นค่าแรงอุ้มนํ้ามัน-ไฟ

ครม.ยุค “บิ๊กป้อม” เทกระจาดช่วยชาวบ้าน ไฟเขียวขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศ 328-354 บาทต่อวัน มีผล 1 ต.ค.นี้ ต่ออายุมาตรการอุ้มค่าไฟ-ก๊าซหุงต้มถึงสิ้นปี ยอมเสีย 2 หมื่นล้าน ลดดีเซล 5 บาทอีก 2 เดือน ยืดเก็บภาษีตรึงต้นทุนค่าไฟ 6 เดือน อัดงบกลาง 714.64 ล้าน บรรเทาเดือดร้อนกองทุนหมู่บ้าน

เมื่อวันที่ 13 กันยายน นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีมติปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำว่า กระทรวงแรงงานได้เสนอตามมติของคณะกรรมการค่าจ้าง (ไตรภาคี) ประกอบด้วย ฝ่ายนายจ้าง ลูกจ้างและปลัดกระทรวง โดยที่ประชุมครม.ได้อนุมัติเห็นชอบ และเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้

ถือเป็นความเห็นชอบของไตรภาคีที่เป็นเอกฉันท์ ไม่ได้มีการลงมติหรือโหวตกัน แต่เป็นการคุยกันแบบลงตัว สำหรับสัดส่วนการปรับขึ้นอยู่ที่ 5-8 เปอร์เซ็นต์ โดยภาพรวมปรับอยู่ที่กว่า 5 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าช่วงก่อนที่จะเกิดสถานการณ์โควิด-19 ไม่ได้มีการปรับขึ้นค่าแรงเลย โดยมีการปรับค่าแรงขั้นต่ำล่าสุดเมื่อวันที่ 1 ม.ค.2563 ผ่านมา 2 ปีจึงรวบยอดปรับขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อ

 นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ฉบับที่ 11 ลงวันที่ 1 กันยายน 2565 โดยกำหนดอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำทั่วประเทศอยู่ที่ 328-354 บาท/วัน มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565  

สำหรับอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำปี 2565 ดังนี้ 354 บาท/วัน จำนวน 3 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ภูเก็ต และระยอง, 353 บาท/วัน จำนวน 6 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นครปฐม  นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร, 345 บาท/วัน จำนวน 1 จังหวัดคือ ฉะเชิงเทรา, 343 บาท/วัน  จำนวน 1 จังหวัด คือ พระนครศรีอยุธยา, 340 บาท/วัน จำนวน 14 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ ขอนแก่น เชียงใหม่ ตราด นครราชสีมา ปราจีนบุรี พังงา ลพบุรี สงขลา สระบุรี สุพรรณบุรี สุราษฎร์ธานี หนองคาย และอุบลราชธานี

 338 บาท/วัน จำนวน 6 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ จันทบุรี นครนายก มุกดาหาร สกลนคร และสมุทรสงคราม, 335 บาท/วัน จำนวน 19 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ชัยนาท นครพนม นครสวรรค์ บึงกาฬ บุรีรัมย์ ประจวบคีรีขันธ์ พะเยา พัทลุง เพชรบุรี พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ยโสธร ร้อยเอ็ด เลย สระแก้ว สุรินทร์ อ่างทอง และอุตรดิตถ์, 332 บาท/วัน จำนวน 22 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร ชัยภูมิ ชุมพร เชียงราย ตรัง ตาก นครศรีธรรมราช พิจิตร แพร่  มหาสารคาม แม่ฮ่องสอน ระนอง ราชบุรี ลำปาง ลำพูน ศรีสะเกษ สตูล สิงห์บุรี สุโขทัย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญและอุทัยธานี และ 328 บาท/วัน จำนวน 5 จังหวัด ได้แก่ นราธิวาส น่าน ปัตตานี ยะลา และอุดรธานี

นายอนุชากล่าวว่า ครม.ยังเห็นชอบมาตรการเร่งด่วนด้านพลังงานเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนจากสถานการณ์พลังงานไปจนถึงเดือนธันวาคม 2565 ประกอบด้วย การขยายมาตรการที่กำลังจะสิ้นสุดลงในเดือนกันยายน 2565 รวมทั้งมาตรการบรรเทาผลกระทบด้านไฟฟ้าสำหรับบ้านที่อยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 500 หน่วย/เดือน ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของค่าเอฟที โดยการขยายมาตรการไปถึงเดือนธันวาคม 2565

ได้แก่ 1.มาตรการช่วยเหลือด้านราคาก๊าซแอลพีจี ประกอบด้วย ขยายระยะเวลาส่วนลดราคาก๊าซ LPG แก่ร้านค้า หาบเร่ แผงลอยอาหารที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่เกิน 100 บาท/ราย/เดือน และส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้มแก่ผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จาก 45 บาท/คน/3 เดือน เพิ่มขึ้นอีก 55 บาท/คน/3 เดือน รวมเป็น 100 บาท/คน/3 เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม-ธันวาคม 2565 คาดว่าจะมีผู้ใช้สิทธิ์ลดค่าซื้อก๊าซหุงต้มประมาณ 5.5 ล้านราย  งบประมาณประมาณ 302.5 ล้านบาท 2 มาตรการบริหารราคาน้ำมันดีเชล   คงอุดหนุนราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลโดยใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2565 เพื่อบริหารจัดการราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

สำหรับมาตรการบรรเทาผลกระทบด้านไฟฟ้า เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน โดยการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าของกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 500 หน่วยต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือน ตั้งแต่ค่าไฟฟ้าประจำเดือน ก.ย.-ธ.ค.2565 ดังนี้ 1.กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วย/เดือน ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง ให้ส่วนลดค่าไฟฟ้าผันแปร (เอฟที) จำนวน 92.04 สตางค์/หน่วย 2.กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าระหว่าง 301-350 หน่วย/เดือน ซึ่งเป็นคนชั้นกลาง ให้ส่วนลดจากการเพิ่มขึ้นของค่าเอฟที ร้อยละ 75 จำนวน 51.50 สตางค์/หน่วย 3.กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าระหว่าง 351- 400 หน่วย ให้ส่วนลดค่าเอฟที ร้อยละ 45 คือจำนวน 30.90 สตางค์ต่อหน่วย/เดือน 4.ผู้ใช้ไฟฟ้าระหว่าง 401-500 หน่วย ให้ส่วนลดค่าเอฟที ร้อยละ 15 คือจำนวน 10.30 สตางค์/หน่วย คาดว่าจะใช้งบประมาณ 9,128.41 ล้านบาท

โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ครม.ยังอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่..) .... เป็นการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล และน้ำมันอื่นๆ ที่คล้ายกันประมาณ 5 บาทต่อลิตร ตามชนิดของน้ำมันดีเซล ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2565-20 พฤศจิกายน 2565

 รวมทั้ง ครม.ยังอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่..) .... ปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตสินค้าน้ำมันดีเซล และน้ำมันอื่นๆ ที่คล้ายกัน รวมถึงน้ำมันเตา ที่โรงไฟฟ้าใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าและขายกระแสไฟฟ้าทั้งหมดให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โดยกำหนดให้จัดเก็บภาษีสรรพสามิตในอัตราศูนย์บาท/ลิตร ตั้งแต่ 16 กันยายน 2565 ถึงวันที่ 15 มีนาคม 2566 เพื่อควบคุมไม่ให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น จนกระทบต่อการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ ความสามารถในการแข่งขันเชิงธุรกิจ และการดำเนินชีวิตของประชาชน

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวเสริมว่า ตามที่กระทรวงการคลังมอบหมายให้กรมสรรพสามิตดำเนินมาตรการเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการจากสถานการณ์ราคาเชื้อเพลิงต่างๆ ปรับตัวสูงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อภาระค่าครองชีพและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

กรมสรรพสามิตจึงได้ดำเนินมาตรการภาษีเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนและภาคธุรกิจมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือน ก.พ.2565 เป็นต้นมา อาทิ การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตอัตราศูนย์สำหรับน้ำมันดีเซล (บี0) และน้ำมันเตาที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด และการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลง 5 บาทต่อลิตร โดยมาตรการดังกล่าวจะสิ้นสุดในเดือน ก.ย.2565

นายเอกนิติกล่าวว่า กรมสรรพสามิต เสนอปรับลดอัตราภาษีสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันประเภทน้ำมันดีเซลลงลิตรละ 5 บาท และจัดเก็บภาษีสรรพสามิตอัตราศูนย์สำหรับน้ำมันดีเซล (บี0) และน้ำมันเตาที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด แม้ว่าการปรับลดอัตราภาษีในครั้งนี้จะส่งผลให้กรมสรรพสามิตต้องสูญเสียรายได้เป็นจำนวนเกือบ 20,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  เปิดเผยว่า ครม.ยังได้อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 714.64 ล้านบาท ให้สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ เป็นค่าใช้จ่ายโครงการช่วยเหลือความเดือดร้อนของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานและค่าใช้จ่ายการให้บริการประชาชน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของกองทุนหมู่บ้านและชมุชนเมือง ตลอดจนประชาชนที่อาศัยในหมู่บ้านและชุมชนที่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ครม.อนุมัติงบกลางประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น สำหรับการจ่ายเงินงบอุดหนุนเฉพาะกิจ โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด จำนวน 933.6 ล้านบาท เพื่อจ่ายเงินอุดหนุนให้กับกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับสิทธิเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดเพิ่มเฉพาะในรอบเดือนกันยายน 2565 จำนวน 2,354,558 คน ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ เนื่องจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 ที่ได้รับจัดสรรมานั้น ไม่เพียงพอกับจำนวนผู้ได้รับสิทธิเงินอุดหนุนฯ ในรอบเดือนกันยายน 2565 ที่เพิ่มขึ้นจากที่ประมาณการณ์ไว้ ที่ผ่านมา ครม.เคยมีมติอนุมัติงบกลางเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดมาแล้ว 6 ครั้ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 12,498.6 ล้านบาท.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กกต.โวผิดพลาดแค่0.01%

"กกต." สรุปภาพรวมเรียบร้อย ผิดพลาดไม่ถึง 0.01% ไร้กระทบเลือกตั้ง น้อมรับคำวิจารณ์นำไปปรับปรุงข้อบกพร่อง

สีน้ำเงินแลนด์สไลด์ ภูมิใจไทยคว้า198ที่นั่ง/กล้าธรรมม้ามืด/ปชน.-พท.วืดเป้า

"พรรคสีน้ำเงิน" ชนะถล่มทลาย  กวาด สส.เขต 178 ที่นั่ง ทิ้งห่าง ปชน.ที่ได้แค่ 70  พท.ได้ 67 ขณะที่ กธ. 59 ส่วน ปชป. 11 พรรคส้มกวาด กทม. 33 เขต

ระดมตร.1.2แสน คุมหน่วยเลือกตั้ง

สตช.ระดม ตร. 1.2 แสนนายดูแลความปลอดภัย แจ้งนักท่องเที่ยวต่างชาติ มาตรการรักษาความปลอดภัยในการเลือกตั้ง งดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 24 ชั่วโมง ฝ่าฝืนคุก 6 เดือน