พรรคอันดับ 1 แพ้โหวต สภาตีตกญัตติทำประชามติแก้ รธน.ของพรรคก้าวไกล หลัง "ไอติม" มัดปากเพื่อไทย อ้างสมัยเป็นฝ่ายค้านเคยมีมติเอกฉันท์ด้วยกัน ไม่มีเหตุให้เปลี่ยนจุดยืน เจอสวน รัฐบาลตั้งคณะกรรมการแล้วให้รอก่อน โต้เดือดกลัวก้าวไกลลักไก่แก้หมวดพระมหากษัตริย์
เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 25 ตุลาคม 2566 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุม มีวาระพิจารณาญัตติเรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเห็นชอบและแจ้งให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการให้มีการออกเสียงประชามติ เพื่อสอบถามความเห็นของประชาชนต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) เป็นผู้เสนอ
นายพริษฐ์กล่าวเสนอญัตติว่า ส.ส.ร.จะต้องมาจากการเลือกตั้ง 100% ส่วนข้อกังวลที่ห่วงว่าจะไม่มีผู้เชี่ยวชาญเข้ามายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น ส.ส.ร.สามารถเปิดให้มีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาแนะนำ ให้คำปรึกษาได้ ขณะที่ข้อกังวลว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐและการปกครองนั้น ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 255 ของรัฐธรรมนูญห้ามไว้ว่า การกระทำนั้นไม่สามารถทำได้อย่างแน่นอน
เขากล่าวว่า คำถามที่เรานำเสนอเพื่อใช้สำหรับถามในการทำประชามติ เป็นคำถามที่ทุกพรรคการเมืองเมื่อสภาชุดที่แล้วนำเสนอไว้ก่อนแล้ว ไม่ใช่คำถามใหม่ เพราะเคยเสนอโดยนายณัฐวุฒิ บัวประทุม จากพรรคก้าวไกล และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ จากพรรคเพื่อไทยมาแล้วเมื่อปี 65 และยิ่งกว่านั้น ญัตติคราวที่แล้ว เดือน พ.ย.65 ได้รับมติเอกฉันท์ท่วมท้นจากทุกพรรคการเมืองหลัก
"ดังนั้น สส.ทุกคนที่เคยให้ความเห็นชอบ ผมเชื่อว่าเวลาผ่านไปยังไม่ถึงหนึ่งปี คงไม่มีเหตุผลที่จะทำให้ สส.เปลี่ยนจุดยืน แต่หากจะเปลี่ยนจุดยืน ผมหวังว่า สส.เหล่านั้นจะรับผิดชอบอภิปรายต่อสภาว่าทำไมจุดยืนถึงเปลี่ยนแปลงไป” นายพริษฐ์กล่าว
ต่อมาที่ประชุมเปิดโอกาสให้ สส.อภิปรายแสดงความเห็น โดย สส.ฝ่ายรัฐบาลอภิปรายเห็นด้วยให้ทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ แต่ต้องมีความรอบคอบในการทำประชามติ ควรรอความชัดเจนจากคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติ ที่มีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน อีกทั้งการยกร่างใหม่โดยไม่กำหนดกรอบใดๆ อาจเกิดการตีเช็คเปล่า แก้ไขหมวดที่เกี่ยวกับสถาบันได้
นายนพดล ปัทมะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า มั่นใจคณะกรรมการศึกษาแนวทางประชามติที่รัฐบาลตั้งขึ้นมา จะไม่ซื้อเวลาแก้รัฐธรรมนูญ คงใช้เวลาเกินปีใหม่ไปไม่มาก คณะกรรมการชุดนี้เปิดให้ทุกภาคส่วนมาศึกษาแนวทางทำประชามติ จะทำให้การแก้รัฐธรรมนูญมีโอกาสประสบความสำเร็จมากที่สุด มั่นใจรัฐบาลนี้จะร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด จะทำรัฐธรรมนูญได้ดีกว่าปี 2540
ด้าน สส.ก้าวไกลอภิปรายไปแนวทางเดียวกัน สนับสนุนให้มีการแก้รัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยให้มี ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน อาทิ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า อย่าไปสร้างจินตนาการสูงว่าเราจะไปแก้หมวด 1 และ 2 ที่น่าตกใจคือ การไม่เห็นด้วยกับการเลือก ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ไม่น่าเชื่อมาจากความคิดเห็นของคนเป็น ส.ส.
ไม่มีเหตุผลที่พรรคเพื่อไทยจะไม่สนับสนุนญัตตินี้ ทำให้กระบวนการทำประชามติล่าช้าไป ดูอย่างไรประชาชนก็ไม่สับสนกระบวนการทำประชามติ ถ้าประชาชนจะสับสนคือ ทำไมพอได้เป็นรัฐบาลจึงเปลี่ยนจุดยืน พูดกันตามตรงอย่างน้อยขอให้พรรคก้าวไกลได้เดินหน้าเรื่องนี้ และให้ฝ่ายรัฐบาลงดออกเสียง อย่าคว่ำในชั้นสภาเลย อย่างน้อยถ้าไม่ผ่านก็ให้ถูกคว่ำในวุฒิสภา เพื่อรักษาเกียรติที่หาเสียงมา
กระทั่งเวลา 15.30 น. หลังจาก สส.อภิปรายจนครบถ้วนแล้ว ที่ประชุมลงมติไม่เห็นด้วยกับญัตติดังกล่าวของพรรคก้าวไกล ด้วยคะแนน 262 ต่อ 162 งดออกเสียง 6 เสียง
ต่อมาพรรคร่วมรัฐบาล นำโดยนายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล), นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะรักษาการหัวหน้าพรรคพท. เปิดแถลงข่าว
นายอดิศรชี้แจงว่า ญัตตินี้วิปรัฐบาลประชุมกันถึง 2 ครั้ง ครั้งแรก มองว่าจะนำญัตติอื่นมาพิจารณาแทน ไม่ให้โอกาสฝ่ายค้านได้อภิปรายในสภาหมือนเช่นวันนี้ อย่างไรก็ตาม เมื่อวิปรัฐบาลได้ประชุมกันอีกครั้งในช่วงเช้าวันนี้ หลังการประชุมกันยาวนานถึง 4 ชั่วโมง ได้เห็นว่าเรื่องนี้มีความสำคัญ อาจจะสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ จนถึงการมองว่าพรรคร่วมรัฐบาลไม่ใส่ใจต่อการทำประชามติและแก้ไขรัฐธรรมนูญ วิปรัฐบาลจึงมีมติให้นำญัตติดังกล่าวเข้าไปสู่การพิจารณา
นายอดิศรกล่าวว่า สำหรับญัตติของพรรค ก.ก.นั้น ยังเห็นทางที่จะประสานกันได้ เพราะคณะกรรมการศึกษาการจัดทำประชามติได้ยื่นมือไปหาพรรค ก.ก.แล้ว ซึ่งทางพรรค ก.ก.ก็รับปากว่าจะไปแสดงความคิดเห็นต่อคณะอนุกรรมการฯ จึงกล่าวได้ว่าความคิดเห็นก็ไปถึงคณะรัฐมนตรีอยู่แล้ว
ด้านนายชูศักดิ์กล่าวว่า วิปรัฐบาลยังเห็นด้วยกับการทำประชามติ แต่มองว่าการทำประชามติหากดำเนินการโดยรัฐบาลก็จะมีโอกาสสำเร็จ เพราะที่ผ่านมาหากรัฐบาลและวุฒิสภาไม่เห็นด้วย การทำประชามติก็จะไม่สำเร็จ ทั้งนี้ มีความเห็นขัดแย้งกันมากที่สุด คือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับมีความหมายอย่างไร โดยพรรคร่วมรัฐบาลมีความเห็นไปในทำนองเดียวกันว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่แก้หมวด 1 และหมวด 2 ดังนั้นส่งให้รัฐบาลไปก็เปล่าประโยชน์ เพราะยังเป็นความเห็นที่ขัดแย้งไม่ลงรอยกันมานานแล้ว จึงเห็นว่าควรให้รัฐบาลทำหน้าที่ไป และหวังว่าจะได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยมากกว่าเดิม
ขณะที่ นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง และโฆษกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) แถลงว่า สิ่งที่ไม่เห็นด้วยมีอยู่ 3 ประเด็นหลักคือ 1.ขณะนี้รัฐบาลมีคณะกรรมการพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว และมาจากทุกพรรคการเมือง นอกจากฝ่ายการเมือง ยังมีฝ่ายวิชาการเข้าร่วมด้วย ซึ่งมีความน่าเชื่อถือมากพอสมควรที่จะดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ 2.ในส่วนของเนื้อหาสาระของคำถามที่จะส่งให้รัฐบาล พรรคก้าวไกลเสนอจะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคที่ประกาศเอาไว้ตอนหาเสียงเลือกตั้ง ว่า พวกเราจะไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดที่หนึ่งและหมวดที่สอง 3.การตั้ง ส.ส.ร. พรรคร่วมรัฐบาลยังไม่เห็นด้วยว่าจะต้องมาจากการเลือกตั้ง 100% เพราะเราเห็นว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายมหาชนที่จะเกิดขึ้นจากพี่น้องประชาชนในหลากหลายสาขาอาชีพ
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายนิกร จำนง กรรมการและโฆษกคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติเพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 เปิดเผยว่า วันเดียวกันนี้ มีการประชุมคณะอนุกรรมการ 2 ชุดคือ คณะอนุกรรมการศึกษาแนวทางในการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ และคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับแนวทางในการทำประชามติฯ ที่มีตนเป็นประธาน โดยในส่วนที่ประชุมคณะอนุกรรมการศึกษาแนวทางในการทำประชามติฯ ยังหาข้อยุติไม่ได้ว่าจะต้องทำประชามติกี่ครั้ง เนื่องจากมีความเห็นเป็น 2 ทาง ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าให้ทำ 2 ครั้ง อีกฝ่ายเห็นว่าให้ทำ 3 ครั้ง ไม่เช่นนั้นจะอันตราย เพราะศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้อย่างนั้น ดังนั้น จึงต้องมีการประชุมคณะอนุกรรมการศึกษาแนวทางในการทำประชามติฯ ในครั้งหน้า โดยจะรอฟังความเห็นจากคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับแนวทางในการทำประชามติฯ ก่อน ที่จะต้องไปรับฟังความเห็นจากสมาชิกรัฐสภา โดยเฉพาะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมืองจากทั้ง 2 สภา.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เฮศาลไฟเขียว ลต.บอร์ดสปส. 27ก.ย.ตามเดิม
"ษัษฐรัมย์" นำทีมก้าวหน้าเฮ! ศาลปกครองพิพากษาเพิกถอนคำสั่งชะลอเลือกตั้ง "บอร์ดประกันสังคม"
ทูลเกล้าฯหมอสรณพ้นปธ.กสทช.
นายกฯ เผยทูลเกล้าฯ ให้ “นพ.สรณ” พ้นประธาน กสทช.แล้ว
รบ.เน้นเอกภาพดับไฟใต้ ยังไม่เปลี่ยนเลขาฯสมช.
“อนุทิน” แจงยังไม่คิดเปลี่ยนตัว “เลขาฯ สมช.” ขณะที่ “ฉัตรชัย” ไม่กั๊ก
8แสนโยงเลือกสส.‘กกต.’ปัดฮั้วสว.
“นายกฯ” เตรียมประชุม ครม.สัญจร จ.สงขลา 31 ส.ค.-1 ก.ย.69 ถกปัญหา 5 จว.ใต้ หวังกระตุ้น ศก.-แก้ปัญหาผังเมือง
ห้ามพกปืน100% หนูสั่งรื้อกม.เข้มโทษหนัก ฉลองนอนคุก/เซฟโซนรร.
“อนุทิน” ร่ายยาวคุมอาวุธปืนใหม่ จ่อเปิดช่องส่งมอบปืนเถื่อน
‘หนู’ไม่รู้งูเขียวซบน้ำเงิน ส้มนัดทุบกำแพงโสโครก
"อนุทิน" แจงโพสต์ “วิ่งหัวชนกำแพง” แค่ “สอนตัวเอง เตือนตัวเอง”

