เริ่มถอนอาวุธหนัก วีระขีดเส้น2เดือน!

หวิดวุ่น! "วีระ" นำมวลชนพร้อมรถแบ็กโฮบุกบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว เข้าผลักดันชาวกัมพูชาพ้นพื้นที่ไทย "คฝ." 1 กองร้อยรีบขวาง หวั่นไม่ปลอดภัย ก่อนเจรจา "วีระ" ยอมถอย ขีดเส้น 2 เดือนทหารเคลียร์ให้จบ "ทบ." โต้   "CMAC กัมพูชา" อ้างกระสุนปืนใหญ่ตกค้างคร่าชีวิตเด็กเขมร ยันภาพความเสียหายขัดแย้งข้อเท็จจริง "ทหารไทย-กัมพูชา" ลงนามแผนถอนอาวุธหนัก 3 เฟส ชายแดนทัพภาค 2 ดีเดย์ 1 พ.ย. ถอนจรวดหลายลำกล้อง "รมช.กลาโหม" ติง  กมธ.ทหารฯ ฝ่ายการเมืองทะเลาะดรามาของบริจาค อย่าดึงกองทัพเสาหลักชาติมาเล่น  แนะหาก "กัน จอมพลัง" ทำไม่ดีไปตรวจสอบกันเอง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านจังหวัดสระแก้ว เกิดความตึงเครียดตลอดทั้งวันที่ 31 ต.ค.2568 โดยเมื่อเวลา 10.00 น. นายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน เคลื่อนขบวนรถแบ็กโฮ 1 คัน รถไถ 4  คัน พร้อมมวลชน 70-80 คน เข้ามาประชิดแนวของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง บริเวณบ้านหนองจาน ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ซึ่งอยู่ตรงถนนศรีเพ็ญ อีกประมาณ  500-600 เมตรจะเป็นแนวที่กัมพูชารุกล้ำพื้นที่ ทำให้กองกำลังบูรพาประสานขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดควบคุมฝูงชน (คฝ.) จำนวน 1 กองร้อยเข้ามาในพื้นที่เพื่อดูแลความปลอดภัยและดูแลความสงบเรียบร้อย ซึ่งนายวีระได้ยื่นข้อเสนอให้เวลาเจ้าหน้าที่ในการผลักดันชาวกัมพูชาออกจากพื้นที่จนถึงเวลา 13.00 น.

ทั้งนี้ กลุ่มมวลชนพยายามจะเข้าไปเคลียร์พื้นที่บริเวณที่ชาวกัมพูชารุกล้ำเข้ามาในอธิปไตยของไทยในพื้นที่บ้านหนองจาน เพื่อแสดงจุดยืนในการร่วมปกป้องอธิปไตยของชาติตามแนวทางของภาคประชาชน อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดควบคุมฝูงชนพยายามขอความร่วมมือมวลชนไม่ให้เข้าพื้นที่ตอนใน

กระทั่งเวลา 13.00 น. กลุ่มมวลชนได้แสดงท่าทีจะเข้ามาในพื้นที่ควบคุม จึงมีการผลักดันกับชุดควบคุมฝูงชน เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมสถานการณ์เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวาย โดยได้เชิญตัวนายวีระและแกนนำมาพูดคุยทำความเข้าใจ และขอความร่วมมือให้ยุติการชุมนุมที่ สภ.โคกสูง โดยให้เหตุผลเกี่ยวกับความปลอดภัยของมวลชน ตลอดจนเพื่อป้องกันการเกิดสถานการณ์ที่อาจจะก่อให้เกิดความรุนแรงขึ้น และอาจถูกนำไปเป็นประเด็นสร้างเงื่อนไขให้ฝั่งตรงข้ามได้

ต่อมาเวลา 14.00 น. ภายหลังที่นายวีระและแกนนำมวลชนได้ร่วมพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ ได้ชี้แจงให้รับทราบว่า กองทัพภาคภาคที่ 1 โดย กกล.บูรพา ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ได้อนุญาตให้นายวีระเป็นผู้แทนภาคประชาชน ร่วมติดตามความคืบหน้าในภารกิจเกี่ยวกับการปกป้องพื้นที่อธิปไตยของไทยในพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับฝ่ายความมั่นคงในการคลี่คลายสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นต่อในฐานะประชาชนไทยที่รักชาติรักแผ่นดิน

นายวีระให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติงาน จึงขอเวลา เพราะต้องทำตามข้อตกลงสันติภาพที่เซ็นร่วมกันเมื่อวันที่ 26 ต.ค.ที่ผ่านมา ตนจึงขอติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่ ขอเข้าไปดูการทำงานของเจ้าหน้าที่ด้วย หรือขอให้เป็นนางนงรัตน์ จันทะมา หรือหมี ชาวบ้านบ้านหนองจานที่เป็นผู้นำขับเคลื่อนเรื่องนี้  เข้าไปในพื้นที่เพื่อติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ปลอดภัย

นายวีระกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ขอเวลา 2 เดือน เพื่อเข้าไปเคลียร์พื้นที่และปักหมุดก่อน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 17 พ.ย. ซึ่งตนจะติดตาม และเมื่อรัฐบาลได้กรอบระยะเวลาและข้อสรุปว่ากัมพูชารุกล้ำพื้นที่ แต่ยังไม่ผลักดันชาวกัมพูชาออก คราวนี้จะมาห้ามกันไม่ได้ และหากเกินกรอบระยะเวลา 2 เดือน แต่เจ้าหน้าที่ยังทำงานไม่เสร็จ ตนจะต่อว่าพร้อมนำหลักฐานมาฟ้องประชาชน และนำมวลชนเข้ามาทวงคืนพื้นที่อีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเวลา 14.40 น. นายวีระพร้อมคณะได้เดินทางออกจากพื้นที่บ้านหนองจาน

สกัด 'วีระ' เพื่อความปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม กองทัพภาคที่ 1 ชี้แจงถึงเรื่องการสกัดกั้นไม่ให้คณะนายวีระบุเข้าพื้นที่ว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมายจากเบาไปหาหนัก และยึดหลักความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญ กกล.บูรพาพร้อมดูแลความเรียบร้อย อำนวยความสะดวกให้กับมวลชนที่ตั้งใจร่วมกิจกรรมที่แสดงออกถึงความรักชาติหวงแหนอธิปไตยโดยสันติวิธี และเป็นไปตามกฎหมาย เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่พื้นที่มีความปลอดภัย

"กองทัพภาคที่ 1 มีความพร้อมในทุกมิติ ที่จะปฏิบัติภารกิจในการปกป้องอธิปไตยของชาติ ควบคู่กับการดูแลความปลอดภัยให้พี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ" กองทัพภาคที่ 1 ระบุ

ที่กองทัพบก พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงกรณีสื่อกัมพูชาอ้างผลตรวจสอบหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดกัมพูชา (CMAC) ระบุเหตุระเบิดทำให้เด็กชายกัมพูชาอายุ 10 ขวบเสียชีวิต และบิดาได้รับบาดเจ็บสาหัส ในพื้นที่อำเภอจอมกระสาน จังหวัดพระวิหาร มาจากระเบิดแบบคลัสเตอร์ M-85 ของกระสุนแบบ M396 ซึ่งยิงมาจากปืนใหญ่ขนาด 155 มิลลิเมตรของกองทัพไทยว่า เมื่อพิจารณาเนื้อหาของเอกสารชี้แจงและภาพถ่ายที่เกิดเหตุ เปรียบเทียบกับข้อมูลทางเทคนิคของกระสุนปืนใหญ่ชนิดที่ทางกัมพูชาระบุมาในข่าว พบว่าไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ด้วยข้อสังเกตสำคัญหลายประการ

พล.ต.วินธัยกล่าวว่า การทำงานของกระสุนชนิดนี้ เมื่อยิงถึงเป้าหมายที่กำหนดจะระเบิดและปล่อยลูกระเบิดย่อยแบบ M85 ออกมา ซึ่งลูกระเบิดย่อยจะทำงานและระเบิดตัวเองโดยอัตโนมัติ ไม่มีการตกค้างในพื้นที่ และไม่มีส่วนประกอบของลูกปราย รวมทั้งจากภาพหลักฐานที่กัมพูชาเผยแพร่พบว่าลักษณะความเสียหายไม่สอดคล้องกับระเบิดแบบ M85

"หวังว่าการนำเสนอข่าวของฝ่ายกัมพูชาจะอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและความรับผิดชอบ เพื่อไม่ให้กลายเป็นข้อมูลบิดเบือนที่อาจถูกใช้สร้างความเข้าใจผิดในสังคม เพราะการสื่อสารที่ไม่ถูกต้องย่อมส่งผลกระทบต่อกระบวนการลดความขัดแย้งที่ทั้งสองประเทศกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้" โฆษก ทบ.ระบุ

ส่วนที่ด่านช่องจอม อำเภอกาบเชิง จ.สุรินทร์ กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกแถลงข่าวการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา (RBC) พิเศษ ว่าด้วยการถอนอาวุธหนักและอาวุธทำลายล้างสูง ระหว่างภูมิภาคทหารที่ 4 แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา และกองทัพภาคที่ 2 แห่งราชอาณาจักรไทย

เนื้อหาระบุว่า การประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) สมัยพิเศษ ว่าด้วยการถอนอาวุธหนักและอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ระหว่างภูมิภาคทหารที่ 4 แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา และกองทัพภาคที่ 2 แห่งราชอาณาจักรไทยจัดขึ้น โดยมี พล.ท.โปว เฮง ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา และ พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 แห่งราชอาณาจักรไทย เป็นประธานร่วม และมีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) จากทั้งฝั่งไทยและกัมพูชา เข้าร่วมสังเกตการณ์ในที่ประชุม

โดยทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะดำเนินการถอนอาวุธทั้ง 3 ประเภท (ประเภท A ประเภท B และประเภท C) โดยแบ่งเป็นระยะ ภายใต้การสังเกตการณ์และตรวจสอบของ AOT ตามแผนปฏิบัติการ ซึ่งนิยามและการจำแนกอาวุธ 3 ประเภท 1.ประเภท A หมายถึง ระบบจรวดหลายลำกล้องที่มีตั้งแต่ 2 ลำกล้องขึ้นไป 2. ประเภท B หมายถึง ระบบปืนใหญ่ทุกประเภท ประกอบด้วยระบบปืนใหญ่ลากจูงและปืนใหญ่อัตราจร รวมถึงปืนใหญ่ขนาด 105 มม., 122 มม., 130 มม., 152 มม. และ 155 155 141 และ 3.ประเภท C หมายถึง รถหุ้มเกราะ โดยเฉพาะรถถัง ที่ออกแบบมาเพื่อให้มีการเคลื่อนที่ที่ได้รับการปกป้อง อำนาจการยิงที่เหนือกว่า และกำลังสนับสนุนโดยตรง

ไทย-เขมรตกลงถอนอาวุธ 3 เฟส

ทั้งนี้ การถอนอาวุธหนักและอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (ประเภท A) ภายใต้ระยะที่ 1 จะดำเนินการเป็นเวลา 3 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 1-21 พ.ย.68 ภายใต้การสังเกตการณ์ และตรวจสอบของ AOT การประชุมฝ่ายเลขานุการ RBC เพื่อวางแผนและดำเนินการสำหรับระยะที่ 2 จะจัดขึ้นวันที่ 15 พ.ย.68 ภายใต้การสังเกตการณ์และตรวจสอบของ AOT โดยการถอนอาวุธหนักและอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงในระยะที่ 2 (ประเภท B) จะดำเนินการเป็นเวลา 3 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ย.-12 ธ.ค.68 ภายใต้การสังเกตการณ์และตรวจสอบของ AOT การประชุมฝ่ายเลขานุการ RBC เพื่อวางแผนและดำเนินการระยะที่ 3 จะจัดขึ้น ในวันที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกันต่อไป ภายใต้การสังเกตการณ์และตรวจสอบของ AOT

ส่วนการถอนอาวุธหนักและอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงในระยะที่ 3 (ประเภท C) กำหนดให้ดำเนินการเป็นเวลา 3 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 13-31 ธันวาคม 2568 ภายใต้การสังเกตการณ์และตรวจสอบของ AOT การประชุมฝ่ายเลขานุการ RBC อาจจัดผ่านระบบออนไลน์หรือในสถานที่ร่วมกัน ตามที่ทั้งสองฝ่ายตกลง ภายใต้การสังเกตการณ์และตรวจสอบของ AOT เพื่อให้เกิดการประสานงานอย่างมีประสิทธิภาพ การปรึกษาหารืออย่างทันท่วงที และการดำเนินการถอนอาวุธและตรวจสอบที่มีประสิทธิผล

ที่กองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) พล.ต.วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย (โฆษกทท.) กล่าวถึงความคืบหน้าการสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชาว่า การสร้างรั้วชายแดนในปัจจุบันนั้น เราสร้างในจุดที่เป็นพื้นราบ ซึ่งพื้นที่บริเวณชายแดนจะมีอยู่ 3 ประเภท ได้แก่ พื้นที่สันปันน้ำ พื้นที่ราบ และพื้นที่แนวลำห้วยตามธรรมชาติ

พล.ต.วิทัยกล่าวว่า บริเวณพื้นราบนั้นมีความยาวระหว่างชายแดนไทย-กัมพูชารวมกัน 57 กิโลเมตร รวมถึงรอยต่อระหว่างจุดหลักเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ตกลงกันได้แล้ว 45 หลักเขต และที่ตกลงกันไม่ได้ 25 หลักเขต ซึ่งหากมีช่วงไหนที่เห็นตรงกันแล้ว เราก็มีการลงพื้นที่ไปสำรวจก่อน โดยเราได้ลงพื้นที่ไปสำรวจที่ จ.จันทบุรี ที่เป็นหลักเขต 52-59 ที่มีความยาวต่อเนื่อง 8 กิโลเมตร หากสำรวจเสร็จแล้วขั้นตอนต่อไปคือทำให้พื้นที่ปลอดภัย โดยศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ทีเอ็มเอซี) จะเข้าไปเคลียร์ทุ่นระเบิด อีกทั้งที่ จ.จันทบุรี ก็ยังมีการตรวจพบระเบิดสังหารที่ยังมีการเข้ามาฝังอยู่เช่นกัน

ถามว่า มีจังหวัดใดที่มีการสร้างรั้วชายแดนคืบหน้า 100 เปอร์เซ็นต์แล้วหรือไม่ พล.ต.วิทัยกล่าวว่า เรามีการสร้างรั้วอิเล็กทรอนิกส์ชายแดนไทย-กัมพูชา ต้นแรกบริเวณด่านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ในหลักกิโลที่ 50 กำลังมีการขยายขึ้นไป ส่วนรั้วที่เป็นกำแพงกำลังจะมีการเริ่มสร้าง แต่ต้องเริ่มสร้างจากพื้นที่ที่ไม่มีปัญหาก่อน หรือพื้นที่ที่เคลียร์กันลงตัวแล้ว โดย จ.จันทบุรี จะเป็นจุดแรก ในหลักเขตที่ 52-54 ที่มีความยาวประมาณ 1.3 กิโลเมตร คงเป็นจุดแรกและเฟสแรกที่เราจะดำเนินการสร้าง

ติงอย่าดึงเสาหลักชาติมาเล่น

วันเดียวกัน นายเอกราช อุดมอำนวย สส.กทม. พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหาร สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงความคืบหน้าหลังได้ข้อมูลจากนายกัน จอมพลัง เรื่องการซื้อยุทธภัณฑ์กองทัพว่า สิ่งที่ต้องดำเนินการหลังจากนี้คือการขอเอกสารที่หน่วยงานส่งคำขอต่อมูลนิธิกันจอมพลังฯ ไปทั้งหมดว่ามีรายการอะไรบ้าง กมธ.ยังขอเอกสารกับ พล.ท.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ซึ่งส่วนใหญ่ไม่สามารถให้คำตอบกับคำถามของ กมธ.ได้ และตอบรับว่าจะรวบรวมเอกสารส่งมาให้ กมธ. ซึ่งแสดงว่าทหารแนวหน้าขาดแคลนในสิ่งที่กองทัพปฏิเสธข้อเท็จจริงในเรื่องนี้มาตลอด

 “การตรวจสอบของ กมธ. ไม่ได้เป็นการมุ่งหมายตรวจสอบเพื่อเพ่งโทษใคร แต่เพื่อวางระบบของกองทัพ วางมาตรการแนวทางในการรับบริจาคที่ถูกต้อง พร้อมกับประกาศให้สาธารณชนทราบว่าสิ่งใดที่กองทัพรับบริจาคได้หรือไม่ได้ ไม่ใช่ปล่อยให้บริจาคทุกอย่าง และเมื่อถึงเวลาก็ดำเนินการอย่างไม่เป็นระเบียบ จึงต้องดำเนินการวางระบบให้ถูกต้อง” นายเอกราชกล่าว

ประธาน กมธ.การทหารระบุว่า เรื่องนี้อาจนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยุทธภัณฑ์ การจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งด้านหนึ่งอาจมีปัญหาเรื่องอุปสรรคต่อการจัดซื้อจัดจ้างที่ต้องหาทางแก้ไขปรับปรุงต่อไป หลังจากนี้ กมธ.อาจไม่ต้องเชิญกัน จอมพลัง มาแล้ว แต่ กมธ.จะส่งหนังสือเพื่อขอความอนุเคราะห์เอกสาร จึงขอความร่วมมือ

"เชื่อว่าประชาชนทั้งประเทศพร้อมสนับสนุนทหารแนวหน้า จึงต้องการรู้ว่าฐานแนวหน้าขาดยุทธภัณฑ์อะไรบ้าง หากทราบข้อมูลได้มากเท่าไหร่ เท่ากับว่าติดเขี้ยวเล็บได้มากเท่านั้น แต่ไม่ใช่ทำเป็นไม่รู้แล้วจัดหาแบบไม่ถูกต้อง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง หากสิ่งที่กองทัพต้องจัดหายุทธภัณฑ์ให้กับแนวหน้า แต่กลับให้หน่วยงานภายนอกจัดหาให้" ประธาน กมธ.การทหารระบุ

ด้าน พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม กล่าวถึงการใช้งบประมาณกองทัพจัดซื้ออาวุธว่า ทหารเมื่อจัดกำลังป้องกันชายแดนในแต่ละปีมีงบประมาณให้อยู่แล้ว ซึ่งเป็นการจัดสรรงบประมาณในการป้องกันประเทศภาวะปกติ แต่ปัจจุบันอยู่ในขั้นที่ 2 พบมีการรุกล้ำชายแดน ที่ทหารต้องตอบโต้ จนเกิดการประทะกันเป็นระยะ นั่นหมายความว่าไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ปกติ

 “มันไม่ทันหรอก ในเมื่อมีประชาชนร่วมมือกันที่จะให้สิ่งของ และมีงบประมาณที่จะทำทางให้ มีงบประมาณเติมน้ำมันให้ทหาร ให้ทหารเข้าไปถึงพื้นที่ด้วยความรวดเร็ว ท่านว่าไม่ดีหรือครับ มันเป็นเรื่องดีที่ทำให้ทหารเข้าไปในพื้นที่ด้วยความรวดเร็ว ปลอดภัย ยิ่งถ้ามีเกาะอยู่ด้วย ท่านว่าไม่ดีหรือครับ” พล.ท.อดุลย์กล่าว

ถามว่า ทำไมก่อนหน้านี้ผู้บังคับบัญชาไม่จัดหายุทธภัณฑ์เหล่านี้ให้กับกำลังพล แต่เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นถึงมารับบริจาค รมช.กลาโหมกล่าวว่า ไม่มีใครรู้ว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้น ยืนยันทุกปีกองทัพบกมีงบประมาณในการพัฒนาเส้นทางต่างๆ ที่จะเข้าไปตามแนวชายแดน แต่อาจไม่ตรงกับจุดที่เกิดภัยคุกคาม

ซักว่า มีการตั้งข้อสังเกตนี่เป็นการดิสเครดิตกองทัพโดยใช้กัน จอมพลัง หรือไม่ รมช.กลาโหมกล่าวว่า ไม่ แต่มองว่าเป็นการทะเลาะกันเอง ขออย่าดึงทหารเข้าไปเกี่ยวข้อง กองทัพดูแลด้านความมั่นคง อย่าเอาความมั่นคงที่เป็นเสาหลักของชาติมาเล่นกันแบบนี้

ที่สำนักงานป้องกันปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายสนธิญา สวัสดี เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงประธานกรรมการ ปปง. ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมูลนิธิกันจอมพลัง ช่วยสู้ และโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาล 200,000 ฉบับ รวมทั้งมูลนิธิธรรมนัสฯ โดยมีเจ้าหน้าที่ ปปง. ฝ่ายรับ-ส่งเรื่อง เป็นผู้แทนรับมอบเอกสาร.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ผวาบาร์โค้ด!ยื้อเคาะบัตรใหม่

“กกต.” สั่งเลือกตั้งใหม่ สส.เขต-ปาร์ตี้ลิสต์ จ.พะเยา เขต 1 หน่วยเลือกตั้งที่ 6 พร้อมนับคะแนนใหม่อีก 7 หน่วยเลือกตั้งใน 4 จว.