หวิดวุ่น! "วีระ" นำมวลชนพร้อมรถแบ็กโฮบุกบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว เข้าผลักดันชาวกัมพูชาพ้นพื้นที่ไทย "คฝ." 1 กองร้อยรีบขวาง หวั่นไม่ปลอดภัย ก่อนเจรจา "วีระ" ยอมถอย ขีดเส้น 2 เดือนทหารเคลียร์ให้จบ "ทบ." โต้ "CMAC กัมพูชา" อ้างกระสุนปืนใหญ่ตกค้างคร่าชีวิตเด็กเขมร ยันภาพความเสียหายขัดแย้งข้อเท็จจริง "ทหารไทย-กัมพูชา" ลงนามแผนถอนอาวุธหนัก 3 เฟส ชายแดนทัพภาค 2 ดีเดย์ 1 พ.ย. ถอนจรวดหลายลำกล้อง "รมช.กลาโหม" ติง กมธ.ทหารฯ ฝ่ายการเมืองทะเลาะดรามาของบริจาค อย่าดึงกองทัพเสาหลักชาติมาเล่น แนะหาก "กัน จอมพลัง" ทำไม่ดีไปตรวจสอบกันเอง
สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านจังหวัดสระแก้ว เกิดความตึงเครียดตลอดทั้งวันที่ 31 ต.ค.2568 โดยเมื่อเวลา 10.00 น. นายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน เคลื่อนขบวนรถแบ็กโฮ 1 คัน รถไถ 4 คัน พร้อมมวลชน 70-80 คน เข้ามาประชิดแนวของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง บริเวณบ้านหนองจาน ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ซึ่งอยู่ตรงถนนศรีเพ็ญ อีกประมาณ 500-600 เมตรจะเป็นแนวที่กัมพูชารุกล้ำพื้นที่ ทำให้กองกำลังบูรพาประสานขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดควบคุมฝูงชน (คฝ.) จำนวน 1 กองร้อยเข้ามาในพื้นที่เพื่อดูแลความปลอดภัยและดูแลความสงบเรียบร้อย ซึ่งนายวีระได้ยื่นข้อเสนอให้เวลาเจ้าหน้าที่ในการผลักดันชาวกัมพูชาออกจากพื้นที่จนถึงเวลา 13.00 น.
ทั้งนี้ กลุ่มมวลชนพยายามจะเข้าไปเคลียร์พื้นที่บริเวณที่ชาวกัมพูชารุกล้ำเข้ามาในอธิปไตยของไทยในพื้นที่บ้านหนองจาน เพื่อแสดงจุดยืนในการร่วมปกป้องอธิปไตยของชาติตามแนวทางของภาคประชาชน อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดควบคุมฝูงชนพยายามขอความร่วมมือมวลชนไม่ให้เข้าพื้นที่ตอนใน
กระทั่งเวลา 13.00 น. กลุ่มมวลชนได้แสดงท่าทีจะเข้ามาในพื้นที่ควบคุม จึงมีการผลักดันกับชุดควบคุมฝูงชน เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมสถานการณ์เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวาย โดยได้เชิญตัวนายวีระและแกนนำมาพูดคุยทำความเข้าใจ และขอความร่วมมือให้ยุติการชุมนุมที่ สภ.โคกสูง โดยให้เหตุผลเกี่ยวกับความปลอดภัยของมวลชน ตลอดจนเพื่อป้องกันการเกิดสถานการณ์ที่อาจจะก่อให้เกิดความรุนแรงขึ้น และอาจถูกนำไปเป็นประเด็นสร้างเงื่อนไขให้ฝั่งตรงข้ามได้
ต่อมาเวลา 14.00 น. ภายหลังที่นายวีระและแกนนำมวลชนได้ร่วมพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ ได้ชี้แจงให้รับทราบว่า กองทัพภาคภาคที่ 1 โดย กกล.บูรพา ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ได้อนุญาตให้นายวีระเป็นผู้แทนภาคประชาชน ร่วมติดตามความคืบหน้าในภารกิจเกี่ยวกับการปกป้องพื้นที่อธิปไตยของไทยในพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับฝ่ายความมั่นคงในการคลี่คลายสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นต่อในฐานะประชาชนไทยที่รักชาติรักแผ่นดิน
นายวีระให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติงาน จึงขอเวลา เพราะต้องทำตามข้อตกลงสันติภาพที่เซ็นร่วมกันเมื่อวันที่ 26 ต.ค.ที่ผ่านมา ตนจึงขอติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่ ขอเข้าไปดูการทำงานของเจ้าหน้าที่ด้วย หรือขอให้เป็นนางนงรัตน์ จันทะมา หรือหมี ชาวบ้านบ้านหนองจานที่เป็นผู้นำขับเคลื่อนเรื่องนี้ เข้าไปในพื้นที่เพื่อติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ปลอดภัย
นายวีระกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ขอเวลา 2 เดือน เพื่อเข้าไปเคลียร์พื้นที่และปักหมุดก่อน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 17 พ.ย. ซึ่งตนจะติดตาม และเมื่อรัฐบาลได้กรอบระยะเวลาและข้อสรุปว่ากัมพูชารุกล้ำพื้นที่ แต่ยังไม่ผลักดันชาวกัมพูชาออก คราวนี้จะมาห้ามกันไม่ได้ และหากเกินกรอบระยะเวลา 2 เดือน แต่เจ้าหน้าที่ยังทำงานไม่เสร็จ ตนจะต่อว่าพร้อมนำหลักฐานมาฟ้องประชาชน และนำมวลชนเข้ามาทวงคืนพื้นที่อีกครั้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเวลา 14.40 น. นายวีระพร้อมคณะได้เดินทางออกจากพื้นที่บ้านหนองจาน
สกัด 'วีระ' เพื่อความปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม กองทัพภาคที่ 1 ชี้แจงถึงเรื่องการสกัดกั้นไม่ให้คณะนายวีระบุเข้าพื้นที่ว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมายจากเบาไปหาหนัก และยึดหลักความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญ กกล.บูรพาพร้อมดูแลความเรียบร้อย อำนวยความสะดวกให้กับมวลชนที่ตั้งใจร่วมกิจกรรมที่แสดงออกถึงความรักชาติหวงแหนอธิปไตยโดยสันติวิธี และเป็นไปตามกฎหมาย เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่พื้นที่มีความปลอดภัย
"กองทัพภาคที่ 1 มีความพร้อมในทุกมิติ ที่จะปฏิบัติภารกิจในการปกป้องอธิปไตยของชาติ ควบคู่กับการดูแลความปลอดภัยให้พี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ" กองทัพภาคที่ 1 ระบุ
ที่กองทัพบก พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงกรณีสื่อกัมพูชาอ้างผลตรวจสอบหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดกัมพูชา (CMAC) ระบุเหตุระเบิดทำให้เด็กชายกัมพูชาอายุ 10 ขวบเสียชีวิต และบิดาได้รับบาดเจ็บสาหัส ในพื้นที่อำเภอจอมกระสาน จังหวัดพระวิหาร มาจากระเบิดแบบคลัสเตอร์ M-85 ของกระสุนแบบ M396 ซึ่งยิงมาจากปืนใหญ่ขนาด 155 มิลลิเมตรของกองทัพไทยว่า เมื่อพิจารณาเนื้อหาของเอกสารชี้แจงและภาพถ่ายที่เกิดเหตุ เปรียบเทียบกับข้อมูลทางเทคนิคของกระสุนปืนใหญ่ชนิดที่ทางกัมพูชาระบุมาในข่าว พบว่าไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ด้วยข้อสังเกตสำคัญหลายประการ
พล.ต.วินธัยกล่าวว่า การทำงานของกระสุนชนิดนี้ เมื่อยิงถึงเป้าหมายที่กำหนดจะระเบิดและปล่อยลูกระเบิดย่อยแบบ M85 ออกมา ซึ่งลูกระเบิดย่อยจะทำงานและระเบิดตัวเองโดยอัตโนมัติ ไม่มีการตกค้างในพื้นที่ และไม่มีส่วนประกอบของลูกปราย รวมทั้งจากภาพหลักฐานที่กัมพูชาเผยแพร่พบว่าลักษณะความเสียหายไม่สอดคล้องกับระเบิดแบบ M85
"หวังว่าการนำเสนอข่าวของฝ่ายกัมพูชาจะอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและความรับผิดชอบ เพื่อไม่ให้กลายเป็นข้อมูลบิดเบือนที่อาจถูกใช้สร้างความเข้าใจผิดในสังคม เพราะการสื่อสารที่ไม่ถูกต้องย่อมส่งผลกระทบต่อกระบวนการลดความขัดแย้งที่ทั้งสองประเทศกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้" โฆษก ทบ.ระบุ
ส่วนที่ด่านช่องจอม อำเภอกาบเชิง จ.สุรินทร์ กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกแถลงข่าวการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา (RBC) พิเศษ ว่าด้วยการถอนอาวุธหนักและอาวุธทำลายล้างสูง ระหว่างภูมิภาคทหารที่ 4 แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา และกองทัพภาคที่ 2 แห่งราชอาณาจักรไทย
เนื้อหาระบุว่า การประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) สมัยพิเศษ ว่าด้วยการถอนอาวุธหนักและอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ระหว่างภูมิภาคทหารที่ 4 แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา และกองทัพภาคที่ 2 แห่งราชอาณาจักรไทยจัดขึ้น โดยมี พล.ท.โปว เฮง ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา และ พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 แห่งราชอาณาจักรไทย เป็นประธานร่วม และมีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) จากทั้งฝั่งไทยและกัมพูชา เข้าร่วมสังเกตการณ์ในที่ประชุม
โดยทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะดำเนินการถอนอาวุธทั้ง 3 ประเภท (ประเภท A ประเภท B และประเภท C) โดยแบ่งเป็นระยะ ภายใต้การสังเกตการณ์และตรวจสอบของ AOT ตามแผนปฏิบัติการ ซึ่งนิยามและการจำแนกอาวุธ 3 ประเภท 1.ประเภท A หมายถึง ระบบจรวดหลายลำกล้องที่มีตั้งแต่ 2 ลำกล้องขึ้นไป 2. ประเภท B หมายถึง ระบบปืนใหญ่ทุกประเภท ประกอบด้วยระบบปืนใหญ่ลากจูงและปืนใหญ่อัตราจร รวมถึงปืนใหญ่ขนาด 105 มม., 122 มม., 130 มม., 152 มม. และ 155 155 141 และ 3.ประเภท C หมายถึง รถหุ้มเกราะ โดยเฉพาะรถถัง ที่ออกแบบมาเพื่อให้มีการเคลื่อนที่ที่ได้รับการปกป้อง อำนาจการยิงที่เหนือกว่า และกำลังสนับสนุนโดยตรง
ไทย-เขมรตกลงถอนอาวุธ 3 เฟส
ทั้งนี้ การถอนอาวุธหนักและอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (ประเภท A) ภายใต้ระยะที่ 1 จะดำเนินการเป็นเวลา 3 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 1-21 พ.ย.68 ภายใต้การสังเกตการณ์ และตรวจสอบของ AOT การประชุมฝ่ายเลขานุการ RBC เพื่อวางแผนและดำเนินการสำหรับระยะที่ 2 จะจัดขึ้นวันที่ 15 พ.ย.68 ภายใต้การสังเกตการณ์และตรวจสอบของ AOT โดยการถอนอาวุธหนักและอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงในระยะที่ 2 (ประเภท B) จะดำเนินการเป็นเวลา 3 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ย.-12 ธ.ค.68 ภายใต้การสังเกตการณ์และตรวจสอบของ AOT การประชุมฝ่ายเลขานุการ RBC เพื่อวางแผนและดำเนินการระยะที่ 3 จะจัดขึ้น ในวันที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกันต่อไป ภายใต้การสังเกตการณ์และตรวจสอบของ AOT
ส่วนการถอนอาวุธหนักและอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงในระยะที่ 3 (ประเภท C) กำหนดให้ดำเนินการเป็นเวลา 3 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 13-31 ธันวาคม 2568 ภายใต้การสังเกตการณ์และตรวจสอบของ AOT การประชุมฝ่ายเลขานุการ RBC อาจจัดผ่านระบบออนไลน์หรือในสถานที่ร่วมกัน ตามที่ทั้งสองฝ่ายตกลง ภายใต้การสังเกตการณ์และตรวจสอบของ AOT เพื่อให้เกิดการประสานงานอย่างมีประสิทธิภาพ การปรึกษาหารืออย่างทันท่วงที และการดำเนินการถอนอาวุธและตรวจสอบที่มีประสิทธิผล
ที่กองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) พล.ต.วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย (โฆษกทท.) กล่าวถึงความคืบหน้าการสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชาว่า การสร้างรั้วชายแดนในปัจจุบันนั้น เราสร้างในจุดที่เป็นพื้นราบ ซึ่งพื้นที่บริเวณชายแดนจะมีอยู่ 3 ประเภท ได้แก่ พื้นที่สันปันน้ำ พื้นที่ราบ และพื้นที่แนวลำห้วยตามธรรมชาติ
พล.ต.วิทัยกล่าวว่า บริเวณพื้นราบนั้นมีความยาวระหว่างชายแดนไทย-กัมพูชารวมกัน 57 กิโลเมตร รวมถึงรอยต่อระหว่างจุดหลักเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ตกลงกันได้แล้ว 45 หลักเขต และที่ตกลงกันไม่ได้ 25 หลักเขต ซึ่งหากมีช่วงไหนที่เห็นตรงกันแล้ว เราก็มีการลงพื้นที่ไปสำรวจก่อน โดยเราได้ลงพื้นที่ไปสำรวจที่ จ.จันทบุรี ที่เป็นหลักเขต 52-59 ที่มีความยาวต่อเนื่อง 8 กิโลเมตร หากสำรวจเสร็จแล้วขั้นตอนต่อไปคือทำให้พื้นที่ปลอดภัย โดยศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ทีเอ็มเอซี) จะเข้าไปเคลียร์ทุ่นระเบิด อีกทั้งที่ จ.จันทบุรี ก็ยังมีการตรวจพบระเบิดสังหารที่ยังมีการเข้ามาฝังอยู่เช่นกัน
ถามว่า มีจังหวัดใดที่มีการสร้างรั้วชายแดนคืบหน้า 100 เปอร์เซ็นต์แล้วหรือไม่ พล.ต.วิทัยกล่าวว่า เรามีการสร้างรั้วอิเล็กทรอนิกส์ชายแดนไทย-กัมพูชา ต้นแรกบริเวณด่านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ในหลักกิโลที่ 50 กำลังมีการขยายขึ้นไป ส่วนรั้วที่เป็นกำแพงกำลังจะมีการเริ่มสร้าง แต่ต้องเริ่มสร้างจากพื้นที่ที่ไม่มีปัญหาก่อน หรือพื้นที่ที่เคลียร์กันลงตัวแล้ว โดย จ.จันทบุรี จะเป็นจุดแรก ในหลักเขตที่ 52-54 ที่มีความยาวประมาณ 1.3 กิโลเมตร คงเป็นจุดแรกและเฟสแรกที่เราจะดำเนินการสร้าง
ติงอย่าดึงเสาหลักชาติมาเล่น
วันเดียวกัน นายเอกราช อุดมอำนวย สส.กทม. พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหาร สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงความคืบหน้าหลังได้ข้อมูลจากนายกัน จอมพลัง เรื่องการซื้อยุทธภัณฑ์กองทัพว่า สิ่งที่ต้องดำเนินการหลังจากนี้คือการขอเอกสารที่หน่วยงานส่งคำขอต่อมูลนิธิกันจอมพลังฯ ไปทั้งหมดว่ามีรายการอะไรบ้าง กมธ.ยังขอเอกสารกับ พล.ท.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ซึ่งส่วนใหญ่ไม่สามารถให้คำตอบกับคำถามของ กมธ.ได้ และตอบรับว่าจะรวบรวมเอกสารส่งมาให้ กมธ. ซึ่งแสดงว่าทหารแนวหน้าขาดแคลนในสิ่งที่กองทัพปฏิเสธข้อเท็จจริงในเรื่องนี้มาตลอด
“การตรวจสอบของ กมธ. ไม่ได้เป็นการมุ่งหมายตรวจสอบเพื่อเพ่งโทษใคร แต่เพื่อวางระบบของกองทัพ วางมาตรการแนวทางในการรับบริจาคที่ถูกต้อง พร้อมกับประกาศให้สาธารณชนทราบว่าสิ่งใดที่กองทัพรับบริจาคได้หรือไม่ได้ ไม่ใช่ปล่อยให้บริจาคทุกอย่าง และเมื่อถึงเวลาก็ดำเนินการอย่างไม่เป็นระเบียบ จึงต้องดำเนินการวางระบบให้ถูกต้อง” นายเอกราชกล่าว
ประธาน กมธ.การทหารระบุว่า เรื่องนี้อาจนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยุทธภัณฑ์ การจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งด้านหนึ่งอาจมีปัญหาเรื่องอุปสรรคต่อการจัดซื้อจัดจ้างที่ต้องหาทางแก้ไขปรับปรุงต่อไป หลังจากนี้ กมธ.อาจไม่ต้องเชิญกัน จอมพลัง มาแล้ว แต่ กมธ.จะส่งหนังสือเพื่อขอความอนุเคราะห์เอกสาร จึงขอความร่วมมือ
"เชื่อว่าประชาชนทั้งประเทศพร้อมสนับสนุนทหารแนวหน้า จึงต้องการรู้ว่าฐานแนวหน้าขาดยุทธภัณฑ์อะไรบ้าง หากทราบข้อมูลได้มากเท่าไหร่ เท่ากับว่าติดเขี้ยวเล็บได้มากเท่านั้น แต่ไม่ใช่ทำเป็นไม่รู้แล้วจัดหาแบบไม่ถูกต้อง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง หากสิ่งที่กองทัพต้องจัดหายุทธภัณฑ์ให้กับแนวหน้า แต่กลับให้หน่วยงานภายนอกจัดหาให้" ประธาน กมธ.การทหารระบุ
ด้าน พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม กล่าวถึงการใช้งบประมาณกองทัพจัดซื้ออาวุธว่า ทหารเมื่อจัดกำลังป้องกันชายแดนในแต่ละปีมีงบประมาณให้อยู่แล้ว ซึ่งเป็นการจัดสรรงบประมาณในการป้องกันประเทศภาวะปกติ แต่ปัจจุบันอยู่ในขั้นที่ 2 พบมีการรุกล้ำชายแดน ที่ทหารต้องตอบโต้ จนเกิดการประทะกันเป็นระยะ นั่นหมายความว่าไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ปกติ
“มันไม่ทันหรอก ในเมื่อมีประชาชนร่วมมือกันที่จะให้สิ่งของ และมีงบประมาณที่จะทำทางให้ มีงบประมาณเติมน้ำมันให้ทหาร ให้ทหารเข้าไปถึงพื้นที่ด้วยความรวดเร็ว ท่านว่าไม่ดีหรือครับ มันเป็นเรื่องดีที่ทำให้ทหารเข้าไปในพื้นที่ด้วยความรวดเร็ว ปลอดภัย ยิ่งถ้ามีเกาะอยู่ด้วย ท่านว่าไม่ดีหรือครับ” พล.ท.อดุลย์กล่าว
ถามว่า ทำไมก่อนหน้านี้ผู้บังคับบัญชาไม่จัดหายุทธภัณฑ์เหล่านี้ให้กับกำลังพล แต่เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นถึงมารับบริจาค รมช.กลาโหมกล่าวว่า ไม่มีใครรู้ว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้น ยืนยันทุกปีกองทัพบกมีงบประมาณในการพัฒนาเส้นทางต่างๆ ที่จะเข้าไปตามแนวชายแดน แต่อาจไม่ตรงกับจุดที่เกิดภัยคุกคาม
ซักว่า มีการตั้งข้อสังเกตนี่เป็นการดิสเครดิตกองทัพโดยใช้กัน จอมพลัง หรือไม่ รมช.กลาโหมกล่าวว่า ไม่ แต่มองว่าเป็นการทะเลาะกันเอง ขออย่าดึงทหารเข้าไปเกี่ยวข้อง กองทัพดูแลด้านความมั่นคง อย่าเอาความมั่นคงที่เป็นเสาหลักของชาติมาเล่นกันแบบนี้
ที่สำนักงานป้องกันปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายสนธิญา สวัสดี เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงประธานกรรมการ ปปง. ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมูลนิธิกันจอมพลัง ช่วยสู้ และโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาล 200,000 ฉบับ รวมทั้งมูลนิธิธรรมนัสฯ โดยมีเจ้าหน้าที่ ปปง. ฝ่ายรับ-ส่งเรื่อง เป็นผู้แทนรับมอบเอกสาร.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เฮศาลไฟเขียว ลต.บอร์ดสปส. 27ก.ย.ตามเดิม
"ษัษฐรัมย์" นำทีมก้าวหน้าเฮ! ศาลปกครองพิพากษาเพิกถอนคำสั่งชะลอเลือกตั้ง "บอร์ดประกันสังคม"
ทูลเกล้าฯหมอสรณพ้นปธ.กสทช.
นายกฯ เผยทูลเกล้าฯ ให้ “นพ.สรณ” พ้นประธาน กสทช.แล้ว
รบ.เน้นเอกภาพดับไฟใต้ ยังไม่เปลี่ยนเลขาฯสมช.
“อนุทิน” แจงยังไม่คิดเปลี่ยนตัว “เลขาฯ สมช.” ขณะที่ “ฉัตรชัย” ไม่กั๊ก
8แสนโยงเลือกสส.‘กกต.’ปัดฮั้วสว.
“นายกฯ” เตรียมประชุม ครม.สัญจร จ.สงขลา 31 ส.ค.-1 ก.ย.69 ถกปัญหา 5 จว.ใต้ หวังกระตุ้น ศก.-แก้ปัญหาผังเมือง
ห้ามพกปืน100% หนูสั่งรื้อกม.เข้มโทษหนัก ฉลองนอนคุก/เซฟโซนรร.
“อนุทิน” ร่ายยาวคุมอาวุธปืนใหม่ จ่อเปิดช่องส่งมอบปืนเถื่อน
‘หนู’ไม่รู้งูเขียวซบน้ำเงิน ส้มนัดทุบกำแพงโสโครก
"อนุทิน" แจงโพสต์ “วิ่งหัวชนกำแพง” แค่ “สอนตัวเอง เตือนตัวเอง”

