กกต.จับป้ายสีหาเสียง

“กกต.” ถกผู้บริหารสื่อ จัดสรรเวลาออกอากาศนโยบาย 52 พรรคการเมือง “วิทยุ-ทีวี”  ตี 5 ถึงตี 1 รวม 10 วัน ก่อนเลือกตั้ง คุมเข้มเนื้อหา-รูปแบบโฆษณาห้ามโลโก้มุมจอ เดินหน้าจัดดีเบตประชันนโยบาย พร้อมเปิดศูนย์ E-War Room ตรวจจับข้อความใส่ร้ายผู้สมัคร-พรรค  “แสวง” ลั่นแม้มีเหตุชายแดนไม่เลื่อนหย่อนบัตร 8 ก.พ. เผยยอดลงทะเบียนใช้สิทธิ์ล่วงหน้า 2.4 ล้านคน “ภท.” คึก! กระแสพรรคดี “อนุทิน” ปลื้ม “ไชยชนก” มั่นใจปาร์ตี้ลิสต์ขยับจาก​ 3 เป็น​ 15 -20 คน “พิพัฒน์” เมินกระแส "อภิสิทธิ์” มั่นใจ สส.ใต้ 31  เก้าอี้ “บิ๊กป้อม” ไขก๊อกหัวหน้าพรรค พปชร. ขยับนั่ง ปธ.ที่ปรึกษา ดัน "ตรีนุช” รับไม้ต่อ “ธรรมนัส”  ทำท่าตกใจรู้ข่าว "ลุงป้อม" ลาออกหัวหน้าพรรค ขู่พรรคเล่น "กล้าธรรม” ไม่เลิกระวังสวนกลับแล้วจะหนาว “ยศชนัน” ยิ้มปลื้มชาวบ้านเรียก “ยศชนะ”  ปชป.เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ “ภูเก็ต-กทม.” 11 ม.ค.  ส่ง "มาร์ค” เดินสายเอาใจแฟนคลับ

ที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ วันที่ 6 มกราคม 2569 นายแสวง บุญมี  เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นประธานหารือร่วมกันระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กลุ่มประชาสัมพันธ์ ผู้บริหารสถานีวิทยุกระจายเสียงและผู้บริหารสถานีวิทยุโทรทัศน์ เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการสนับสนุนการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) โดยมีหน่วยงานราชการ กองทัพ สื่อมวลชนทุกสำนัก เข้าร่วมหารืออย่างพร้อมเพรียง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมมีการพิจารณาจัดสรรเวลาออกอากาศให้แก่พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยขอความร่วมมือสถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีวิทยุโทรทัศน์ จัดสรรเวลาออกอากาศให้กับพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ 10 วัน วันละ 60 นาที แบ่งออกเป็นออกอากาศโฆษณาหาเสียงเลือกตั้ง 5 วัน ไม่เกิน 60 นาที และประชันนโยบายบริหารประเทศ 5 วัน ไม่เกิน 60 นาที สามารถออกอากาศได้ช่วงเวลาตั้งแต่เวลา 05.00-01.00 น. โดยโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งได้ระหว่างวันที่ 26 ถึง 30 ม.ค.2569 ส่วนการประชันนโยบายออกอากาศได้ระหว่างวันที่ 2-6 ก.พ.2569 ทั้งนี้ การจัดสรรเวลาของสถานีไม่จำเป็นต้องออกอากาศในเวลาเดียวกัน แต่ให้อยู่ในห้วงเวลา 05.00-01.00 น. ถ้ามีเหตุจำเป็นให้ไม่สามารถออกอากาศโฆษณาหาเสียงได้ สถานีจะต้องมีแจ้งเปลี่ยนแปลงเวลาไปยังเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งโดยเร็ว

นอกจากนี้ ที่ประชุมกำหนดข้อห้ามรูปแบบออกอากาศตามมาตรฐานของสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ โดยห้ามพรรคการเมืองจัดทำโลโก้พรรคที่มุมจอโทรทัศน์ทั้ง 4 มุม นอกจากนี้ กกต.จะจัดส่งการเผยแพร่การเลือกตั้งสำหรับอากาศของพรรคการเมืองให้กับทางสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ผ่านทาง Google Drive หรือทางกลุ่มไลน์ และให้ดำเนินการกำหนดเวลาออกอากาศแล้วแจ้งยืนยันเวลาออกอากาศมาให้กับ กกต.รับทราบภายในวันที่ 9 ม.ค.นี้

 “กรอบเวลาในการที่จะเผยแพร่นโยบายของพรรคการเมือง จะเป็นช่วง 10 วันก่อนการเลือกตั้ง โดยแบ่งเป็น 5 วันแรกเป็นนโยบายของแต่ละพรรคการเมืองที่จัดทำส่งมายัง กกต. ส่วนอีก 5 วันหลังเป็นการดีเบตประชันนโยบาย ซึ่งสำนักงาน กกต. เป็นผู้จัดในช่วงปลายเดือน ม.ค.-ก.พ.” นายแสวงกล่าว

นายเกรียงไกร พานดอกไม้ รองเลขาธิการ กกต. เสริมว่า กกต.จะจัดเวทีประชันนโยบายหรือจัดเวทีดีเบต เพื่อนำไปเผยแพร่ยังสถานีวิทยุและโทรทัศน์ ส่วนเวทีการแสดงความคิดเห็นการออกเสียงประชามติ กกต.ขอความร่วมมือจัดเวทีแสดงความคิดเห็น โดยเปิดโอกาสให้กับฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยมาแสดงวิสัยทัศน์ ควบคู่กับการรณรงค์ให้ความรู้ โดยจัดสรรเวลาที่เหมาะสมเท่าเทียม ซึ่งการออกเสียงประชามติ สำนักงาน กกต.จังหวัดมีแผนที่จะจัดเวทีดีเบต โดยให้วางกรอบผู้ที่จะพูดคุย ทั้งฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยเวทีดังกล่าว กกต.พร้อมให้คำแนะนำในการเชิญผู้มีแสดงวิสัยทัศน์ โดยหากจัดเวทีดีเบตออกเสียงประชามติ สามารถแจ้ง กกต.จังหวัดได้เลย 

ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 2.4 ล.

นายแสวงกล่าวถึงการเปิดศูนย์บริหารการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-War Room) ว่า ระบบนี้ กกต.ใช้ตั้งแต่การเลือกตั้ง สส.เมื่อปี 2566 สามารถสั่งลบข้อความได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งเบื้องต้นหากตรวจสอบพบเจอจะมีการสั่งลบ แก้ไข เปลี่ยนแปลง และที่ผ่านมาเราลบได้ แต่ตามบุคคลไม่ได้ เพราะมีการตั้ง IP ที่ต่างประเทศ ซึ่งเราต้องร่วมมือกับทางเฟซบุ๊ก ไลน์ ติ๊กต๊อก และแพลตฟอร์มอื่นๆ ทางโซเชียล รวมถึงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อที่จะสามารถตามเรื่องพวกนี้ได้ เพราะผิดกฎหมายอาญา หาก IP อยู่ในเมืองไทยตามได้แน่นอน แต่ส่วนใหญ่ IP จะอยู่ต่างประเทศเราไม่สามารถตามตัวมาได้ เพื่อช่วยให้เกิดบรรยากาศการแข่งขันที่เป็นธรรม

เลขาธิการ กกต.กล่าวว่า ในส่วนการตรวจสอบนโยบายของพรรคการเมืองซึ่งเป็นนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงิน ขณะนี้ 8 หน่วยงานได้มีการส่งตัวแทนมาครบแล้ว และจะมีการประชุมในวันที่ 13 ม.ค.นี้ ผู้แทนซึ่งเป็นผู้แทนจากภาครัฐ เอกชน มีความเชี่ยวชาญในเรื่องเศรษฐกิจสังคม เงินงบประมาณ และนโยบายสาธารณะ คิดว่าเมื่อทำงานแล้วน่าจะเป็นผลดีที่จะทำให้ประชาชนมีข้อมูลก่อนตัดสินใจลงคะแนนและพรรคการเมืองก็ได้ทยอยส่งนโยบายมาที่ กกต.แล้ว

ถามว่า หากมีสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาอีกครั้ง จะมีผลกระทบต่อการเลือกตั้งหรือไม่ เลขาฯ กกต.กล่าวว่า เรายังยืนยันมีการบริหารจัดการ จะเป็นอะไรก็จะต้องเลือกวันที่ 8 ก.พ. และเท่าที่ได้รับรายงานจาก ผอ.กกต.ประจำจังหวัด ที่จะมีการเลือกตั้ง อบต.ในวันที่ 11 ม.ค.นี้ คนในพื้นที่ไม่ได้กระทบอะไร มีการคืนพื้นที่ให้ประชาชนกลับเข้าไปยังอยู่ในเขตเลือกตั้งแล้ว

ซักถึงเรื่องงบประมาณการจัดเลือกตั้งและทำประชามติพรรคการเมือง นายแสวงกล่าวว่า เรื่องนี้เชื่อว่าพรรครู้ดีและต้องระวังตัวเอง ตนเชื่อว่าดูได้ง่ายว่ากำลังหาเสียงก็คือการหาคะแนนนิยม เหมือนการบอกนโยบายที่จะแก้รัฐธรรมนูญ เราก็บอกนโยบายว่าอยากมีรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งเราพูดได้ แต่ถ้าไปรณรงค์ให้เห็นชอบหรือไม่เห็นนั้น มีข้อกังวลว่าเมื่อผู้สมัครไปขึ้นเวทีของสื่อมวลชนและผู้ดำเนินรายการ อาจมีการถามทั้งนโยบายและประชามติ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ต้องพิจารณาให้ดี

ทั้งนี้ กกต.สรุปยอดจำนวนผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง 17 วัน ระหว่างวันที่ 20 ธ.ค.2568-วันที่ 5 ม.ค.2559 รวมจำนวน 2,410,425 คน โดยมีผู้ขอลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้ง 8,247 คน มีผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้ง จำนวน 2,262,643 คน ผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรจำนวน 139,535 คน

ด้าน ว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผอ.กกต.กทม. กล่าวถึงกรณีมีผู้ร้องนายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ อดีตผู้สมัคร สส.เขต 33 กทม. พรรคประชาชน (ปชน.) ลาออกจากสมาชิกพรรค ปชน. อาจจะยังไม่สมบูรณ์ว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ กกต.กทม.กำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงตามข้อร้องเรียนว่า กระบวนการลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค ปชน.ของนายบุญฤทธิ์ถูกต้องสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ 

ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท. หารือร่วมกับแกนนำพรรคในกลุ่มต่างๆ เพื่อประเมินกระแสนิยมในพื้นที่ของพรรค รวมถึงพรรคคู่แข่งในแต่ละพื้นที่ โดยมีแกนนำกลุ่มเข้าร่วมหารืออย่างพร้อมเพรียง

นายอนุทินกล่าวถึงผลการหารือว่า เท่าที่ลงพื้นที่ก่อนหน้านี้ ประชาชนให้ความเมตตา อาจจะเพราะตนมาดำรงตำแหน่งนายกฯ คนเลยคุ้นหน้าคุ้นตามากขึ้น บางทีเราไปเดินขอเสียงกลายเป็นส่วนใหญ่ประชาชนให้กำลังใจ เดินไปยังไม่ทันพูดเลยให้เลือกเบอร์ 37 แต่ประชาชนก็บอกว่าเชียร์นะเรื่องกัมพูชาสู้ๆ  ทำเพื่อชาติ กลายเป็นเราได้กำลังใจ

ถามถึงรูปแบบการหาเสียงจะจัดเวทีใหญ่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ให้เป็นไปแบบออร์แกนิก อย่าไปจัดตั้งอะไร ให้เป็นไปแบบธรรมชาติ ตนเป็นคนไม่มีพิธีรีตอง ตนเกลียดพิธีรีตองไม่ค่อยถนัด เวลาไปลงพื้นที่เจอประชาชนถ่ายภาพเป็นชั่วโมง ไม่ต้องพูดให้เลือกพรรค ภท. แต่ส่วนใหญ่ถ่ายภาพเสร็จเขาก็ให้กำลังใจ ส่วนการช่วยหาเสียงในพื้นที่ กทม. หากมีโอกาสก็จะไป

นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรค ภท. กล่าวว่า ที่ประชุมประเมินสถานการณ์การเลือกตั้งในแต่ละพื้นที่ โดยครั้งนี้ถือว่าดีที่สุดตั้งแต่ได้ประเมินมา แต่จะดีเท่าไหร่รอดูประชาชน​ เพราะประเมินเองยังไม่ดี

ถามว่า กระแสที่บอกว่าเคยติดลบแต่กลับมาดี ได้ประเมินจำนวน สส.บัญชีรายชื่อหรือไม่ นายไชยชนกกล่าวว่า ก่อนหน้านี้​ สส.บัญชีรายชื่อครั้งที่​ผ่านมาได้ 3 คน ครั้งนี้หวังว่าจะเกิน 15 เกิน 20 แต่สุดท้ายขึ้นอยู่กับประชาชน รอบนี้ไม่ใช่เรื่องการหาเสียงโดยนโยบายวาทกรรม แต่เป็นเรื่องของผลงานที่เราทำไว้

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำพรรค ภท. กำกับดูแลพื้นที่เลือกตั้งภาคใต้ กล่าวถึงกรณีกระแสพรรคในพื้นที่ภาคใต้ว่า ยังยืนยันเหมือนเดิมว่าคงได้ไม่น้อยกว่า 31 คน ที่จะผ่านการเลือกตั้งเข้ามา ซึ่งหากประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ช่วยกันเลือกพรรค ภท. เราก็จะเอาสิ่งต่างๆ เข้าไปทำงบประมาณเพื่อพัฒนา โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ

ถามถึงคะแนนนิยมของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป. เริ่มนำขึ้นมา นายพิพัฒน์กล่าวว่า ไม่กังวล เพราะพื้นฐานเดิมในภาคใต้เคยได้ สส. สูงสุดถึง 54 คน จาก 55 คน หรือประมาณกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ แม้บางช่วงคะแนนนิยมจะร่วงลดน้อยลง แต่เมื่อนายอภิสิทธิ์กลับมาเป็นหัวหน้าพรรค การที่คะแนนความนิยมของพรรค ปชป.จะกลับมาสูงขึ้นก็เป็นเรื่องปกติ

ด้านพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรค พปชร. แถลงหลังประชุมกรรมการบริหารพรรคว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค พปชร. ได้มีหนังสือลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเมื่อวันที่ 5 ม.ค. เมื่อหัวหน้าพรรคลาออก ส่งผลให้คณะกรรมการบริหารพรรคพ้นทั้งคณะตามข้อบังคับพรรค โดยที่ประชุมครั้งนี้มีมติแต่งตั้ง น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน ในฐานะเลขาธิการพรรค ดำรงตำแหน่งรักษาการหัวหน้าพรรค พปชร. โดยมีผลในวันนี้ทันที

“พล.อ.ประวิตรจะยังช่วยพรรคต่อไป  โดยจะมาเป็นประธานคณะที่ปรึกษาพรรค พปชร. ท่านจะเป็นลมใต้ปีกให้กับ น.ส.ตรีนุช ในการนำพาพรรคไปในทิศทางที่มั่นคง ยั่งยืน และแข็งแรง ไม่ต้องเป็นห่วงในเรื่องนี้ โดยจะมีประชุมใหญ่พรรคหลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้นแล้ว กำหนดไว้ประมาณวันที่ 7 มี.ค. เพื่อที่จะตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่” นายไพบูลย์กล่าว

 ถามว่า พล.อ.ประวิตรให้เหตุผลในการลาออกอย่างไรบ้าง นายไพบูลย์กล่าวว่า เป็นเรื่องของสุขภาพ ท่านสุขภาพไม่ดี ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้น ถ้าไปต่อจะมีปัญหามากขึ้น อายุท่านเยอะแล้ว 81 ปีแล้ว แต่ใจของ พล.อ.ประวิตรยังรักพรรคและเป็นห่วงพรรค  ดังนั้นการให้ น.ส.ตรีนุชขึ้นมารับตำแหน่งหัวหน้าพรรค มีความเหมาะสมทุกประการ

ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) แสดงความตกใจเมื่อรู้ว่า พล.อ.ประวิตรลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค พปชร. เมื่อถามถึงความรู้สึกนั้น ร.อ.ธรรมนัสทำท่าปาดที่ตา พร้อมยิ้มก่อนตอบว่า ตนเคารพนับถือเสมอ ตนไม่ได้อะไรกับท่าน ออกมาก็ไม่เคยมีการโจมตีใคร ตนจบโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.) ฆ่าน้อง ฟ้องนาย ขายเพื่อน ตนไม่เคยทำ

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวถึงกรณีถูกฝ่ายตรงข้ามโจมตีในการหาเสียงว่า “ใครไม่ทำผมก่อน ผมไม่ทำ แต่ถ้าใครทำผมก่อน ก็อย่างที่พี่น้องประชาชนเห็น ไม่ว่าพรรคไหนก็ตาม ถ้าเล่นกล้าธรรมมากสวนกลับ แล้วท่านจะหนาว มีแผลทุกพรรค”

พรรคเพื่อไทย (พท.) นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรค พท. พร้อมด้วยนายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รองหัวหน้าพรรคและผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ, นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และผู้สมัคร สส.สมุทรสาคร รวมถึงผู้สมัคร สส.สมุทรสงคราม ลงพื้นที่รับฟังปัญหาข้อกฎหมาย และข้อเสนอเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจประมงของไทย ที่สมาคมการประมงสมุทรสาคร อ.เมืองฯ จ.สมุทรสาคร

จากนั้นคณะ พท.เดินทางไปหาเสียงที่ตลาดมหาชัย โดยนายยศชนันให้สัมภาษณ์ถึงกรณีลงพื้นที่ชาวบ้านต่างเรียกชื่อยศชนะว่า เป็นนิมิตหมายที่ดี แต่จะเรียกอะไรก็แล้วแต่ ขอฝากเบอร์ 9 ไว้

พรรคประชาชน (ปชน.) นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ช่วยหาเสียงพรรค ปชน. เดินทางไปยังอำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อช่วยหาเสียง โดยนายธนาธรกล่าวว่า ขอให้ชาวอุบลราชธานีไว้วางใจพรรค ปชน. ให้โอกาสได้เข้าไปเป็นรัฐบาลเพื่อพัฒนาประเทศสักครั้ง ขอให้เชื่อมั่นในคนใหม่ที่จะเข้ามาบริหารบ้านเมือง เพราะหากยังคงไว้ใจคนเดิมๆ ให้บริหารประเทศต่อไป บางคนเป็นรัฐมนตรีมายาวนานหลายยุคหลายสมัย ไม่สามารถทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงพัฒนาไปได้มากกว่านี้

ส่วนนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. ลงพื้นที่หาเสียงที่จังหวัดระยอง โดยเริ่มต้นเยือนที่ชุมชนประแส ซึ่งเป็นย่านการค้าเก่าแก่ของจังหวัด เป็นศูนย์กลางการค้าทางน้ำของฝั่งตะวันออกที่สำคัญของไทย

พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป. และแคนดิเดตนายกฯ เดินทางลงพื้นที่ริเวณตลาดศรี ดินแดง ช่วย น.ส.ศิริภา อินทวิเชียร ผู้สมัครพรรค ปชป.หาเสียง โดยนายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ในวันอาทิตย์ที่ 11 ม.ค.นี้ พรรค ปชป.จะหาเสียงและพูดถึงนโยบายของพรรคคที่สวนเบญจสิริ และเวทีครั้งต่อไปใน กทม. ซึ่งจะเป็นเวทีปิด ณ ลานคนเมือง นอกจากนี้ พรรค ปชป.เตรียมจัดกิจกรรมออนทัวร์ทั่วไทย หายจน ที่ จ.ภูเก็ต ในวันที่ 11 ม.ค. โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป. จะไปช่วยผู้สมัครหาเสียงที่สวนศรีภูวนาถ ต.วิชิต อ.เมืองภูเก็ต

นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ปชป. ยอมรับว่า กระแสการตอบรับในตัวหัวหน้าพรรคและพรรค ปชป.ดีวันดีคืน  และขอให้ประชาชนมั่นใจว่านโยบายของพรรคสามารถทำได้จริง และตอบโจทย์ประชาชนในทุกกลุ่ม.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘น้ำเงิน’เช็กบิล‘ส้ม’ ปั่นเฟกนิวส์ผิดกม.เลือกตั้ง ‘ชวน’ปลุกคนใต้สั่งสอนภท.

“กกต.” ประกาศรายชื่อพรรคการเมืองสมัคร สส.บัญชีรายชื่อและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีแล้ว พร้อมเซ็นตั้ง 21 ขุนพล ตรวจสอบนโยบายหาเสียง มอบ "แสวง" เป็นประธาน “นายกฯ หนู”

ปปช.ยื้อคดีสินบน/โจ๊กไม่หนี

“ไตรรงค์” แจงชัดสอบ “ภาคภูมิ” ฐานะผู้กล่าวหา ไม่ได้ละเว้นปฏิบัติ เตรียมงัดคลิปสู้ข้อหาอุ้มหาย ย้ำปฏิบัติตาม กม.ทุกขั้นตอน “ทนายบิ๊กโจ๊ก” บุก ป.ป.ช.

ศก.ปีนี้โตแผ่ว คาดจีดีพี1.5% ต่าสุดรอบ30ปี

"เอกนิติ" มั่นใจมาตรการ "คนละครึ่งพลัส-เที่ยวดีมีคืน-เติมเงินบัตรคนจน-เร่งรัดเบิกจ่าย" ช่วยบูมเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/68 โตทะลุ 1% ดันภาพรวมทั้งปีบวกเพิ่มอีก 0.2%

ไทยทำสมุดปกขาวแจงโลก

ประจานโลก เขมรละเมิดข้อตกลงหยุดยิง หลังปล่อยกระสุนปืน ค.ว่อนข้ามฝั่ง ขีดเส้นต้องมี “คำชี้แจง-ขอโทษ” ขึงพืดเล่ห์เขมรสายตาชาวโลก ลุยทำสมุดปกขาวเผยแพร่ข้อเท็จจริง