
"เอกนิติ" มั่นใจมาตรการ "คนละครึ่งพลัส-เที่ยวดีมีคืน-เติมเงินบัตรคนจน-เร่งรัดเบิกจ่าย" ช่วยบูมเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/68 โตทะลุ 1% ดันภาพรวมทั้งปีบวกเพิ่มอีก 0.2% "แบงก์ชาติ" เร่งประเมินผลกระทบสหรัฐ-เวเนซุเอลา ชี้ช็อกโลก คาด ศก.ปีหน้าโตแผ่วที่ 1.5% จับตามาตรการภาษีทรัมป์-งบ 70 ดีเลย์ ขณะที่ "กกร." ห่วงจีดีพีต่ำกว่า 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี และต่ำสุดในภูมิภาค
เมื่อวันที่ 7 มกราคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ได้มีการประเมินผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อาทิ โครงการคนละครึ่งพลัส, โครงการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, โครงการเที่ยวดีมีคืน และโครงการเร่งรัดการเบิกจ่ายของส่วนราชการ มีส่วนสำคัญในการช่วยประคองเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในไตรมาส 4/2568 ไม่ให้ติดหล่ม โดยคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้สูงกว่า 1% อย่างแน่นอน จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้เพียง 0.3% เท่านั้น
ทั้งนี้ ได้หารือกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เห็นสอดคล้องกันว่า โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลได้เร่งผลักดันออกมาในช่วง 2 เดือนกว่านั้น มีผลต่อเศรษฐกิจอย่างชัดเจน เนื่องจากการออกแบบมาตรการที่มีการศึกษามาอย่างดี โดยเน้นการกระจายตัว ไม่ให้มีการกระจุกตัว ซึ่งสะท้อนจากโครงการเที่ยวดีมีคืน ที่เน้นการท่องเที่ยวในเมืองรองสามารถใช้สิทธิ์หักลดหย่อนภาษีได้มากกว่า เช่นเดียวกับโครงการคนละครึ่งพลัส ที่พบว่ามีสัดส่วนการใช้จ่ายผ่านสิทธิ์ในพื้นที่กรุงเทพฯ อยู่ที่ราว 15-16% ส่วนที่เหลือ 85% อยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัดเป็นหลัก เป็นต้น ขณะที่โครงการเร่งรัดการเบิกจ่าย ในไตรมาส 4 ปีงบประมาณ 2568 พบว่าสามารถเบิกจ่ายได้สูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อนถึง 5%
“มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้มีการผลักดันออกมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านแนวนโยบาย Quick Big Win 5 เสาหลัก 1 ฐานรากนั้น เชื่อว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นจากหล่ม พ้นจากการเป็นรถยนต์ที่ติดหล่มอย่างแน่นอน เพราะโครงการเหล่านี้มันกระตุ้นเศรษฐกิจได้ชัดเจนกว่าอย่างอื่น เช่น ถ้าให้เงินไป เราก็ไม่รู้ว่าเขาจะเอาไปใช้เท่าไหร่ เก็บเท่าไหร่ คืนหนี้เท่าไหร่ แต่มาตรการตรงนี้ที่ทำสุดท้ายแล้วประชาชนได้เอาไปใช้ในชีวิตจริง ไม่มีการรั่วไหลและวัดเป็นเม็ดเงินได้ ทุกอย่างชัดเจนทั้งหมด ดังนั้นผลในการฟื้นเศรษฐกิจจึงมากกว่าปกติ โดยเบื้องต้นคาดว่ามาตรการเหล่านี้จะมีส่วนช่วยให้ตัวเลขเศรษฐกิจในปี 2568 โตเพิ่มอย่างน้อย 0.2% เป็นขั้นต่ำ ส่วนตัวเลขที่ชัดเจนต้องรอสภาพัฒน์ประกาศในเดือน ก.พ.2569” นายเอกนิติระบุ
วันเดียวกัน นายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงกรณีสหรัฐอเมริกาเปิดปฏิบัติการทางทหารกับเวเนซุเอลาว่า สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็นช็อกโลกครั้งที่ 2 จากสหรัฐ โดยช็อกแรกเกิดขึ้นเมื่อต้นปีก่อนในเรื่องของการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้า ส่วนต้นปีนี้เป็นช็อกเรื่องปฏิบัติการทางด้านทหาร และคาดว่าปีหน้าอาจจะมีช็อกที่ 3 ที่จะเขย่าการเงินโลกหลังจากจะมีการเปลี่ยนตัวประธานธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้ง 3 ส่วนนี้ การค้า การทหาร และการเงินโลก สหรัฐมีบทบาทสำคัญในทุกมิติ
"ผลกระทบจากเวเนซุเอลา ตอนนี้เรื่องเศรษฐกิจอาจเป็นเรื่องรอง แต่เรื่องหลักคือ ผลกระทบต่อภูมิรัฐศาสตร์ และต่อเนื่องมายังเศรษฐกิจ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังไม่มีมุมมองเรื่องนี้ แต่กำลังประเมินผลกระทบการเปิดฉากทางการทหาร จะส่งผลอย่างไรต่อปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ แน่นอนว่าความไม่แน่นอนจะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งที่จะเห็นผลชัดเจนอย่างแรกคือ การลงทุนที่จะชะลอตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องติดตาม" นายปิติระบุ
นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. สายนโยบายการเงิน กล่าวว่า ธปท.ประเมินว่า ปี 2569 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้เพียง 1.5% ชะลอลงจาก 2.2% ในปี 2568 จากนั้นในปี 2570 อาจขยายตัวเร่งขึ้นมาที่ 2.3% ดังนั้น ปีนี้และปีหน้าเศรษฐกิจมีความเสี่ยงเป็นไปทางต่ำ โดยมีประเด็นที่ต้องติดตาม ได้แก่ 1.มาตรการทางภาษีของสหรัฐที่อาจจะมีออกมาเพิ่มเติม 2.ความล่าช้าของกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2570 และ 3.การปรับตัวของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่ยังเผชิญกับปัญหาการแข่งขันสูงและการเข้าถึงสินเชื่อ
น.ส.ปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. กล่าวว่า ธปท.ประเมินว่าในช่วงครึ่งหลังของปี 68 เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 1.3% ชะลอตัวลงจากช่วงครึ่งปีแรกที่ขยายตัวได้ถึง 3.0% ทำให้คาดว่าทั้งปีที่แล้วจะขยายตัวราว 2.2% ส่วนภาพในระยะข้างหน้านั้น ปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันสูงจะเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันเศรษฐกิจให้มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง และขยายตัวได้ต่ำกว่าศักยภาพ โดยในปี 2569 ธปท.มองว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวชะลอลงจากการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัวตามรายได้จากการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ โดยคาดว่าปี 2569 การส่งออกจะขยายตัวได้เพียง 0.6% ต้องจับตาผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า เพราะจะกระทบกับผู้ส่งออกที่เป็นเอสเอ็มอีที่มีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนค่อนข้างต่ำ ตลอดจนกระทบกับสินค้าที่มีการแข่งขันสูงในด้านราคา และสินค้าในกลุ่มที่มีอัตรากำไรต่ำ เช่น สินค้าเกษตร และอาหารแปรรูป รวมไปถึงความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าโลก
ขณะที่่ นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยภายหลังการประชุม กกร.ว่า ที่ประชุมประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มโตต่ำกว่า 2% เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี หากไม่รวมช่วงวิกฤต ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน และคาดว่าไทยจะโตต่ำสุดในภูมิภาค
ทั้งนี้ เนื่องจากความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิม ด้วยขนาดเศรษฐกิจนอกระบบที่ใหญ่ และหนี้ครัวเรือนสูง ขาดความสามารถทางการแข่งขันในโลกใหม่ ข้อจำกัดทางงบประมาณทางการคลัง และความท้าทายของภาครัฐที่มีกฎระเบียบจำนวนมาก ข้อมูลขาดความเชื่อมโยง กอปรกับผลกระทบจากภัยพิบัติในปีก่อนหน้า ค่าเงินบาทแข็งค่า อาชญากรรมทางไซเบอร์ การเคลื่อนย้ายเงินทุนเทา และความเสี่ยงจากกระบวนการจัดทำงบประมาณที่ล่าช้า
นอกจากนี้ ที่ประชุมมีความกังวลต่อค่าเงินบาทที่แข็งค่า 8.2% ในปีที่ผ่านมา เป็นอันดับที่สองของภูมิภาค ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันการส่งออกเสมือนการที่ภาคธุรกิจโดนเรียกเก็บภาษี (tariff) เพิ่มเติม เป็นการเซาะกร่อนภาคธุรกิจโดยเฉพาะผู้ส่งออก อยากให้หน่วยงานการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องดูแลการเคลื่อนไหวของค่าเงินที่มีการแข็งค่าตามราคาทองคำ และบทบาทของการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยต่อค่าเงินบาท
นายพจน์กล่าวว่า ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 เพิ่มขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ สะท้อนผ่านเหตุการณ์สหรัฐเข้าแทรกแซงเวเนซุเอลา ซึ่งกระทบกับระบบเศรษฐกิจโลก ที่คาดว่าจะขยายตัวชะลอลงจากปีก่อน อีกทั้งผลจากมาตรการภาษีของสหรัฐจะเริ่มเห็นผลมากขึ้น
"กกร.มุ่งหวังให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้งสานต่อแนวทางในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ผ่านการผันเศรษฐกิจเข้าสู่ในระบบและแก้ไขปัญหาหนี้อย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อ พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ ลดอุปสรรคทางธุรกิจที่จะหนุนการลงทุนใหม่และสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกัน ยกระดับการต่อต้านคอร์รัปชัน สิ่งผิดกฎหมาย เพื่อสร้าง Trust & Confidence และลดต้นทุนแฝงในการประกอบธุรกิจ ตลอดจนอาศัยการร่วมมือกันตามแนวทาง “Reinvent Thailand” เพื่อปิดจุดอ่อนในการลดความท้าทายภายในประเทศ และเสริมจุดแข็งเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของไทย" ประธาน กกร.ระบุ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
คลังปรับจีดีพีใหม่ ดันไทยเป็นกลาง หาช่องดึงลงทุน
"คลัง" จับตาปมขัดแย้งสหรัฐ-เวเนซุเอลา หวั่นกระทบราคาน้ำมัน-บรรยากาศการค้าโลก
กกต.จี้ส่งนโยบายใช้เงิน พท.คึกปราศรัยใหญ่กทม.
"กกต." จับสลากลำดับพรรคการเมืองนำเสนอนโยบาย ขีดเส้นส่งแผนหาเสียงใช้เงินไม่เกิน 19 ม.ค.
จ่อรวบ10นักการเมืองสีเทา
เตรียมรวบ 10 ผู้สมัคร สส.-สส. พันเว็บพนัน-สแกมเมอร์ สกัดเงินสีเทาแทรกการเลือกตั้ง
‘ทรัมป์’ประหารUN ประกาศถอนตัวจาก66องค์กรอ้างขัดต่อผลประโยชน์สหรัฐ
"ทรัมป์" เขย่าโลกอีกครั้ง ประกาศนำสหรัฐถอนตัวจาก 66 องค์กรระหว่างประเทศ
เปิดคลิปมัดโจ๊ก เผยพยานเด็ด! จ่ายส่วยป.ป.ช.
"พล.ต.ท.ไตรรงค์" นำทีมเปิดคลิปโต้ รปภ.ส่วนตัวกรรมการ ป.ป.ช.

