กกต.จี้ส่งนโยบายใช้เงิน พท.คึกปราศรัยใหญ่กทม.

"กกต." จับสลากลำดับพรรคการเมืองนำเสนอนโยบาย ขีดเส้นส่งแผนหาเสียงใช้เงินไม่เกิน 19 ม.ค. ช้าปรับ 5 แสนบวกเพิ่มวันละหมื่น  "แสวง" แจงยังไม่รับรองผู้สมัคร 17 ราย แคนดิเดตนายกฯ 1 คน เหตุคุณสมบัติยังต้องตรวจ เผยยอดผู้มีสิทธิเลือกตั้งรอ มท.ส่งข้อมูล 13 ม.ค. "พท." คึก 3 แคนดิเดตนายกฯ ไหว้ศาลหลักเมือง  ก่อนเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งแรกใน กทม. “อิ๊งค์” เกาะเวทีให้กำลังใจ "ธนาธร" บุกถิ่น "เนวิน" ปลุกคนบุรีรัมย์เลือก ปชน.ได้ "เท้ง" นายกฯ ลั่นไม่มีอีกแล้วกาส้มได้หนู "อภิสิทธิ์" เยี่ยมโรงเรียนขยายโอกาสฟังปัญหาครูและนักเรียน

ที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการฯ วันที่ 8 มกราคม 2569 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นประธานการประชุม กกต. และพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง เพื่อชี้แจงแนวทางปฏิบัติในการสนับสนุนการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และการดำเนินการจัดเวทีประชันนโยบายบริหารประเทศสำหรับพรรคการเมือง โดยมีพรรคการเมืองร่วมจับสลากเพื่อได้ลำดับเวลาการเผยแพร่นโยบายประชันนโยบายจำนวน 60 พรรค

โดย กกต.จัดกลุ่มพรรคการเมืองที่ตอบรับประชันนโยบายบริหารประเทศ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม  คือกลุ่มที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งตั้งแต่ 300-400 เขตเลือกตั้ง มี 5 พรรคคือ พรรคประชาธิปัตย์และพรรคประชาชน ส่ง 400 เขต, พรรคเพื่อไทย ส่ง 397 เขต, พรรคภูมิใจไทย ส่ง 394 เขต และพรรคกล้าธรรม ส่ง 333 เขต, กลุ่ม 2 พรรคที่ส่งผู้สมัครตั้งแต่ 200-299 เขต มี  2 พรรค คือ พรรคเศรษฐกิจ ส่ง 263 คน และพรรครวมไทยสร้างชาติ ส่ง 249 คน,   กลุ่ม 3 คือพรรคที่ส่งผู้สมัครน้อยกว่า 200 เขตเลือกตั้ง มีทั้งหมด 42 พรรค

สำหรับการจัดสรรเวลาออกอากาศรวมระยะเวลา 10 วัน วันละ 60 นาที ตั้งแต่เวลา 05.00-01.00 น. แบ่งเป็นเวลาออกอากาศโฆษณาหาเสียงเลือกตั้ง 5 วัน ระหว่างวันที่ 26-31 ม.ค. และออกอากาศประชันนโยบาย 5 วัน ระหว่างวันที่ 2-6 ก.พ. ซึ่งการจัดสรรเวลาออกอากาศของแต่ละสถานี ไม่จำเป็นต้องออกอากาศในเวลาเดียวกัน  แต่ให้อยู่ในห้วงเวลาที่กำหนด

นายอภิวัฒน์ เริงทรัพย์ ผอ.สำนักกิจการพรรคการเมือง แจ้งกรณีที่พรรคต่างๆ จะต้องส่งนโยบายของพรรคที่ต้องแจ้งต่อ กกต.ว่า นโยบายที่ต้องส่งให้กับ กกต.เป็นนโยบายเฉพาะที่ต้องมีการใช้จ่ายเงินเท่านั้น ส่วนที่ไม่ได้มีการใช้จ่ายเงินไม่ต้องส่งมา โดยขอให้รีบส่งมาเพื่อจะได้มีเวลาในการแก้ไข หากส่งนโยบายมาให้ กกต.ไม่ทันวันที่ 19 ม.ค.นี้ จะต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5 แสนบาท และปรับวันละ 1 หมื่น จนกว่าจะมีการส่งข้อมูล

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการทำไพรมารีโหวตที่พรรคการเมืองต้องส่งข้อมูลมาให้ กกต. ซึ่งล่าสุดขณะนี้ทราบว่ามีทั้งหมด 60 พรรคการเมือง โดยกรณีนี้ไม่มีเดดไลน์ แต่ขอให้รีบส่ง เพราะตอนนี้มีพรรคการเมืองส่งมาให้น้อยมาก

นายแสวงให้สัมภาษณ์ถึงการประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต แบบบัญชีรายชื่อ รวมถึงแคนดิเดตนายกฯ ว่า ขณะนี้ กกต.ไม่ได้ประกาศรายชื่อผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตจำนวน 16 คน ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ 1 คน และแคนดิเดตนายกฯ อีก 1 คน 

"ผู้ที่ไม่ได้รับการประกาศรายชื่อ อยู่ระหว่างการตรวจสอบสาเหตุ โดยผู้ที่ไม่ได้รับการประกาศรายชื่อยังสามารถยื่นคำร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้ ตามขั้นตอนของกฎหมาย ส่วนรายชื่อผู้สมัครที่ กกต.ประกาศแล้ว หากประชาชนพบเห็นว่าผู้สมัครรายใดอาจขาดคุณสมบัติ ก็สามารถยื่นคำร้องคัดค้านต่อ กกต.ได้ภายในระยะเวลา 7 วัน นับจากวันที่ประกาศรายชื่อ" นายแสวงกล่าว

13 ม.ค.รู้ยอดผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

เลขาฯ กกต.กล่าวว่า ในส่วนจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. กกต.ยังไม่ได้รับรายงานตัวเลขอย่างเป็นทางการจากกระทรวงมหาดไทย เนื่องจากอยู่ระหว่างการประมวลและรวบรวมข้อมูลรายชื่อประชาชน เพราะเพิ่งเสร็จสิ้นการลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าและการลงทะเบียนประชามตินอกเขตเมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา ขั้นตอนต่อจากนี้จะต้องมีการสำรวจรายชื่อประชาชนในทะเบียนบ้าน ก่อนจัดพิมพ์บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อนำไปติดประกาศ ณ หน่วยเลือกตั้งให้ประชาชนตรวจสอบอีกครั้ง ว่ามีรายชื่อตกหล่นหรือมีการเพิ่มชื่อเข้ามาหรือไม่ โดยคาดว่ากระทรวงมหาดไทยจะสามารถส่งข้อมูลรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมดให้ กกต.ได้ในวันที่ 13 ม.ค.

ถามถึงการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองจำนวน 21 ราย มีอำนาจชี้ขาดนโยบายใดทำได้หรือทำไม่ได้หรือไม่ เลขาธิการ กกต.กล่าวว่า การกำหนดนโยบายถือเป็นสิทธิของพรรคการเมืองที่มีเจตนาจะพัฒนาประเทศ โดยกฎหมายได้ออกแบบกรอบไว้ค่อนข้างยืดหยุ่น ให้พรรคการเมืองต้องจัดทำนโยบายให้ครบถ้วนอย่างน้อย 4 ประเด็น อาทิ แหล่งที่มาของเงิน งบประมาณ ผลดีและผลเสียของนโยบาย โดยคณะกรรมการชุดดังกล่าวไม่มีอำนาจสั่งให้พรรคการเมืองยุติการเสนอนโยบายได้  มีเพียงหน้าที่ให้ข้อสังเกตและข้อมูลแก่ประชาชน เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกตั้งเท่านั้น

ซักถึงการปราศรัยของพรรคเพื่อไทยที่มีการใช้ถ้อยคำไม่สุภาพ มีการพูดพาดพิงผู้สมัครพรรคการเมืองอื่น นายแสวงกล่าวว่า ตามกฎหมายระบุหากมีการใส่ร้าย พูดด้วยข้อความอันเป็นเท็จให้เกิดความเสียหาย หากพูดตามภาษาชาวบ้านคือคำด่า แต่จะเข้าข่ายเป็นการใส่ร้ายหรือไม่ต้องไปดูบริบทด้วย

ถามว่า คำพูดอย่าง "อีควาย" และ "อีน้ำแข็งเน่า" เข้าข่ายเป็นคำพูดหยาบคายหรือไม่ นายแสวงกล่าวว่า ไม่แน่ใจ เพราะยังไม่ได้เห็นถ้อยคำ ซึ่งจริงๆ คำพูดเช่นนี้วิญญูชนเห็นก็คงรู้ว่าเป็นคำหยาบคาย ส่วนจะผิดกฎหมายหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งจะต้องนำมาพิจารณา

เมื่อถามว่า กรณีแฟนคลับพรรคการเมืองหนึ่งมีการตัดต่อชื่อแคนดิเดตนายกฯ พรรคหนึ่งไปใส่หมายเลขของอีกพรรคหนึ่ง เข้าข่ายมีความผิดหรือไม่ นายแสวงกล่าวว่า ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง ซึ่งกฎหมายมีมาตราเดียวที่ดูแลในเรื่องนี้คือการใส่ร้าย โดยต้องดูข้อเท็จจริงก่อน ใครเป็นคนทำ อาจจะมีทั้งผู้สมัครหรือผู้สนับสนุน หรือผู้ใด ต้องมาดูข้อกฎหมายว่าการทำนั้นเข้าองค์ประกอบความผิดกฎหมายหรือไม่

ถามถึงกรณีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 4 พรรคพลังประชารัฐ ร้อง กกต.ตรวจสอบนายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกฯ  พรรครักชาติ และนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรค ที่เต้นหาเสียงบริเวณสยามสแควร์ เข้าข่ายทำการโฆษณาหาเสียงด้วยการจัดให้มีมหรสพหรือการรื่นเริง ได้ตรวจสอบหรือไม่ นายแสวงกล่าวว่า เรื่องนี้มี 2 อย่าง ทั้งเรื่องมหรสพ ซึ่งจะดูง่ายกว่า กับคำว่ารื่นเริง ซึ่งหมายความว่าทำให้สนุกสนาน แค่มีเรื่องของดนตรีเข้ามา ทั้งนี้ มีคำพิพากษาหรือมติที่ กกต.เคยวินิจฉัยไว้ อย่างผู้สมัครรับเลือกตั้ง เดิมเป็นศิลปินอยู่แล้ว ก็สามารถร้องเพลงโดยไม่มีดนตรีได้ เหมือนเป็นการโฆษณาตัวเอง อย่างนี้ทำได้ อย่าทำให้เป็นลักษณะงานรื่นเริง คือมีดนตรีประกอบ อย่างไรก็ตาม ตนยังไม่เห็นรายละเอียดที่มีการร้องเรียนเรื่องนี้เข้ามา

ถามต่อถึงป้ายข้อความปริศนาในพื้นที่ จ.พิษณุโลก เลขาธิการ กกต.กล่าวว่า รู้ตัวบริษัทรับผลิตป้ายปริศนาแล้ว กำลังสอบเพิ่มคนจ้างวาน รวมทั้งต้องดูข้อความเข้าข่ายใส่ร้ายหรือไม่

พท.ยกทีมไหว้ศาลหลักเมือง

วันเดียวกัน บรรยากาศการหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ นั้น พรรคเพื่อไทย (พท.) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค พท. และแคนดิเดตนายกฯ ลงพื้นที่ช่วยผู้สมัคร สส.กทม. หาเสียงบริเวณตลาดสดฝั่งโขงดอนเมือง และตลาดเคหะท่าทราย ช่วงหนึ่งนายจุลพันธ์ได้แวะร้านขนมครก ก่อนโชว์ลีลาการแคะขนมครก

นายจุลพันธ์กล่าวว่า พรรคนำเสนอชื่อนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ เพราะเป็นคนเก่ง เป็นนักวิชาการ นักวิจัย โดยจะเอาวิทยาศาสตร์เข้ามาพัฒนาประเทศชาติ และที่สำคัญนายยศชนันไม่เคยอยู่ในความขัดแย้ง ไม่เคยทะเลาะกับใคร ยึดเอาเรื่องประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก

ถามถึงกรณี สก.พรรค พท.ซึ่งเป็นผู้ช่วยหาเสียงขึ้นเวทีปราศรัยโจมตีผู้สมัคร สส.พรรคคู่แข่งในพื้นที่ กทม. นายจุลพันธ์ว่า เรื่องนี้ตนไม่ทราบ  แต่กระบวนการเลือกตั้ง การเถียงกันไปมาเป็นเรื่องปกติ แต่ยืนยันว่าพรรคเน้นในเรื่องการเอานโยบาย และแนวคิดของแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคในการแก้ไขปัญหาประเทศ

ส่วนนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ  พรรค พท. พร้อมคณะ เดินทางเข้าเยี่ยมชมศูนย์ปฏิบัติการ ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 (ดินแดง) เพื่อศึกษาและแลกเปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการเมืองหลวงในมิติต่างๆ โดยมีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ให้การต้อนรับอย่างเป็นกันเอง

จากนั้นนายยศชนันเดินทางไปที่ศาลหลักเมือง สมทบกับนายจุลพันธ์และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกฯ พรรค พท. เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ ศาลหลักเมือง เพื่อความเป็นสิริมงคล  ก่อนที่จะขึ้นปราศรัยใหญ่ครั้งแรกของพรรคเพื่อไทยที่ลานคนเมือง กทม.

ต่อมาเวลา 17.00 น. พรรค พท.เปิดปราศรัยใหญ่ครั้งแรกในพื้นที่ กทม. นำโดย 3 แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค รวมทั้งมีผู้สมัคร สส.ทั้ง 33 เขตของ กทม.ร่วมเวที รวมถึงแกนนำพรรค อาทิ นายภูมิธรรม เวชยชัย, นายสมศักดิ์ เทพสุทิน, นายชูศักดิ์ ศิรินิล นอกจากนี้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร  อดีตนายกฯ ในฐานะหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ได้เดินทางมาให้กำลังใจ มีประชาชนเข้ามาขอถ่ายภาพเป็นที่ระลึกจำนวนมาก โดย น.ส.แพทองธาร กล่าวสั้นๆ ว่า “วันนี้มาให้กำลังใจ”

พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค รทสช. และแคนดิเดตนายกฯ แถลงเปิดยุทธศาสตร์และแสดงจุดยืนนโยบายพิฆาตคนชั่วให้มีคุกกลางทะเล เพิ่มโทษสูงสุดกระบวนการค้ายาเสพติด สแกมเมอร์ และปราบปรามการทุจริต โดยหลังแถลงข่าวนายพีระพันธุ์ได้ทำสัญลักษณ์ด้วยการจับมีด “ประหารหัวพยัคฆ์” ด้วย

นายพีระพันธุ์ให้สัมภาษณ์ถึงจุดยืนของพรรคจะจับมือกับพรรคไหนหรือไม่ว่า เราพร้อมทำงานร่วมกับ 1.พรรคที่มีนโยบายชัดเจนในการจัดการเรื่องปัญหาไทย-กัมพูชา 2.ต้องชัดเจนในเรื่องจัดการพวกกังฉินทั้งหลาย คนชั่วของแผ่นดิน และ 3.ต้องไม่มีอะไรที่จะกระทบต่อสถาบันหลักของชาติ ทั้ง 3 เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราต้องพิจารณาในการที่จะทำงานร่วมกับใคร แต่เมื่อทำงานไปแล้วมีสถานการณ์อื่นเกิดขึ้น ก็ถือเป็นเรื่องอนาคต การร่วมรัฐบาลเราต้องรู้ว่าแนวทางการทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองไปด้วยกันได้หรือไม่

พรรคโอกาสใหม่ นายเสกสกล หรือสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้สมัคร สส.เขตเลือกตั้งที่ 10 จังหวัดนครราชสีมา หมายเลข 5 พรรคโอกาสใหม่ ลงพื้นที่หาเสียงใน อ.เฉลิมพระเกียรติ, อ.ครบุรี, อ.เสิงสาง และ อ.โชคชัย โดยนายเสกสกลกล่าวว่า ได้รับทราบจากประชาชนว่ามีผู้สมัครบางคนเตรียมใช้เงินซื้อเสียงจากชาวบ้านในเบื้องต้นแล้วหัวละ 1,000 บาท ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่อันตรายต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างยิ่ง เพราะถ้าผู้สมัคร สส.ลงทุนใช้เงินซื้อเสียงมหาศาลแบบนี้ ถ้าประชาชนเลือกเข้าไปเป็นผู้แทนฯ ก็จะเข้าไปถอนทุนคืนอย่างแน่นอน จึงฝากให้พี่น้องประชาชนในเขต 10 คิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบก่อนจะเลือก

ทอนบุกถิ่นเน ชี้ไม่มีกาส้มได้หนู

พรรคประชาชน (ปชน.) นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรค ปชน. พร้อมคณะ เดินทางลงพื้นที่ตลาดสดเทศบาลเมืองนางรอง อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ เพื่อช่วยหาเสียงให้ผู้สมัคร สส.บุรีรัมย์ เขต 8 พรรค ปชน. โดยมีประชาชนเข้ามาให้กำลังใจและขอถ่ายรูป

นายธนาธรปราศรัยตอนหนึ่งว่า การเลือกตั้งครั้งที่แล้วหลายคนเสียใจมาก กาแล้วนายพิธาไม่ได้เป็นนายกฯ และพรรคก้าวไกลไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล การเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.2569 จะเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 15 ปี ที่เสียงของประชาชนจะนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลได้จริง

"หลายคนถามว่าธนาธรเข้าใจแล้ว เรื่องไม่มี สว. แต่จะกาพรรคประชาชนก็กลัว เพราะกลัวกาส้มได้หนู กลัวกาส้มแล้วพรรคประชาชนจะไปโหวตให้พรรคภูมิใจไทยอีก มีคนถาม เคยได้ยินเลือกพรรคประชาชน แล้วเดี๋ยวจะไปให้พรรคภูมิใจไทย ตั้งรัฐบาลอีก ยืนยันไม่มีอีกแล้ว ฟังกันให้ชัด การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มีอีกแล้วที่พรรคประชาชนจะโหวตคุณอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าเลือกพรรคประชาชนจะได้คุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน" นายธนาธรระบุ

จากนั้นนายธนาธรขึ้นรถปราศรัยตามตลาดสดในเขตเทศบาลเมืองนางรอง และไปเขตเทศบาลนครบุรีรัมย์ อ.เมืองฯ โดยได้ปราศรัยบนรถขยายเสียงที่บริเวณหอนาฬิกา หลังสถานีรถไฟบุรีรัมย์

พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป. และแคนดิเดตนายกฯ ลงพื้นที่เยี่ยมสถานศึกษา มุ่งเน้นไปที่โรงเรียนขยายโอกาส เพื่อติดตามผลสัมฤทธิ์ของนโยบายด้านการศึกษาที่เคยผลักดันไว้ และรับฟังปัญหาใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ตั้งใจมาดูว่านโยบายที่เคยทำไว้ เช่น นโยบายเรียนฟรี ปัจจุบันติดขัดตรงไหน เพราะยังพบว่าในทางปฏิบัติยังมีปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อผู้ปกครองและนักเรียนอยู่ รวมทั้งนโยบายคืนครูให้นักเรียน (ลดภาระงานธุรการของครู) ที่พบว่าในปัจจุบันงบประมาณส่วนนี้ลดน้อยถอยลงไปมาก ส่งผลให้ครูอาจไม่ได้ทำหน้าที่สอนอย่างเต็มที่ และปัญหาเรื่องการเข้าถึงเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเรียนต่อของเด็กไทย

ส่วนนายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรค ปชป. ดูแลพื้นที่ภาคใต้ พร้อมด้วย น.ส.ดวงฤทัย บัวแก้ว ผู้สมัคร สส.ตรัง เขต 2 เดินขอคะแนนเสียงสนับสนุนจากพี่น้องประชาชนชุมชนย่านถนนเพชรเกษม อ.ห้วยยอด จ.ตรัง พร้อมแจกบัตรแนะนำตัวหมายเลขผู้สมัครและหมายเลขพรรค ปชป.

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง และแกนนำพรรค ปชป. ลงพื้นที่รณรงค์หาเสียงให้กับนายสุนัย คงแก้ว ผู้สมัคร สส.พัทลุง เขต 3 พรรค ปชป. ที่ตลาดตะโหมด เขตเทศบาลตำบลตะโหมด  อ.ตะโหมด จ.พัทลุง  ตอนหนึ่งระบุว่า รู้สึกดีใจที่กระแสความนิยมของพรรค ปชป.และผู้สมัคร สส.พัทลุงทั้ง 3 เขตเลือกตั้ง จ.พัทลุง มาเป็นอันดับหนึ่ง  มั่นใจว่าหากการเลือกตั้งในครั้งนี้เป็นไปด้วยความสุจริตเที่ยงธรรม การทำหน้าที่ กกต.พัทลุงมีประสิทธิภาพ ก็จะทำให้ผู้สมัคร สส.ของพรรค ปชป.จะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'กกต.-ไปรษณีย์ไทย' พร้อม 100% ขนส่งบัตรเลือกตั้ง–ประชามติ

'กกต.-ไปรษณีย์ไทย' พร้อม 100% ขนส่งบัตรเลือกตั้ง–ประชามติ ทั้งในและนอกราชอาณาจักร 'กงสุล'คาดรับบัตรจากต่างประเทศ 5 ก.พ. ใช้เจ้าหน้าที่สถานทูตขนส่งตรงป้องตกค้าง

'แสวง' เร่งสอบไลน์หลุดพรรคซื้อสื่อ ขู่ไม่แจ้งค่าใช้จ่ายเลือกตั้งโดนถอนสิทธิ

'แสวง' ขอตรวจสอบไลน์หลุดพรรคซื้อสื่อ ลั่นแม้ไม่มีใบเสร็จ ต้องแจ้ง กกต. ถือเป็นค่าใช้จ่ายเลือกตั้ง ขู่รายงานเท็จโดนเพิกถอนสิทธิ