แฉก๊วนขายชาติ ปล่อย‘ผู้ต้องกัก’ จีนเทาหลบหนี

ศาลอาญาประทับฟ้อง "รังสิมันต์" อภิปรายหมิ่นฯ "เบน สมิธ" เป็นแก๊งสแกมเมอร์-คอลเซ็นเตอร์ ชี้คำอภิปรายมีลักษณะใส่ความโดยไม่ปรากฏหลักฐานและไม่ได้รับการพิสูจน์ความผิดแล้ว นัดสอบคำให้การ 23 ก.พ. "อัจฉริยะ" บุกยื่น "รมว.ยุติธรรม" แฉขบวนการขายชาติ ตำรวจ-ทนาย-ทุนจีน ร่วมสร้างหลักฐานเท็จปล่อยตัวผู้ต้องกัก สตม.สวนพลู หลบหนีกว่า 1 พันคน เสียหายมูลค่ากว่า 2 พันล้านบาท

ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก วันที่ 12 มกราคม ศาลมีคำสั่งประทับรับฟ้องในคดีที่นายเบน สมิธ (Benjamin Mauerberger) นักธุรกิจชาวต่างชาติ ยื่นฟ้องนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา พร้อมทั้งฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งเป็นจำนวนเงิน 100 ล้านบาท จากกรณีเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2568 นายรังสิมันต์อภิปรายในสภา กล่าวหานายเบนจามินว่าเป็นแก๊งสแกมเมอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ทำให้เกิดความเสียหายเสื่อมเสียชื่อเสียง

โดยคดีนี้ศาลมีคำสั่งนัดไต่สวนมูลฟ้องไปเมื่อวันที่ 24 พ.ย.ก่อนนัดฟังคำสั่งในวันนี้ ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า คำกล่าวอภิปรายและการกระทำของจำเลยตามฟ้อง มีลักษณะเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามโดยการโฆษณา ในประการที่น่าจะทำให้โจทก์นั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง แม้จำเลยกล่าวและโพสต์ข้อความ ภาพถ่าย และคลิปวิดีโอ ในขณะที่จำเลยปฏิบัติหน้าที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

แต่ถ้อยคำที่จำเลยกล่าวในที่ประชุมไปปรากฏนอกบริเวณรัฐสภา ผ่านทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ และการกล่าวถ้อยคำนั้นมีลักษณะเป็นความผิดทางอาญา และละเมิดสิทธิในทางแพ่งของบุคคลอื่น โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกย่อมมิใช่สมาชิกแห่งรัฐสภานั้น ไม่มีโอกาสชี้แจงอภิปรายโต้แย้ง จำเลยจึงไม่ได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560มาตรา 124 ส่วนที่จำเลยแถลงอีกว่าการกระทำของจำเลยได้รับยกเว้นความผิดหรือยกเว้นโทษจากความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 นั้น เห็นว่าการกระทำที่จะได้รับยกเว้นความผิดหรือยกเว้นโทษตามบทมาตราดังกล่าว จะต้องเป็นการแสดงความเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต แต่การอภิปรายของจำเลยเป็นการกล่าวในที่ประชุมรัฐสภา ในวาระของการแถลงนโยบายของรัฐบาล ซึ่งแม้จำเลยในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีสิทธิอภิปรายซักถามแนวทางการดำเนินการตามนโยบายและในเนื้อหาเกี่ยวกับนโยบายนั้นได้

แต่เมื่อการกระทำของจำเลยมีลักษณะเป็นการใส่ความโจทก์ โดยยังไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดและไม่ได้รับการพิสูจน์ความผิดในขณะนั้นว่าโจทก์เป็นตัวการร่วมกระทำผิดเป็นสแกมเมอร์ ร่วมฟอกเงินและประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย โดยไม่เกี่ยวข้องกับนโยบายของรัฐบาล ในชั้นนี้เห็นว่า คดีของโจทก์มีมูลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณาและนัดพร้อมสอบคำให้การในวันที่ 23 ก.พ.นี้ เวลา 09.00 น.

ที่กระทรวงยุติธรรม นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์  ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ยื่นหนังสือถึง พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เพื่อขอให้ตั้งคณะกรรมการหรือคณะทำงานขึ้นมาสืบสวนสอบสวน ในกรณีที่มีขบวนการเรียกรับสินบนในการปล่อยตัวผู้ต้องกักชาวจีนที่รอการส่งกลับประเทศจีน เพื่อไปดำเนินคดี พร้อมเปิดชื่อผู้ร่วมขบวนการ โดยนายอัจฉริยะกล่าวว่า วันนี้เดินทางมาเปิดเผยวงการตำรวจที่เกี่ยวข้องกับขบวนการขายชาติ ที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจสวนพลู สังกัดสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ซึ่งมีทนายโจร นายทุนจีน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยเรื่องดังกล่าวได้มีการสืบสวนสอบสวนและรวบรวมหลักฐานมาเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 3 เดือน จนกระทั่งมีผู้กำกับการ ตม.สวนพลูห้องกัก ได้เข้ามาสารภาพกับตนพร้อมกับนำหลักฐานมามอบให้

 นายอัจฉริยะระบุว่า เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 2567  ทาง สอท.สาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ได้แจ้งมาทาง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ หรือบิ๊กต่าย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2567 ว่ามีนาย Ma Guangxue หรือนายอาอ่าง และนายเสี่ยวหลง เป็นผู้ต้องกักสัญชาติจีน ได้หายไปจากห้องพักที่สตม.สวนพลู โดยที่มีพนักงานสอบสวน สน.หัวหมาก ได้ทำการอายัดตัวออกไปเพื่อนำไปให้นายทุนชาวจีน พร้อมกับได้สร้างพยานหลักฐานเท็จ

 "ผู้ที่ถูกห้องกักที่เป็นชาวจีนที่ สตม.สวนพลู เจ้าหน้าที่ ตม.สวนพลูได้ส่งไอดีการ์ดให้กับคนจีนนั้น ก็คือนายเฮียคุน ซึ่งเป็นคนจีนนายทุนใหญ่ ในขบวนการนำเงินสดในแต่ละคดีมามอบให้กับพนักงานสอบสวน เจ้าหน้าที่ ตม.สวนพลู  ทนายความ" นายอัจฉริยะกล่าวถึงขั้นตอนการสร้างหลักฐานเท็จ

นายอัจฉริยะกล่าวต่อว่า หลังจากที่ ตม.สวนพลู โดยรองผู้บัญชาการ สตม.ได้สั่งลูกน้องให้ไอดีการ์ดกับเฮียคุน เฮียคุนก็ได้ติดต่อทนายยา จากนั้นทนายไปติดต่อพนักงานสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล กองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 1, 2, 8, 9 เพื่อสร้างหลักฐานเท็จ  จากนั้นจะนำหลักฐานเท็จไปขออนุมัติศาลออกหมายจับในคดีที่เกี่ยวข้อง ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ไปหาผู้เสียหายมา 1 คน เป็นริ้วของตำรวจ และเป็นคนที่ว่าจ้างมาในราคา 2,000-3,000 บาท เพื่อให้มาเป็นผู้เสียหายในคดีฉ้อโกง ยักยอก ทำให้เสียทรัพย์หรือทำอนาจาร ซึ่งเป็นลักษณะในคดีที่ยอมความได้ เมื่อสร้างหลักฐานเท็จขึ้นมาให้คล้องกับผู้ต้องกักที่อยู่ใน ตม.สวนพลู

 จากนั้นพนักงานสอบสวนก็จะนำหมายจับมาอายัดผู้ต้องกัก เพื่อทำการส่งมาให้เฮียคุนเพื่อที่จะนำตัวออกไปจากประเทศไทยแบบหายสาบสูญ จากนั้นพนักงานสอบสวนก็จะให้ผู้เสียหายมาถอนคำร้องทุกข์ ทำให้พนักงานสอบสวนถอนความในระบบ เมื่อภารกิจเสร็จสิ้นก็จะรับเงินส่วนแบ่งโดยอัตราการรับเงินส่วนแบ่งนั้น ตม.สวนพลูจะได้ 800,000 ถึง 1,000,000 บาท ทนายความ 300,000 บาท พนักงานสอบสวน 300,000 บาท

 สำหรับหลักฐานในปี 2565-2568 มี สน.ในพื้นที่นครบาลเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการช่วยเหลือสร้างพยานหลักฐานเท็จหลายคดี ได้แก่ สน.หัวหมากมี 43 คดี สน.บึงกุ่ม 41 คดี สน.อุดมสุข 23 คดี สน.ประเวศ 3 คดี สน.บางชัน 3 คดี สน.ทุ่งสองห้อง 8 คดี สน.ดินแดง สน.ยานนาวา  สน.บางรัก อย่างละ 1 คดี สน.ลาดพร้าว 2 คดี และ สน.ห้วยขวาง โดยระดับนายพลเป็นคนเข้ามาทำด้วยตนเอง

 นายอัจฉริยะกล่าวอีกว่า ขบวนการนี้ได้ทำการช่วยเหลือผู้ต้องกักชาวจีนไม่น้อยกว่า 1,000 คนทั่วประเทศ และมูลค่าความเสียหายมากถึง 2 พันล้านบาท โดยได้สร้างความร่ำรวยให้นายพลที่มีชื่อว่า "เม่นดำ" นายพลเม่นดำมีเงินสดซุกซ่อนเป็นรูปแบบคริปโตไม่น้อยกว่าพันล้านบาท ที่ได้ฝากไว้ที่ต่างประเทศ ถือได้ว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่ใหญ่และสำคัญต่อประชาชนคนไทยเป็นอย่างมาก จึงได้ส่งมอบหลักฐานทั้งหมดให้แก่ รมว.ยุติธรรม ก็จะนำไปเสนอไปยังนายกรัฐมนตรีและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

 "เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นมาหลายปี แต่ ผบ.ตร.ก็นิ่งเฉยมาโดยตลอด ทำให้ประชาชนคนไทยถูกสแกมเมอร์และคอลเซ็นเตอร์ทำการหลอกลวงทุกวัน เนื่องจากมีตำรวจ มีทนายโจร มีนายทุนคนจีนที่คอยขายชาติ ถือได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญต่อชาติที่ ผบ.ตร.ควรลงมาตรวจสอบ" นายอัจฉริยะ กล่าว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศาลอาญารับฟ้องคดี 'เบน สมิธ' ฟ้อง 'รังสิมันต์ โรม' หมิ่นเป็นสแกมเมอร์

ศาลอาญาประทับฟ้อง รังสิมันต์ โรม อภิปรายหมิ่นฯเบน สมิธ เป็น แก๊งสแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ ชี้คำอภิปรายมีลักษณะ ใส่ความ โดยไม่ปรากฎหลักฐานและได้รับการพิสูจน์ความผิดเเล้ว สอบคำให้การ 23 ก.พ.