ทรัมป์ขู่ศาลสูง เลิกภาษีแย่แน่ รบ.ชดใช้อ่วม!

เมื่อวันที่ 13 มกราคม นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ตอบคำถามนักข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน ก่อนเดินทางไปพักผ่อนที่วิลลามาร์-อา-ลาโกช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา  โดยออกคำเตือนอย่างรุนแรงเรื่องที่ศาลฎีกาสหรัฐจะยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้าของเขา หากเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง “เราแย่แน่” ทรัมป์โพสต์บน Truth Social เมื่อวันจันทร์

เขากล่าวว่า ในกรณีดังกล่าวรัฐบาลสหรัฐจะต้องคืนเงินภาษีนำเข้าจำนวนหลายแสนล้านดอลลาร์ จะมีการเรียกร้องเงินคืนจากบริษัทต่างชาติที่ลงทุนในสหรัฐ เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรด้วย ซึ่งรวมแล้วเป็นจำนวนเงินนับล้านล้านดอลลาร์

"การที่ศาลฎีกายกเลิกภาษีนำเข้าจะก่อให้เกิดความโกลาหลอย่างสิ้นเชิง แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ประเทศของเราจะชำระหนี้จำนวนดังกล่าวคืนได้”  ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุ

ทั้งนี้ ศาลฎีกาเริ่มพิจารณานโยบายภาษีนำเข้าของทรัมป์มาตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วง และอาจมีการตัดสินได้ทุกเมื่อ แม้ว่าจะมีผู้พิพากษาฝ่ายอนุรักษนิยมส่วนใหญ่ในศาลฎีกา แต่ทรัมป์ไม่สามารถพึ่งพาศาลในการอนุมัตินโยบายภาษีนำเข้าของเขาได้

ในการพิจารณาคดีเมื่อเดือนพฤศจิกายน ผู้พิพากษาส่วนใหญ่ตั้งคำถามว่า ทรัมป์มีสิทธิ์ที่จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าอย่างเอิกเกริกจากคู่ค้าทั่วโลกภายใต้กฎหมายฉุกเฉินหรือไม่ ศาลชั้นต้นได้ตัดสินว่าการกระทำดังกล่าวผิดกฎหมาย

ศาลฎีกากำลังพิจารณามาตรการภาษีที่ทรัมป์เรียกเก็บจากหลายประเทศเป็นหลายขั้นตอน เริ่มตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน ซึ่งมาตรการภาษีเหล่านี้โดยทั่วไปใช้กับสินค้าที่นำเข้าทุกประเภท ตัวอย่างเช่น ภาษีทั่วไป 15 เปอร์เซ็นต์ใช้กับสหภาพยุโรป ส่วนภาษีเฉพาะอุตสาหกรรมที่สูงกว่า เช่น ภาษีสำหรับอะลูมิเนียม เหล็ก และรถยนต์ จะไม่ได้รับผลกระทบ

ทรัมป์อ้างกฎหมายฉุกเฉินปี 1977 เพื่อกำหนดอัตราภาษีนำเข้าแบบเหมาจ่าย กฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจประธานาธิบดีอย่างกว้างขวางในการตอบสนองต่อ “ภาวะฉุกเฉินแห่งชาติที่ประกาศ” อย่างไรก็ตาม หัวหน้าผู้พิพากษา จอห์น โรเบิร์ตส์ ซึ่งเป็นผู้พิพากษาหัวอนุรักษนิยมในศาล ได้ชี้ให้เห็นในระหว่างการพิจารณาคดีเมื่อเดือนพฤศจิกายนว่า พระราชบัญญัติมาตรการฉุกเฉิน (IEEPA) ไม่ได้มีคำว่า “ภาษีนำเข้า” อยู่ด้วย

ภาษีศุลกากรและรายได้ที่ได้จากภาษีเหล่านั้นเป็นองค์ประกอบสำคัญของนโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์ ภายใต้คำขวัญ “อเมริกามาก่อน” เขากล่าวโทษสหภาพยุโรปและคู่ค้าอื่นๆ ว่า “เอาเปรียบ” สหรัฐมานานหลายปีด้วยการค้าเกินดุลของตน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการคาดการณ์กันว่าศาลฎีกาสหรัฐ (Supreme Court) จะมีคำพิพากษาเกี่ยวกับนโยบายการจัดเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ในวันที่ 14 ม.ค.นี้ ซึ่งจะมีผลกับทุกประเทศที่ถูกสหรัฐประกาศอัตราภาษีตอบโต้

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวว่า ประธานาธิบดีสหรัฐประกาศจะเรียกเก็บภาษีประเทศคู่ค้ากับอิหร่าน 25% ว่า เป็นเรื่องของแต่ละประเทศที่จะพิจารณา ไทยก็มีความสัมพันธ์และการค้าขายกับอิหร่าน ซึ่งต้องดูผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สิ่งที่น่าเป็นห่วงกว่าคือ เราอยากให้สถานการณ์ในอิหร่านเกิดความสงบ เพื่อที่เขาจะได้นำเสถียรภาพกลับมาดูแลประชาชนให้ดี เราเป็นห่วงในเรื่องของคนไทย ทั้งนี้ เรามีความสัมพันธ์และผลประโยชน์ทางด้านการค้ากับอิหร่าน ส่วนในเรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่แต่ละประเทศจะพิจารณา

ส่วนกรณีดังกล่าวจะกระทบกับประเทศไทยเพียงใดนั้น นายสีหศักดิ์กล่าวว่า “ผมคิดว่าเป็นเรื่องการตัดสินใจของเรา สหรัฐก็ไม่น่ามากดดันทุกประเทศแบบนี้ เรารู้ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร เราไม่ต้องการให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นประเด็นที่สำคัญที่สุด”

เมื่อถามว่า กังวลต่อท่าทีของผู้นำสหรัฐหรือไม่ รมว.การต่างประเทศกล่าวว่า เขายังไม่มีการติดต่อมาอย่างเป็นทางการ

ด้านนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน  กล่าวว่า ประเด็นนี้จะส่งผลกระทบกับราคาน้ำมัน ทั้งในเรื่องของภูมิรัฐศาสตร์และอิหร่าน จากพัฒนาการที่เข้มข้นเรื่อยๆ ของสหรัฐ ซึ่งอาจจะทำให้ราคาในช่วงนี้ปรับไปในทิศทางขึ้น แต่ราคาน้ำมันของประเทศไทยไม่ต้องห่วง คิดว่าช่วงนี้ไม่ได้มีการปรับขึ้นแน่นอน อย่างไรต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง