รวบ2มือบึ้มปั๊มน้ำมันใต้ เค้นขยายผลจับยกแก๊ง

กอ.รมน.ภาค 4 เผยใช้หลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ระบุตัว 5 ผู้ก่อเหตุวางระเบิดและวางเพลิงสถานีบริการน้ำมัน 11 จุดในจังหวัดชายแดนใต้ได้แล้ว ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยเข้ากระบวนการซักถามแล้ว 2 ราย นายกฯ สั่ง ศอ.บต.เร่งเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายด่วน

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 พ.อ.เอกวริทธิ์  ชอบชูผล รองโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า  แถลงว่า จากเหตุคนร้ายกระจายกำลังลอบวางระเบิดและวางเพลิงสถานีบริการน้ำมัน ปตท. 11  แห่ง ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อกลางดึกของคืนวันที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา พล.ท.นรธิป  โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้สั่งการยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน พื้นที่ตอนกลาง และย่านเศรษฐกิจ พร้อมเร่งเข้าเยียวยาสภาพจิตใจประชาชนและเจ้าของสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน

ทางด้านความคืบหน้าทางคดี พ.ต.อ.ธัชพิชัย จารย์วรานนท์ รองผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระบุว่า จากการตรวจสอบพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ และวัตถุพยานในจุดเกิดเหตุพื้นที่ตำบลท่าสาป อำเภอเมืองฯ จังหวัดยะลา, ตำบลกะรุบี อำเภอกะพ้อ จังหวัดปัตตานี และตำบลจวบ อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส ขณะนี้สามารถระบุตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องได้แล้ว 5 ราย โดยพบว่า 3 ใน 5 ราย มีประวัติเคยก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ปัตตานีและนราธิวาสมาแล้วหลายคดี

นอกจากนี้ ผลการตรวจพิสูจน์ปลอกกระสุนปืนจำนวน 3 กระบอก ที่คนร้ายใช้ยิงใส่เจ้าของสถานีบริการน้ำมันในอำเภอกะพ้อ จังหวัดปัตตานี พบประวัติเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ยิงเจ้าหน้าที่และราษฎรในพื้นที่อำเภอสายบุรี และอำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี รวมถึงเหตุยิงประชาชนเสียชีวิตเมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 13 ม.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้สนธิกำลังเข้าบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ตำบลท่าสาป อำเภอเมืองฯ จังหวัดยะลา และตำบลจวบ  อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส โดยได้เชิญตัวผู้ต้องสงสัยจำนวน 2 ราย เข้าสู่กระบวนการซักถาม ณ ศูนย์ซักถาม หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 และหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 46 เพื่อขยายผลและรวบรวมพยานหลักฐานให้รัดกุมที่สุด ก่อนจะส่งดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม

ด้าน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมติดตามความคืบหน้าสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการเก็บพยานหลักฐาน พิสูจน์ทราบทางนิติวิทยาศาสตร์ ล่าสุดสามารถควบคุมตัวผู้ก่อเหตุได้แล้ว 2 คน และสามารถทราบตัวผู้ก่อเหตุแล้วจำนวนมาก เตรียมออกหมายจับและติดตามจับกุม

สำหรับแนวทางการป้องกัน ให้พิจารณากำหนดมาตรการ วิธีปฏิบัติใหม่ และนำระบบเทคโนโลยีมาใช้ในการเฝ้าระวัง นอกจากนี้ ให้พิจารณาจัดชุดปฏิบัติการพิเศษที่ผ่านการฝึกระดับชำนาญการ เป็นชุดเคลื่อนที่เร็วพร้อมเข้าควบคุมเหตุการณ์ รวมทั้งปรับปรุงแผนพิทักษ์ป้องกันชายแดนร่วมกับทหาร ในการป้องกันคน อาวุธและอุปกรณ์ระเบิดข้ามผ่านแดน

ผบ.ตร.กล่าวว่า ในเรื่องสถานการณ์รุนแรงจังหวัดชายแดนใต้นั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยและได้กำชับการปฏิบัติ ด้านการข่าว มาตรการป้องกัน และการสืบสวนสอบสวน เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อมุ่งป้องกันการก่อเหตุร้ายในพื้นที่ ผบ.ตร.จึงได้สั่งการให้ยกระดับแนวทางปฏิบัติในการข่าว การรายงาน การสืบสวน สอบสวน รวมทั้งปรับแผนการปฏิบัติการด้านการข่าวเชิงรุก และแผนการป้องกันการก่อเหตุ บูรณาการหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ เพื่อป้องกันและตัดวงจรการก่อเหตุไม่สงบที่มีประสิทธิภาพต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 23.00 น. วันที่ 13 ม.ค.ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  ระหว่างเดินทางถึงจังหวัดภูเก็ต ได้เรียกด่วน นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) รายงานสถานการณ์กรณีการเกิดเหตุที่ผ่านมา  หลังพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดเหตุระเบิดพร้อมกัน 11 จุดในปั๊มน้ำมัน ปตท. สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก

    นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้แสวงหาทางเลือกอื่นให้ผู้ได้รับผลกระทบ เช่น การหาพื้นที่รองรับการค้าชั่วคราว ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลสิทธิและสวัสดิการนอกเหนือจากตัวเงินเยียวยา เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น

 “การเยียวยา ต้องเร็วที่สุด ด่วนที่สุด และต้องให้ได้รับความเป็นธรรมมากที่สุด ต้องระบุให้ได้ว่าจะแล้วเสร็จกระบวนการวันไหน โดยจะติดตามสถานการณ์ด้วยตัวเองวันต่อวัน” นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีสั่งการพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถงานด้านการข่าวในพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 “เราในฐานะ จนท.รัฐ ต้องยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง หากติดขัดปัญหาเรื่องการช่วยเหลือให้แจ้งมาทันที ทางรัฐบาลพร้อมสนับสนุน”  นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้าย.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง