‘ปชน.’นำโด่ง‘สส.-นโยบาย’

สวนดุสิตโพลชี้ "ปชน." มาแรงสุด ทั้งนโยบาย-ปาร์ตี้ลิสต์-สส.เขต เชียร์ "เท้ง" นั่งนายกฯ  "ยศชนัน-อนุทิน-อภิสิทธิ์" ตามหลัง "ซูเปอร์โพล"  เผย 40 ล้านคนพร้อมใช้สิทธิเลือกตั้ง "บัตรทองน้องหมาน้องแมว" โดนใจประชาชน

เมื่อวันที่ 18 มกราคม “สวนดุสิตโพล”   มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “นโยบายกับพรรคการเมืองในการเลือกตั้ง 69” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,586 คน ระหว่างวันที่ 13-16 ม.ค.2569 สรุปผลได้ดังนี้ “พรรคการเมืองไทย” พรรคใดที่ประชาชนคิดว่ามีนโยบายโดดเด่น/ได้เปรียบในประเด็นต่างๆ  แบ่งเป็น 5 ด้าน ได้แก่ 

ด้านการเมืองและความมั่นคง อันดับ 1 พรรคประชาชน (ปชน.) ร้อยละ 38.14  รองลงมา พรรคเพื่อไทย (พท.) ร้อยละ 26.27, พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ร้อยละ 19.90, พรรคเศรษฐกิจ (ศก.) ร้อยละ 8.82, พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ร้อยละ 6.87 ด้านการศึกษา ปชน. ร้อยละ 43.93, พท. ร้อยละ 28.86, ภท. ร้อยละ 11.74%, ปชป. ร้อยละ 10.15, พรรคไทยก้าวใหม่ (ทกม.) ร้อยละ 5.32  ด้านการเกษตร ปชป. ร้อยละ 35.82, พท. ร้อยละ 30.87, ภท. ร้อยละ 21.14, ปชป. ร้อยละ 7.61,  พรรคกล้าธรรม (กธ.) ร้อยละ 4.56 ด้านปากท้อง/ค่าครองชีพ พท. ร้อยละ 35.63, ปชน. ร้อยละ 33.58, ภท. ร้อยละ 19.33, ปชป. ร้อยละ 7.97 และ กธ. ร้อยละ 3.49  และแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ปชน. ร้อยละ 39.89%, พท. ร้อยละ 26.64, ภท. ร้อยละ 15.25, ปชป. ร้อยละ 10.18, ศก. ร้อยละ     8.04

ส่วนพรรคการเมืองที่ประชาชนจะเลือกแบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) พบว่า อันดับ 1 ปชน. ร้อยละ 4.11 รองลงมา พท. ร้อยละ 18.37, ภท. ร้อยละ 17.13, ปชป. ร้อยละ 10.25, พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ร้อยละ 4.25, อื่นๆ ร้อยละ 12.56 และยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 3.33

ประชาชนจะเลือก สส.เขต สังกัดพรรคใด พบว่า อันดับ 1 ปชน. ร้อยละ 33.14 รองลงมา พท. ร้อยละ 19.49, ภท. ร้อยละ 17.63, ปชป. ร้อยละ 8.28, ศก. ร้อยละ 3.09, อื่นๆ ร้อยละ 14.97 และยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 3.40

ประชาชนอยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป พบว่า อันดับ 1 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (ปชน.) ร้อยละ 34.34 รองลงมา นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พท.) ร้อยละ 19.91, นายอนุทิน ชาญวีรกูล (ภท.) ร้อยละ 16.13, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (ปชป.) ร้อยละ 10.36, พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ (ศก.) ร้อยละ 4.45, อื่นๆ ร้อยละ 9.08 อาทิ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 5.73

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล กล่าวว่า เมื่อพิจารณาตามนโยบาย พบว่าพรรคประชาชนเป็นพรรคที่มีนโยบายโดดเด่นถึง 4 จาก 5 นโยบายหลัก ได้แก่ การเมืองและความมั่นคง  การศึกษา การเกษตร และการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ขณะเดียวกันพรรคประชาชนยังคงเป็นพรรคที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยต้องจับตาว่า พรรคการเมืองแต่ละพรรคจะงัดกลยุทธ์หาเสียงใดออกมาเพื่อช่วงชิงคะแนนเสียงในช่วงต่อจากนี้ และจะสามารถเปลี่ยนความได้เปรียบเชิงนโยบายให้กลายเป็นชัยชนะในวันเลือกตั้งได้อย่างไร

ผศ.ภาวินี รอดประเสริฐ อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐศาสตร์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง  มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า การเลือกตั้ง 69 ประชาชนคาดหวังกับแนวนโยบายของพรรคการเมืองใหม่ที่จะมาช่วยแก้ไขปัญหาให้กับประเทศและประชาชนในหลากหลายมิติ ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ ประชาชนพร้อมที่จะให้โอกาสกับพรรคการเมืองใหม่ หรือพรรคการเมืองที่ตนเองชื่นชอบที่ยังไม่มีโอกาสในการทำหน้าที่บริหารประเทศ ให้เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาของประเทศ 

"เห็นได้จากผลสำรวจที่มีมากกว่าร้อยละ 35  ส่วนในการเลือกพรรคการเมือง หรือตัวบุคคลที่จะเข้ามาเป็น สส. และความคาดหวังในบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ก็มีทิศทางเดียวกับการเลือกนโยบายของพรรคการเมือง น่าสนใจตรงแนวคิดของประชาชนที่ยังต้องการของใหม่ทั้งตัวบุคคล และพรรคการเมืองที่ยังไม่เคยทำหน้าที่บริหารประเทศให้ลองเข้ามาทำหน้าที่ หากครั้งนี้พรรคการเมืองใหม่ได้มีโอกาสทำหน้าที่ในการบริหารประเทศ การเลือกตั้งสมัยหน้าคงต้องวัดกันอีกครั้ง ว่าการทำหน้าที่เป็นไปตามความคาดหวังของประชาชนในการช่วยแก้ไขปัญหาให้กับประเทศ และประชาชนได้จริงหรือไม่" ผศ.ภาวินีระบุ

วันเดียวกัน สำนักวิจัยซูเปอร์โพลเปิดเผยผลการศึกษาเชิงสำรวจเรื่อง “ประชันนโยบาย/สโลแกนแปลกใหม่ของพรรคการเมืองใหญ่ กับพรรคการเมืองเปิดตัวใหม่” ซึ่งดำเนินการศึกษาระหว่างวันที่ 13-17 ม.ค.2569

ผลการศึกษาส่วนแรกเป็นการประมาณการจำนวนประชาชนที่คาดว่าจะไปเลือกตั้ง สส. วันที่ 8 ก.พ.2569 จากการติดตามต่อเนื่อง 5 ครั้ง พบว่า ความตั้งใจไปเลือกตั้งของประชาชนอยู่ในระดับ 40 ล้านคน ซึ่งตีความได้ว่า การเลือกตั้งยังเป็นกลไกสำคัญที่ประชาชนยึดโยงกับการกำหนดอนาคตประเทศ

ในส่วนกลุ่มพรรคการเมืองใหญ่ 3 อันดับแรกของนโยบาย/สโลแกนใหม่ที่โดนใจประชาชน ได้แก่ นโยบาย “รับสมัครทหารอาสาสัญญาจ้าง 4 ปี เดือนละ 12,000 บาท” ของพรรคภูมิใจไทย ได้ร้อยละ 39.8 รองลงมาคือ “คนไทยไร้จน” ของพรรคเพื่อไทย ได้ร้อยละ 33.1 และ “หวยใบเสร็จ” ของพรรคประชาชน ได้ร้อยละ 30.5

นโยบายทั้งสามข้อที่ขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ สะท้อน “โครงสร้างความต้องการของสังคม” อย่างน้อยสามมิติ มิติแรกคือความมั่นคงด้านงานและรายได้ที่มีเงื่อนไขชัดเจนและคาดการณ์ได้ ซึ่งนโยบายทหารอาสาสัญญาจ้าง 4 ปี พร้อมรายได้เดือนละ 12,000 บาท มิติที่สองคือความคาดหวังต่อรัฐในการลดความยากจนและความเหลื่อมล้ำ ซึ่งสโลแกน “คนไทยไร้จน” เป็นการสื่อสารกับความรู้สึกร่วมของประเทศว่าปัญหาปากท้องยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ และมิติที่สามคือความต้องการยกระดับความโปร่งใสและลดการทุจริตคอร์รัปชันผ่านกลไกจูงใจทางเศรษฐกิจและพฤติกรรม ซึ่งแนวคิด “หวยใบเสร็จ” จึงไม่ใช่แค่เรื่องลอตเตอรี่ หากแต่เป็นภาพแทนของการจัดระเบียบเศรษฐกิจใต้ดินให้เข้าสู่ระบบ และทำให้รัฐสามารถบริหารนโยบายสาธารณะด้วยข้อมูลจริงมากขึ้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง ประชาชนกำลัง “ให้คะแนน” นโยบายจับต้องได้ทำได้จริงและการเมืองที่แก้ปัญหาเชิงระบบ มากกว่าการเมืองที่ตอบสนองอารมณ์ชั่วคราว

ที่น่าสนใจ เมื่อพิจารณากลุ่มพรรคการเมืองเปิดตัวใหม่ 3 อันดับแรกของนโยบาย/สโลแกนใหม่ที่โดนใจประชาชน พบว่า อันดับ 1 คือ “บัตรทองสุขภาพ เพื่อน้องหมา น้องแมว” ของพรรคปวงชนไทย ได้ร้อยละ 34.7 อันดับ 2 คือ “3 ให้ ได้แก่ ให้ทุนเรียนฟรีถึงปริญญาเอก ให้เงินหนุนโรงเรียน ให้อาหารเช้าเด็ก” ได้ร้อยละ 26.3 และอันดับ 3 คือ “ทุจริต = ประหาร” ของพรรคเศรษฐกิจ ได้ร้อยละ 18.2 สะท้อนว่านโยบายบัตรทองสุขภาพสำหรับสัตว์เลี้ยงมิใช่เพียงนโยบายเฉพาะกลุ่ม หากเป็นสัญญะของรัฐสวัสดิการรูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงกับรูปแบบครอบครัวร่วมสมัยและความผูกพันทางอารมณ์ของประชาชน โดยเฉพาะคนเมืองและคนรุ่นใหม่ที่มองสัตว์เลี้ยงเป็น “สมาชิกในครัวเรือน”

เมื่อสังเคราะห์ผลทั้งหมดเข้าด้วยกัน ภาพใหญ่ที่ปรากฏชัดคือ ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจาก “การเมืองเชิงสโลแกน” ไปสู่ “การเมืองเชิงนโยบายที่ประชาชนประเมินได้” อย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยประชาชนให้คะแนนสูงกับนโยบายที่ตอบโจทย์ปากท้อง งาน รายได้ ความยากจน และความเป็นธรรม ขณะเดียวกันพื้นที่ของพรรคเปิดตัวใหม่เริ่มเกิดขึ้นจริงจากการนำเสนอความต่างเชิงคุณค่าและความสดใหม่ของนโยบายที่เชื่อมโยงชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพชีวิตเชิงครอบครัว การศึกษา หรือความโกรธของสังคมต่อคอร์รัปชัน สิ่งนี้สะท้อนว่า ประชาชนไม่ได้ยึดติดกับ “พรรคเก่าหรือพรรคใหม่” ในตัวมันเอง แต่กำลังพิจารณาว่า “ใครทำให้ชีวิตดีขึ้นจริง” และ “ใครทำให้ประเทศยุติธรรมขึ้นจริง”  มากกว่า.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง