“รมว.สธ.” ย้ำมติปลด “หมอสุภัทร” เป็นไปตามขั้นตอน อ.ก.พ. ไร้วาระซ่อนเร้นการเมือง “ปธ.กกต.” ชี้ขาดคุณสมบัติลงเลือกตั้งหรือไม่ต้องรอศาลฎีกาชี้ขาด “อดีต กมธ.สธ.สภาฯ และผู้สมัคร สส.ภท.” ระบุปมสอบชุดตรวจ ATK ทำต่อเนื่องตั้งแต่ปี 66 ไม่ได้เร่งรีบ แฉ ATK ของแพทย์ชนบทซื้อแพงกว่ารัฐ 3 เท่า แนะ DSI ตรวจสอบการจัดซื้อ ATK รพ.จะนะ อาจเปิดโปงเครือข่ายทุจริตในระบบสาธารณสุขครั้งใหญ่ “นายกฯ” ปิ๊งไอเดียทำ สปส.โปร่งใส ปรับรูปแบบเหมือน กบข. “ปลัดแรงงาน” ตั้งทีมศึกษาปฏิรูป สปส. ขีดเส้นภายใน 60 วัน
เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ) ให้สัมภาษณ์ยืนยันอีกครั้ง กรณีคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ อ.ก.พ. มีมติปลด นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ สมัยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา ว่าไม่มีการกลั่นแกล้ง เป็นไปตามที่คณะกรรมการสอบสวนและนำเข้าที่ประชุม อ.ก.พ. ตามวาระปกติ ไม่ใช่วาระเร่งด่วน ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนและข้อเท็จจริงตามที่มีการสอบสวนมา โดยมีการเรียกผู้ถูกกล่าวหาเข้ามาชี้แจง
ถามว่า น.พ.สุภัทรออกมาระบุไม่มีการเรียกเข้าไปชี้แจง นายพัฒนากล่าวว่า มีการเรียกเข้ามาตามขั้นตอนปกติ เมื่อถามว่าข้อเท็จจริงการจัดซื้อผิดระเบียบราชการใช่หรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า ในรายละเอียดมีหลายอย่าง แต่การจัดซื้อจัดจ้างและข้อเท็จจริงอยู่ในข้อเท็จจริง คือมีการไปตรวจโควิดโดยเอาเอทีเคมาใช้ และมีการจัดซื้อจัดจ้างในภายหลังหลายครั้ง ซึ่งเป็นไปในลักษณะนั้น และการจัดซื้อจัดจ้างหากตนจำไม่ผิดมีทั้งหมดจำนวน 5 ครั้ง
พอถามว่ามีการจัดซื้อจัดจ้างราคาถูก แต่ถูกลงโทษไม่ใช่เรื่องจริงใช่หรือไม่ รมว.สธ.กล่าวว่า คำว่าถูกต้องไปดูว่านำไปเปรียบเทียบกับอะไร และการจัดซื้อเอทีเคในตอนนั้นตนทราบว่ามีการจัดซื้อในหลายแหล่งที่มา ซึ่งอันนี้เป็นแหล่งหนึ่ง แต่จะถูกที่สุดหรือไม่ ขอให้ไปว่ากันในคณะกรรมการสอบสวน
ซักว่า มีการมองว่ามีการตัดขาพรรคประชาชนที่อาจหาผู้สมัครแทนไม่ทัน รมว.สธ.กล่าวว่า ไม่เกี่ยวข้อง เรื่องนี้เป็นไปตามขั้นตอนปกติ และการประชุมเมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา ก็ไม่ได้มีวาระนี้ในวาระเร่งด่วน และไม่ใช่วาระเดียว ยังมีวาระอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับการพิจารณาวินัยอีกเกือบ 20 รายการ ซึ่งเป็นวาระประจำของการประชุม อ.ก.พ.อยู่แล้ว ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง
ส่วนนายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวถึงกรณีมติปลดออก นพ.สุภัทร จะมีผลต่อการลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.หรือไม่ว่า ต้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วินิจฉัยตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และ สว.และตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมองว่าหากไม่ใช่เรื่องการทุจริตก็สมัครได้ไม่มีปัญหา เพราะรัฐธรรมนูญระบุหากพ้นหรือออกจากราชการเพราะเหตุทุจริตหรือประพฤติมิชอบ จะต้องถูกตัดสิทธิ์ อย่างไรก็ตามตนไม่รู้ข้อเท็จจริงในรายละเอียด ต้องให้ กกต.เป็นผู้ชี้ขาด
ถามว่า การฟันวินัยสามารถทำได้ในช่วงรัฐบาลรักษาการใช่หรือไม่ เลขาธิการกฤษฎีกากล่าวว่า เรื่องวินัยทำได้ตลอด เพราะไม่ใช่เรื่องที่ต้องผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะอำนาจการลงโทษทางวินัยเป็นไปตามกฎหมายข้าราชการพลเรือน
กกต.รอศาลฎีกาชี้ปมหมอสุภัทร
ขณะที่ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. กล่าวถึงกรณี นพ.สุภัทรมีผลต่อการลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.หรือไม่ว่า เป็นหน้าที่ของ ผอ.กกต.จังหวัดสงขลา ถ้าเขาขาดคุณสมบัติจริง ผอ.กกต.สงขลาก็จะต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อดำเนินการถอนชื่อการเป็นผู้สมัคร สส. ทั้งนี้ ตอนนี้ยังไม่ชัดเจนว่าเขาถูกปลดออกจากราชการจริงหรือไม่
ถามว่า มติของบอร์ด สธ.มีความชัดเจนแล้วว่าให้ออกจากราชการ ประธาน กกต.กล่าวว่า เราต้องยื่นคำร้องไปยังศาลฎีกา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เผยแพร่ข่าวต่อสาธารณะกรณี นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ภท. อดีตกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณี อ.ก.พ.มีมติปลด นพ.สุภัทร ถูกมองเป็นแผนสกัดไม่ให้เข้าสภาว่า เรื่องดังกล่าวไม่ใช่ประเด็นใหม่ แต่เป็นการสอบสวนทางวินัยที่ดำเนินมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 สมัยตนทำหน้าที่ใน กมธ.สธ.สภาฯ และขณะนี้เป็นเพียงขั้นตอนสรุปผลตามกระบวนการปกติ ไม่ได้เป็นการเร่งรัดหรือกลั่นแกล้งทางการเมือง
นพ.เอกภพระบุว่า ประเด็นสำคัญอยู่ที่การจัดซื้อชุดตรวจ ATK ในช่วงโควิด-19 ซึ่งต้องย้อนกลับไปปี 2564 ที่รัฐบาลอนุมัติงบประมาณราว 1,000 ล้านบาท ให้ สปสช.จัดซื้อ ATK จำนวน 8.5 ล้านชุด โดยใช้โรงพยาบาลราชวิถีเป็นหน่วยจัดซื้อแทน เนื่องจาก สปสช.ไม่มีอำนาจจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์โดยตรง พบข้อสังเกตว่า ก่อนเปิดซองประกวดราคา มีคณะทำงานกำหนดอัตราค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งมีอดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท 2 รายเป็นกรรมการ ได้เชิญบริษัทเอกชนมาหารือ และกำหนดเงื่อนไขให้เฉพาะชุดตรวจที่ผ่านการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) เท่านั้น ทั้งที่มาตรฐานดังกล่าวไม่ได้สะท้อนคุณภาพที่เหนือกว่ามาตรฐาน อย. ซึ่งในขณะนั้นเป็นการจำกัดตัวเลือกให้เหลือน้อยราย ทั้งที่มีเอกสารร้องเรียนจากบริษัทต่างชาติ 2-3 แห่งว่าเป็นการตั้งเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรมและส่อเจตนาเอื้อประโยชน์ให้บางรายที่มีของในสต๊อกพร้อมส่งทันที
“ต่อมาองค์การเภสัชกรรมไม่เห็นด้วยกับการจัดซื้อแบบพิเศษ และตัดเงื่อนไข WHO ออก ส่งผลให้มีผู้ผ่านเกณฑ์มากขึ้น และสามารถจัดซื้อได้ในราคาประมาณ 70.09 บาทต่อชุด ต่ำกว่าราคากลาง 120 บาท และต่ำกว่าราคาตลาดที่ขณะนั้นอยู่ราว 200-300 บาท หลังจากนั้นไม่นานโรงพยาบาลจะนะกลับจัดซื้อ ATK ในราคาประมาณ 250 บาทต่อชุด ทั้งที่รัฐบาลเพิ่งจัดซื้อในราคาต่ำกว่า มีการบิดเบือนข้อมูลให้สังคมเข้าใจผิดว่าซื้อได้ถูกกว่ารัฐบาลที่ตอนนั้นซื้อ 300-400 บาท ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่ราคาที่รัฐบาลซื้อ แต่เป็นราคาที่ สปสช.จ่ายค่าบริการการตรวจ ATK กลับคืนไปให้โรงพยาบาล การอ้างมาตรฐาน WHO ของ นพ.สุภัทร เป็นเหตุผลทางวิชาการจริง หรือเป็นการอ้างเพื่อกำหนดสเปกเฉพาะ” นพ.เอกภพกล่าว
นอกจากนี้ ยังพบความผิดปกติในการทำสัญญาจัดซื้อของโรงพยาบาลจะนะหลายประการ เช่น การจัดซื้อแบบเฉพาะเจาะจงกับบริษัทเดียว การทำสัญญาในวงเงินไม่เกิน 1.99 ล้านบาท เพื่อให้ไม่เกินเพดาน 2 ล้านบาท ซึ่งเป็นอำนาจของ ผอ.โรงพยาบาล ซึ่งอาจเข้าข่ายเลี่ยงเพดานอำนาจจัดซื้อ การทำสัญญาก่อนประกาศจัดซื้อและในวันจัดซื้อในบางกรณีซึ่งก็ดูผิดปกติ รวมทั้งขอตั้งข้อสังเกตถึงความเชื่อมโยงเชิงเครือข่ายของหลายโรงพยาบาลที่ใช้ชุดตรวจยี่ห้อเดียวกัน และมีบุคคลซ้ำซ้อนอยู่ในคณะกรรมการกำหนดราคาของ สปสช. ซึ่งหากขยายผลตรวจสอบ อาจพบว่าบริษัทผู้แทนจำหน่ายหลายแห่งมีต้นทางนำเข้าเดียวกัน รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มแพทย์ชนบทกับพรรคการเมืองบางพรรค ที่มีการใช้ชื่อพรรคในใบบัตรคิวตรวจโควิด และการประชาสัมพันธ์ร่วมกันในลักษณะสวมหนังลูกแกะ บังหน้าความปรารถนาดี แต่มีนัยแอบแฝงทางการเมือง
“หากกรมสอบสวนคดีพิเศษเข้าตรวจสอบอย่างจริงจัง อาจเป็นการเปิดโปงเครือข่ายทุจริตในระบบสาธารณสุขครั้งใหญ่ ซึ่งกระทบต่อทั้งงบประมาณรัฐและความเชื่อมั่นของประชาชน และควรดำเนินการให้ถึงที่สุดเพื่อปกป้องระบบสาธารณสุขของประเทศ” อดีต กมธ.สธ.สภาฯ รายนี้ระบุ
หนูปิ๊งบริหาร สปส.เหมือน กบข.
วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เชิญ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน, พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน และ น.ส.กาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) หารือประเด็นปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับเงินสมทบประกันสังคม
นายอนุทินให้สัมภาษณ์ว่า เชิญมาสอบถามเรื่องที่เป็นข่าวเป็นอย่างไรบ้าง เพราะที่ผ่านมาตนไม่ได้รับรายงานว่ามีปัญหาร้ายแรงเช่นนั้นหรือไม่ ซึ่งทุกคนก็ยืนยันว่าข้อมูลไม่ได้เป็นไปตามที่มีการเสนอข่าวไป ก็บอกว่าพูดกับตนแค่นี้ไม่ได้ ต้องแถลงให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบ ให้สื่อมวลชนได้ซักถาม เพื่อที่จะได้ตอบข้อสงสัยทั้งหมด โดยในส่วนราชการเขาก็คิดว่าเขาไม่ได้ทำอะไรบกพร่องหรือคิดอะไร ก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องมาแถลง เพราะคิดว่าทำถูกต้องตามระเบียบทุกอย่าง แต่ก็บอกเขาไปว่าตนเป็นรัฐบาลรักษาการในช่วงยุบสภา ถ้าเป็นเรื่องของหน่วยงานใดก็ควรออกมาชี้แจง แต่เห็นว่าวันนี้หลังการประชุมคณะกรรมการประกันสังคม ปลัดกระทรวงแรงงาน เลขาธิการ สปส. จะแถลง
“สปส.ดำเนินงานขึ้นอยู่กับคณะกรรมการ ประกอบด้วยไตรภาคี 3 ฝ่าย ซึ่งไม่มีใครเข้าไปสั่งอะไรได้อยู่แล้ว เสียอยู่อย่างเดียวคือการทำให้คนไปคิดว่าเป็นหน่วยงานที่ขึ้นกับรัฐบาล เพราะเลขาธิการ สปส.เป็นข้าราชการประจำ โดยได้คุยกันถ้าพวกผมได้มีโอกาสเข้ามาทำงานต่อ ได้กำกับดูแลงานส่วนนี้ เพื่อให้เกิดความชัดเจน โปร่งใส เป็นอิสระอย่างเต็มที่เท่าที่จะทำได้ อาจจะทำเหมือนรูปแบบของกองทุนบำเหน็จบำนาญ (กบข.) แทนที่จะเป็นการโยกย้ายมา เพราะเลขาธิการ สปส. ก็เคยเป็นอธิบดีกรมนั้นกรมนี้ หรือไปเป็นปลัดกระทรวง ดังนั้นในเมื่อเป็นรูปแบบคณะกรรมการอยู่แล้ว น่าจะใช้วิธีการสรรหา ก็เป็นสิ่งที่คิดได้ตอนนี้
ถามว่า กบข.บริหารงานโดยเอกชน ประกันสังคมจะออกจากระบบราชการเหมือน กบข.หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า “เดี๋ยวสิครับ ผมคิดของผมไปเรื่อยๆ ก่อน แต่ตอนนี้ยังไม่ต้องดำเนินการอะไร เพราะว่าตอนนี้ทำไม่ได้อยู่แล้ว ไปผูกพันรัฐบาลอื่นหรือผูกพันงบประมาณ รวมถึงนโยบายอะไรไม่ได้อยู่แล้ว และทำไม่ได้มาตั้งแต่ประกาศยุบสภาแล้ว"
ที่สำนักงานประกันสังคม พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการพิจารณาเรื่องการปรับปรุงโครงสร้างสำนักงานประกันสังคม (สปส.) โดย พ.ต.ท.วรรณพงษ์แถลงผลประชุมว่า จะมีการจัดตั้งคณะทำงานศึกษาโครงสร้างการปฏิรูปสำนักงานประกันสังคมภายในสัปดาห์นี้ และน่าจะมีการประชุมนัดแรกในสัปดาห์หน้า ซึ่งคณะทำงานมีปลัดกระทรวงแรงงานเป็นประธาน มี รมว.แรงงานเป็นที่ปรึกษา รวมถึงประกอบด้วยตัวแทนฝ่ายผู้ประกันตน 4 ท่าน ฝ่ายนายจ้าง 4 ท่าน และฝ่ายราชการ รวมถึงผู้แทนจากหน่วยงานสำคัญอย่างกระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เพื่อดูแลความถูกต้องเชิงกฎหมายและกลไกการจัดการ
“คณะทำงานจะทำงานเชิงรุกและมีกรอบเวลาการดำเนินงานภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันที่มีคำสั่งแต่งตั้ง จะต้องได้โมเดลกรอบความคิด แล้วก็รูปแบบที่ทางคณะทำงานได้เห็นร่วมกันว่ามีโมเดลใดที่น่าสนใจ และส่งผ่านให้กับสถาบันในเชิงวิชาการศึกษา เพราะมีความจำเป็นที่ต้องมีข้อมูลวิชาการ เนื่องจากสิ่งเหล่านี้มีผลต่อภาพรวมของคนจำนวนมากในประเทศไทย” ปลัดกระทรวงแรงงานระบุ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ฟ้อง2พ่อลูกฮุนฆ่าคนไทย เกียรติยศจักรดาวร.ท.บุ๊ค
"อนุทิน" ยันชายแดนไทย-กัมพูชายังปกติ มั่นใจไม่มีสัญญาณปะทะรอบ 3
ตีปี๊บไทยดึงดูด ลงทุน5แสนล. คลังปรับจีดีพี
นายกฯ ฟุ้งผลประชุม World Economic Forum ไทยยืนบนเวทีโลกอย่างสง่างาม
โปรดเกล้าฯพระพิธีธรรม18วัด
"ในหลวง" โปรดเกล้าฯ พระพิธีธรรม 18 พระอารามหลวงส่วนภูมิภาค
น้ำเงินปลุกเลือกข้าง โค้งท้ายขวาง‘เขามาแน่’ ‘มาร์ค’นำโด่งเมืองคอน
แม่ทัพ กทม.พรรคภูมิใจไทยตีปี๊บ “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” ย้ำตอนนี้มีแค่ฝั่งซ้ายและขวา
‘สุภัทร’โดนเตะตัดขา ‘รมต.ภท.’ลงมติชี้ขาด4:3ปลดออก/สธ.ยันทำตามขั้นตอน
นายกฯ ยันปมปลด “หมอสุภัทร” ไม่มีกลั่นแกล้ง โยนเป็นเรื่องภายใน สธ.
ออกหมายจับ2สจ. นักการเมืองสีเทา หลบหนีนอกปท.
พิลึก! "รมว.ยุติธรรม” เผยคดีนักการเมืองพันสแกมเมอร์-เว็บพนัน ออกหมายจับแล้ว 2 ราย

