"ทรัมป์" ระห่ำไม่เลิก! ประกาศขยับกำแพงภาษีใหม่เป็น 15% ยืนยันคำมั่นสัญญาที่จะรักษาเครื่องมือที่เข้มงวดของเขาไว้ หลังศาลสูงตัดสินนโยบายดังกล่าวผิดกฎหมาย "เยอรมนี" จ่อหารืออียูตอบโต้ "เอกชนไทย" ยังหายใจไม่ทั่วท้อง สงครามการค้ายังไม่จบ สหรัฐใช้ภาษีเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ จับตาอาจงัดมาตรา 301 แนะรัฐเร่งเจรจาการค้าเชิงรุก รับมือความไม่แน่นอนช่วง 150 วันข้างหน้า
เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า สืบเนื่องจากกรณีคำพิพากษาของศาลสูงสหรัฐอเมริกาที่ชี้ว่าการกำหนดภาษีศุลกากรตอบโต้ในอัตราต่างๆ ต่อคู่ค้าต่างประเทศ ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์นั้น เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ประธานาธิบดีสหรัฐจึงได้ประกาศใช้อัตราภาษีนำเข้าสินค้าระหว่างประเทศล่าสุดที่ 15% เพื่อคงไว้ซึ่งจุดยืนของตนในการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ
ทรัมป์กล่าวในแพลตฟอร์ม Truth Social ของเขาว่า "หลังจากตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนถึงคำตัดสินที่ต่อต้านอเมริกาอย่างร้ายแรงของศาลสูงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ที่จำกัดนโยบายภาษีนำเข้าของผมแล้ว ผมจึงจะปรับเพิ่มภาษีนำเข้าไปสู่ระดับ 15% ตามเกณฑ์ที่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ ซึ่งได้รับการตรวจสอบทางกฎหมายแล้วเช่นกัน"
หลังจากที่ศาลมีคำตัดสิน 6 ต่อ 3 เสียง ปฏิเสธอำนาจของประธานาธิบดีในการเรียกเก็บภาษีนำเข้าภายใต้กฎหมายอำนาจฉุกเฉินทางเศรษฐกิจปี 1977 ทรัมป์ได้ประกาศภาษีนำเข้าทั่วโลกใหม่ทันทีที่ 10% โดยอ้างช่องทางกฎหมายอื่น ในขณะเดียวกัน พรรครีพับลิกันก็ได้โจมตีผู้พิพากษาฝ่ายอนุรักษนิยมที่เข้าข้างเสียงข้างมาก โดยประณามความไม่ภักดีของพวกเขาและเรียกพวกเขาว่า "คนโง่" และ "สุนัขรับใช้"
คำตัดสินนี้เป็นเหมือนการตำหนิที่น่าตกใจจากศาลสูงสุด ซึ่งส่วนใหญ่เข้าข้างประธานาธิบดีนับตั้งแต่เขากลับมาดำรงตำแหน่ง และถือเป็นความพ่ายแพ้ทางการเมืองครั้งใหญ่ในการยกเลิกนโยบายเศรษฐกิจหลักของทรัมป์ที่ทำให้ระเบียบการค้าโลกปั่นป่วน
การประกาศอัตราภาษีล่าสุดนี้จะยิ่งก่อให้เกิดความไม่แน่นอนมากขึ้นไปอีก ในขณะที่ทรัมป์ยังคงดำเนินสงครามการค้าต่อไป ซึ่งเขาใช้มันเป็นเครื่องมือในการโน้มน้าวและลงโทษประเทศต่างๆ ทั้งมิตรและศัตรู
ความเคลื่อนไหวทันควันของทรัมป์เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการที่ทีมงานของเขาได้กำหนดและเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกอัตราภาษีศุลกากรสำหรับประเทศต่างๆ ที่ส่งสินค้าไปยังสหรัฐมาแล้วหลายระดับตลอดปีที่ผ่านมา
หลายประเทศระบุว่า พวกเขากำลังศึกษาคำตัดสินของศาลสูงสหรัฐ เช่นเดียวกับการประกาศอัตราภาษีศุลกากรของทรัมป์ในเวลาต่อมา
หนึ่งในนั้นคือประธานาธิบดีลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ของบราซิล ที่เรียกร้องให้โดนัลด์ ทรัมป์ ปฏิบัติต่อทุกประเทศอย่างเท่าเทียมกัน
"ผมอยากบอกประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกาว่า เราไม่ต้องการสงครามเย็นครั้งใหม่ และเราไม่ต้องการการแทรกแซงในประเทศอื่นใด เราเพียงต้องการให้ทุกประเทศได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน" ลูลากล่าวกับผู้สื่อข่าวขณะทำภารกิจในกรุงนิวเดลี
ฟรีดริช เมิร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี กล่าวว่า เขาจะหารือกับพันธมิตรในยุโรปเพื่อกำหนดจุดยืนที่ชัดเจนและการตอบโต้ร่วมกันต่อสหรัฐ ก่อนที่เขาจะเดินทางไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในต้นเดือนมีนาคม
ทางด้านการเมืองภายในประเทศ จอร์ช ชาปิโร ผู้ว่าการรัฐเพนซิลเวเนีย จากพรรคเดโมแครต กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่ทรัมป์จะต้องฟังศาลสูง ยุติภาษีที่สร้างความวุ่นวาย และหยุดทำลายล้างเกษตรกร เจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก และครอบครัวชาวอเมริกัน
ถึงกระนั้น ตามเอกสารข้อเท็จจริงของทำเนียบขาว อัตราภาษีใหม่นี้ตามกฎหมายแล้วเป็นเพียงชั่วคราวและอนุญาตให้ใช้ได้ 150 วัน โดยยังคงมีข้อยกเว้นสำหรับภาคส่วนที่อยู่ภายใต้การสอบสวนแยกต่างหาก รวมถึงอุตสาหกรรมยา และสินค้าที่เข้าสู่สหรัฐ ภายใต้ข้อตกลงสหรัฐ-เม็กซิโก-แคนาดา
ทำเนียบขาวระบุว่า คู่ค้าของสหรัฐที่บรรลุข้อตกลงภาษีแยกต่างหากกับรัฐบาลทรัมป์ จะต้องเผชิญกับภาษีอัตราใหม่นี้ด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ คำตัดสินของศาลสูงสหรัฐไม่ได้ส่งผลกระทบต่อภาษีเฉพาะภาคส่วนที่ทรัมป์กำหนดแยกต่างหากสำหรับเหล็ก อะลูมิเนียม และสินค้าอื่นๆ อีกหลายรายการ การสอบสวนของรัฐบาลที่ยังคงดำเนินอยู่อาจนำไปสู่การเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มเติมได้ในบางภาคส่วน
วันเดียวกัน นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีต รมว.การคลัง โพสต์เฟซบุ๊กว่า จากการประกาศดังกล่าวเป็นมาตรการชั่วคราวตามกฎหมายมีอำนาจบังคับใช้เพียง 150 วัน และความยากในการต่ออายุหากจะขยายเวลาเกิน 150 วัน ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ซึ่งมีความท้าทายสูงทั้งในแง่การเมืองและการตีความข้อกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยถือว่าได้รับประโยชน์จากสถานการณ์นี้ เนื่องจากการเจรจาเดิมไทยเคยถูกวางเป้าไว้ที่อัตราภาษีถึง 19% การเปลี่ยนผ่านนโยบายภาษีของสหรัฐครั้งนี้อาจเป็นลมช่วยพัดให้การส่งออกไทยในระยะสั้น แต่หัวใจสำคัญคือรัฐบาลไทยจะแก้โจทย์กำลังซื้อในประเทศที่ซบเซาได้อย่างไรภายใต้สภาวะหนี้ท่วม
ทางด้านนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เกมภาษีของสหรัฐยังไม่สิ้นสุด แม้มาตรการเดิมบางส่วนจะถูกยกเลิก แต่ฝ่ายบริหารสหรัฐยังมีแนวโน้มใช้เครื่องมือทางภาษีในรูปแบบใหม่เพื่อดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการค้าของตัวเอง ทั้งนี้ การประกาศปรับอัตราภาษีเป็นร้อยละ 15 ถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่ามาตรการภาษีจะยังถูกใช้เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งผลกระทบจะส่งต่อไปยังผู้ส่งออกและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย อีกประเด็นสำคัญคือความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน หากเงินบาทแข็งค่าในช่วงที่ต้นทุนภาษีเพิ่มขึ้น จะยิ่งกดดันความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยอย่างชัดเจน
นายพจน์กล่าวว่า ภาคธุรกิจไทยเผชิญแรงกดดันหลัก 3 ด้าน ได้แก่ ต้นทุนส่งออกที่สูงขึ้น ความไม่แน่นอนของกฎระเบียบที่กระทบการวางแผนธุรกิจในช่วง 150 วันข้างหน้า และการเร่งปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งเพิ่มการแข่งขันดึงดูดการลงทุนในภูมิภาค พร้อมเสนอให้ภาครัฐเร่งเดินหน้าเจรจาการค้าเชิงรุก สร้างความชัดเจนของมาตรการ และประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรักษาผลประโยชน์ผู้ประกอบการไทย ทั้งนี้ ไทยควรใช้จังหวะนี้ยกระดับเศรษฐกิจ สร้างความยืดหยุ่นของภาคธุรกิจ และเดินหน้าการทูตเศรษฐกิจ เพื่อเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้เป็นโอกาสในการเติบโตระยะยาว
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า แม้มาตรา 122 จะมีกรอบเวลาเพียง 150 วัน แต่สิ่งที่ภาคเอกชนไทยต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือความเป็นไปได้ที่ทรัมป์จะใช้มาตรา 301 ซึ่งให้อำนาจสหรัฐตรวจสอบและดำเนินมาตรการตอบโต้ประเทศที่ถูกมองว่ามีพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยประเด็นที่อาจถูกหยิบยกขึ้นมา ได้แก่ การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา การอุดหนุนอุตสาหกรรม และการบิดเบือนค่าเงิน ทั้งนี้ ประเทศไทยยังคงอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกจับตามองเรื่องการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท ซึ่งอาจกลายเป็นข้ออ้างในการดำเนินมาตรการทางการค้าเพิ่มเติมในอนาคต
"สงครามการค้าอาจดูเหมือนผ่อนคลาย แต่ยังไม่จบ ไทยต้องประเมินสถานการณ์แบบวันต่อวัน และเตรียมแผนรับมือทุกฉากทัศน์" นายเกรียงไกรระบุ
นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ภาคธุรกิจยังหายใจไม่ทั่วท้องในช่วง 150 วันข้างหน้า แต่ผู้ประกอบการไม่ควรตื่นตระหนก แต่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และสิ่งสำคัญคือเราต้องเร่งกระจายสินค้าไปยังตลาดใหม่ ควบคู่กับการผลักดันการเจรจาเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ให้คืบหน้า เพื่อเปิดประตูการค้าและลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไปในระยะยาว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
พ่ายฝน300มม.! ‘ชัชชาติ’ สารภาพยากต่อการรับมือให้รอ3วันนํ้าแห้ง
กรุงเทพฯ วิกฤต “ชัชชาติ" เผย กทม.ฝนสะสมกว่า 300 มม. ยอมรับยากต่อการรับมือ หากต้องการแก้อย่างมีประสิทธิภาพต้องลงทุนเพิ่ม ระบุสถานการณ์ทรงตัว คาดฝนลดลงช่วยระบายน้ำคลี่คลายภายใน 2-3 วัน พร้อมถอดบทเรียนพัฒนาระบบพยากรณ์
‘อนุทิน’รีบบินกลับ!
"อนุทิน" รีบกลับไทยก่อนกำหนด ประชุมคอนเฟอเรนซ์กำกับสถานการณ์น้่ำท่วมกรุง รัฐบาลเตือน 25 จังหวัดเสี่ยงแผ่นดินถล่ม-น้ำป่าไหลหลาก ย้ำพื้นที่ฝนสะสมสูงเตรียมพร้อมอพยพ เปิดจุดจอดรถหนีน้ำฟรี
นายกฯโรดโชว์ แวะจีบอังกฤษ ลงทุนนวัตกรรม
นายกฯ โรดโชว์อังกฤษ ชูเสถียรภาพรัฐบาล ช่วยเดินหน้านโยบายต่อเนื่อง สร้างความเชื่อมั่น ชวนเอกชนสหราชอาณาจักรลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต AI-วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี-นวัตกรรม
‘จีน-สหรัฐ’ คุมเข้มAI ตั้งช่องทางสื่อสาร
จีนและสหรัฐอเมริกาตกลงที่จะจัดตั้ง "ช่องทางการสื่อสาร" สำหรับเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ ทั้งสองฝ่ายกล่าวหลังจากที่การประชุมสุดยอดที่วอชิงตันไม่ประสบความคืบหน้าใดๆ
อดีตเด็กลุงป้อม รอดปมดิไอคอน ซัดดีเอสไอแกล้ง
ศาลอาญายกฟ้อง “อดีตเด็กลุงป้อม" กับเเม่-บอสพอล คดีฟอกเงินดิไอคอน ชี้หลักฐานโจทก์ไม่พอรับฟังเอาผิดได้ “สามารถ”
นายกฯโชว์สปีช ที่ประชุม‘ยูเอ็น’ ก่อนไป‘อังกฤษ’
นายกฯ กล่าวถ้อยแถลงประชุมยูเอ็น ย้ำจุดยืน “ปฏิรูปสหประชาชาติ” เพิ่มเสียงที่เท่าเทียมของนานาชาติ

