ซัดกกต.ฟ้องปิดปากตรวจสอบ

“ไอติม” เข้าพบ ตร. สู้คดี กกต.เอาผิดปมบัตรเลือกตั้ง “เจษฎ์” เตือนรับรองไปก่อนสอยทีหลังระวัง ม.157 “ปชป.” ไล่บี้ทบทวนท่าที หลังแจ้งความเอาผิดประชาชน สมาคมนักข่าวฯ เรียกร้องเคสดำเนินคดีช่างภาพ “ทนายนกเขา” ยื่นผู้ตรวจฯ สอบ กกต.

เมื่อวันที่ 27 ก.พ. ที่ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมทนายความ เดินทางมาพบพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ฟ้องดำเนินคดีในความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง 2560  มาตรา 66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา 116 มาตรา 209 มาตรา 322 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14

นายพริษฐ์เปิดเผยว่า มาลงบันทึกประจำวันเพื่อมายืนยันความบริสุทธิ์ใจของตนเองกับเจ้าหน้าที่ หลังจากได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่า กกต.ได้เข้าแจ้งความ แต่ในส่วนของรายชื่อคนที่ถูกกล่าวหา ขั้นตอนนี้ไม่สามารถเผยแพร่ได้ ซึ่งคนที่จะรู้ดีที่สุดว่าแจ้งข้อหาอะไร หรือแจ้งความใคร คือ กกต.  อยากจะเรียกร้องให้ กกต.พูดออกมาอย่างช้าๆ  และชัดๆ ว่า แจ้งความใครบ้าง และข้อเท็จจริงที่ใช้แจ้งความมีอะไรบ้าง แทนที่จะใช้วิธีการปล่อยข่าวแบบนี้

นายพริษฐ์กล่าวว่า มั่นใจว่าในวันที่ 22 ก.พ. ที่มีการเลือกตั้งใหม่ในพื้นที่เขตคันนายาว กทม. ตนเดินทางไปถึงหน่วยเลือกตั้งดังกล่าวหลังจากที่มีการปิดหีบเวลา 17.00 น. ซึ่งอยู่ในช่วงของการสังเกตการณ์การนับคะแนน เป็นขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดอยู่แล้ว ซึ่งการนับคะแนน กกต.จะต้องทำในพื้นที่ที่โปร่งใสต่อหน้าพี่น้องประชาชน การที่ตนไปร่วมสังเกตการณ์การนับคะแนนใหม่ไม่มีอะไรที่ผิดกฎหมาย ยังไม่นับว่าในวันนั้นมีเจ้าหน้าที่ กกต.อยู่หลายคน รวมถึงรองเลขาธิการ กกต. ก็ไม่เห็นว่าจะมีท่าทีอะไร และเจ้าหน้าที่คนใดพยายามจะตักเตือนชี้แนะว่าสิ่งที่ทำอยู่เป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ ตนขอยืนยันความจริงแบบนี้ และพร้อมเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการ

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการแจ้งความกลับหรือไม่ นายพริษฐ์ตอบว่า ต้องรอดูว่า กกต.แจ้งความด้วยข้อเท็จจริง และขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่จะปรากฏหรือไม่ หากพบว่าเป็นการแจ้งความข้อมูลอันเป็นเท็จ ทาง นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรค ปชน. พร้อมที่จะดำเนินการกลับทันที

เมื่อถามว่า เป็นการฟ้องปิดปากหรือไม่ นายพริษฐ์ระบุว่า ตนไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงแทนบุคคลอื่นได้ ซึ่งในวันนั้นไม่เห็นบางคนใน 6 รายชื่ออยู่ในเหตุการณ์ แต่กลับถูกแจ้งความ จึงอยากให้เจ้าตัวมายืนยันข้อเท็จจริง น่าจะแม่นยำกว่า อย่างไรก็ตาม หน่วยงานรัฐเวลาเจอพี่น้องประชาชน ถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับการทำหน้าที่ และถ้าเป็นการตั้งคำถามที่ไม่ได้ผิดกฎหมาย อย่างการสังเกตการณ์การนับคะแนน สิ่งที่หน่วยงานรัฐพึงกระทำ คือการชี้แจงให้ประชาชนซึ่งข้อสงสัย ไม่ใช่การดำเนินคดีกับประชาชน

ขณะที่ พ.ต.อ.ชัยวุฒิ เกียรติก้องกำจาย รอง ผบก.ป. เปิดเผยว่า ขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างหารือเพื่อตั้งคณะพนักงานสอบสวนมาทำคดีนี้โดยเฉพาะ เนื่องจากเป็นคดีเฉพาะด้าน อีกทั้งยังเป็นคดีที่ได้รับความสนใจจากประชาชน คาดว่าจะมีคณะกรรมการประมาณกว่า 10 นาย ส่วนการดำเนินคดีทางอาญา แม้ว่าสำนักงาน กกต.จะประสงค์ดำเนินคดีกับบุคคลทั้ง 6 คน ในข้อหาความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง 2560 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ตามข้อกฎหมายดังกล่าวบัญญัติถึงลักษณะความผิดและบทลงโทษไว้ค่อนข้างรุนแรง แต่เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะดูองค์ประกอบพยานหลักฐานที่มีอยู่ ว่าเข้าข่ายความผิดทั้งหมดที่ กกต.ตั้งมาหรือไม่

เตือน กกต.ระวังผิด ม.157

พ.ต.อ.ชัยวุฒิระบุว่า คณะพนักงานสอบสวนจะนัดหารือเพื่อสรุปแนวทางการทำงานในสัปดาห์ ช่วงวันที่ 4-5 มี.ค. รวมถึงเรียกตัวแทนจาก กกต. มาสอบคำให้การในช่วงสัปดาห์หน้าเช่นกัน เพื่อจะพิจารณาว่าจะต้องเรียกบุคคลที่ถูกกล่าวหามาสอบปากคำเมื่อใด รวมถึงจะต้องสืบหาพยานหลักฐานในส่วนใดเพิ่มเติมด้วย

นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ กล่าวถึงกรณี กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต ล็อตแรก 396 คนว่า ในสภาวการณ์ที่เกิดขึ้นค่อนข้างเร็วไป  ซึ่งยังมีเรื่องหมักหมมที่ไม่ชัดเจน ทั้งเรื่องร้องเรียนต่างๆ ที่ยังไม่ทันได้ตรวจสอบ โดย กกต.อาจใช้วิธีว่า ไม่เป็นไร รับรองไปก่อน แล้วไปสอยทีหลัง แต่วันนี้การเลือกตั้งยังคลุมเครือ ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข ท้ายที่สุดเมื่อ สส.เข้าสภาแล้วไม่ลงตัว ต้องรื้อขึ้นมา แล้วเกิดมีใบเหลือง ยังพอทำเนา แต่ถ้ามีใบแดงจะเกิดปัญหาแน่นอน

 “ท้ายที่สุดสิ่งที่คนไปร้องทาง กกต. มันจะลักษณะคล้ายกับว่ายังไม่ได้ชันสูตรพลิกศพ เอาศพไปเผาก่อน แบบนี้ทาง กกต.มีโอกาสจะเดือดร้อน ก็ต้องเรียนว่าช่วยท่านไม่ได้แล้ว ตอนนี้ท่านประกาศรับรองไปแล้ว ท่านก็ต้องหาทางไปตรวจสอบให้ได้ว่าที่รับรองไปมีปัญหาอะไร ท่านต้องรีบไปแก้” นายเจษฎ์กล่าว

นายเจษฎ์ยังกล่าวถึงกรณี กกต.ไล่เช็กบิลประชาชนที่ถ่ายภาพหรือแชร์ข้อมูลบัตรเลือกตั้งว่า แม้จะเป็นเอกสารราชการ แต่ กกต.ควรใช้กลไกบริหารในการสั่งหยุดหรือป้องปรามมากกว่าการเดินหน้าแจ้งความดำเนินคดีอย่างบ้าคลั่ง ซึ่งหาก กกต.เล่นบทโหด ใช้กฎหมายอาญาไล่บี้ประชาชน ระวังจะเจอประชาชนสวนกลับด้วยมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จนเกิดความวุ่นวายไม่จบสิ้น

ด้านพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้ออกแถลงการณ์เรื่อง ขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ทบทวนท่าที และการดำเนินการต่อการตรวจสอบการจัดการการเลือกตั้ง โดยมีเนื้อหาตอนหนึ่งระบุว่า พรรค ปชป.ไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการดังกล่าวของ กกต.อย่างยิ่ง เนื่องจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา มีความผิดพลาดบกพร่องและข้อสงสัยในการดำเนินการเกิดขึ้นหลายประการ ทั้งกรณีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ที่มีการชี้แจงที่สับสนกลับไปกลับมาจนบานปลายกลายเป็นปัญหาข้อกฎหมายและความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ  จนทำให้มีการยื่นร้องต่อศาลปกครอง ผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อนำเรื่องสู่ศาลรัฐธรรมนูญ

จี้ทบทวนแจ้งความประชาชน-สื่อ    

แถลงการณ์ระบุอีกว่า การที่บุคคลต่างๆ ต้องการตรวจสอบกรณีที่ตนมีความสงสัย โดยใช้วิธีการต่างๆ ที่ไม่เป็นการขัดขวางรบกวนการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ย่อมเป็นสิทธิอันพึงมีพึงได้ตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ การตอบโต้การดำเนินการตรวจสอบใดๆ ด้วยการฟ้องบุคคลที่ตรวจสอบ จึงเสมือนเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ ส่อนัยของการฟ้องเพื่อปิดปากสาธารณะ ซึ่งขัดหลักความโปร่งใสในระบอบประชาธิปไตยที่สุจริตอย่างยิ่ง

แถลงการณ์ตอนท้ายระบุว่า ขอเรียกร้องให้ กกต.หยุดดำเนินการในลักษณะดังกล่าว และใช้การชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะเพื่อยืนยันความโปร่งใสในการดำเนินการ และดำรงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีขององค์กรที่มีความสำคัญในระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยต่อไป

วันเดียวกัน สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้อง กกต.ทบทวนการฟ้องร้องดำเนินคดีกับช่างภาพข่าว ชี้เป็นการสร้างความหวาดกลัวในการรายงานข่าวสารสาธารณะถึงความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย

โดยมีเนื้อหาตอนหนึ่งเรียกร้องให้ กกต.พิจารณาข้อเท็จจริงของกรณีดังกล่าวอย่างรอบด้าน โดยคำนึงถึงเจตนาสุจริตของผู้ปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชน ตามหลักการคุ้มครองเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสารของประชาชนควบคู่กันไป สมาคมฯ หวังว่า กกต.จะพิจารณาทบทวนการฟ้องร้องดำเนินคดีกับช่างภาพสื่อด้วยความรอบคอบโดยไม่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน

ขณะที่ นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ได้ให้ความเห็นผ่านเฟซบุ๊กสมาคมทนายความฯ ว่า การที่ กกต.ไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับประชาชนที่ตรวจสอบการทำงานของ กกต. จึงเป็นการกระทำที่น่าละอาย เพราะประชาชนมิได้ขัดขวางการเลือกตั้ง ซึ่งพยานหลักฐานที่ยืนยันความข้อนี้คือ ไม่มีประชาชนผู้ใดไปร้องทุกข์เพราะถูกขัดขวางการเลือกตั้งแต่อย่างใด การกระทำของ กกต.จึงเข้าข่ายลักษณะเป็นการกลั่นแกล้งและข่มขู่ประชาชนให้เกิดความกลัวและหวาดระแวงในการใช้สิทธิในการตรวจสอบดังกล่าว ตลอดจนใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือปิดปากประชาชน อันเป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 25 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 78 แต่ประชาชนกลับไม่มีอำนาจถอดถอน กกต. เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้โกงเอาอำนาจของประชาชนไป

วันเดียวกัน ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน  นายนิติธร ล้ำเหลือ หรือทนายนกเขา นำทีมเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ยื่นหนังสือให้ตรวจสอบการทำหน้าที่ของ กกต.ที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ในกรณีการจัดเลือกตั้ง ไม่ลับ ไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม

นายนิติธรกล่าวว่า ตนเองยื่นร้องต่อผู้ตรวจการฯ ให้พิจารณาพฤติการณ์การกระทำของ กกต.และกระบวนการเลือกตั้งทั้งหมด ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย โดยมองว่ากระบวนการเลือกตั้งทั้งหมดขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยสิ่งที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ขณะนี้มีประเด็นที่พอจะสรุปได้คือคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ด ซึ่ง กกต.เคยแถลงข่าวว่าเชื่อมโยงข้อมูลได้ ซึ่งหากเชื่อมโยงข้อมูลได้ การเลือกตั้งจะลับหรือไม่ โดยในมาตรา 85 ของรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่า โดยตรงและลับเท่านั้น ไม่ได้มีการอธิบายเพิ่มว่ามอบให้ใครเป็นผู้รักษาความลับ  ฉะนั้นต้องลับด้วยกระบวนการ เมื่อใช้เทคโนโลยีเข้ามาก็มีปัญหาตามมาว่า ใครเป็นเจ้าของระบบและใครเข้าถึงระบบ

นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ KPI Poll เปิดเผยว่า ผลการสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 10 ที่ศูนย์ได้ทำการสำรวจ 13-16 ก.พ.69 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้

1.การเลือกตั้งครั้งนี้ ประชาชนมองว่ามีความสุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่? (สำรวจโดย x Line Today) เสียงส่วนใหญ่ชัดเจนว่า ไม่เชื่อมั่นต่อความสุจริตเที่ยงธรรม 87.7% รู้สึกไม่ค่อยสุจริตเที่ยงธรรม-ไม่สุจริตเที่ยงธรรมเลย สูงสุด โดยมีเพียง 12.3% ที่รู้สึกค่อนข้างสุจริตเที่ยงธรรม-สุจริตเที่ยงธรรมมากที่สุด ซึ่งช่องว่างความเชื่อมั่นที่กว้างมาก (กลุ่มเชิงลบมากกว่ากลุ่มเชิงบวกประมาณ 7 เท่า) สะท้อนวิกฤตความกังวลและความไว้วางใจต่อความสุจริตเที่ยงธรรมของกระบวนการจัดเลือกตั้งครั้งนี้

นายอิสระกล่าวด้วยว่า การสำรวจครั้งนี้สะท้อนภาวะความไว้วางใจต่อกระบวนการเลือกตั้งที่สั่นคลอนอย่างชัดเจน แม้งานด้านหน้างานบางเรื่องถูกมองว่าค่อนข้างดี แต่มีประเด็นจำนวนมากที่ประชาชนให้ กกต.สอบตก โดยเฉพาะด้านการป้องกันและปราบปรามทุจริต โดยรวมจึงเป็นสัญญาณว่า ประชาชนไม่ได้กังวลเฉพาะเหตุการณ์เฉพาะจุด แต่กังวลต่อความน่าเชื่อถือของทั้งกระบวนการและมาตรฐานการกำกับดูแล จากนี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของ กกต.ที่ต้องเร่งกู้ความไว้วางใจและวิกฤตศรัทธา เพราะอีกไม่นานนี้ จะมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.เป็นสนามต่อไป ซึ่งประชาชนจะจับตาดูการทำงานของ กกต.อย่างเข้มข้นขึ้นแน่นอน.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศาลแพ่งไฟเขียว สั่ง‘อายัด’ทรัพย์! แก๊ง‘สแกมเมอร์’

“ปปง.” เผยศาลแพ่งมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สิน 4 คดีดัง “ยิม เลียก-เบน สมิธ-เฉิน จื้อ-ก๊ก อาน-เอื้ออังกูร" มูลค่ารวมกว่า 13,074 ล้านบาท

ชัยชนะในเมืองหลวงของพรรคส้ม กับข้ออ้างเฟกนิวส์ใน LINE กลุ่มหมู่บ้าน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโลกโซเชียลทันที เมื่อปรากฏคำชี้แจงถึงสาเหตุความพ่ายแพ้ในภาพรวมของพรรคประชาชน หรือ “พรรคส้ม” ที่ขัดแย้งกับหลักความจริงอย่างย้อนแย้ง