ชัยชนะในเมืองหลวงของพรรคส้ม กับข้ออ้างเฟกนิวส์ใน LINE กลุ่มหมู่บ้าน

รูปภาพจาก พรรคประชาชน - People's Party

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโลกโซเชียลทันที เมื่อปรากฏคำชี้แจงถึงสาเหตุความพ่ายแพ้ในภาพรวมของพรรคประชาชน หรือ “พรรคส้ม” ที่ขัดแย้งกับหลักความจริงอย่างย้อนแย้ง

โดยเฉพาะคำกล่าวของ “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ภายหลังการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่พรรคพลาดเป้าหมายในการเป็นพรรคอันดับหนึ่งของประเทศ ซึ่งได้ระบุผ่านรายการ “สมมุติว่า” ทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสไว้ชัดเจนว่า

“ต้องบอกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ เราแพ้ในสมรภูมิเฟกนิวส์ ที่บอกเราแพ้คืออะไร เพราะเราเป็นฝ่ายตั้งรับมาโดยตลอด แล้วสมรภูมิที่แก้ได้ยากมากก็คือ ใน LINE กลุ่มมือถือซึ่งกระจายตาม LINE กลุ่มหมู่บ้าน ถ้าอยู่ใน Facebook ใน x อะไรแบบนี้มันแก้ได้ เพราะเราเห็นว่าใครโพสต์ แต่พออยู่ใน Line มันแก้ยากมาก”

เมื่อคำพูดนี้ออกมาจากปากของหัวหน้าพรรค ย่อมเท่ากับเป็นการชี้แจงทัศนะของพรรคโดยตรง ข้อมูลชุดนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณาถึงความสอดคล้องกับความเป็นจริง

หากย้อนกลับไปในการเลือกตั้งปี 2566 ที่พรรคชนะเป็นอันดับหนึ่ง ในวันนั้นคำอธิบายคือประชาชนเลือกด้วยวิจารณญาณที่ตื่นรู้ และกำลังพาประเทศไปสู่ทิศทางใหม่

ความมั่นใจจากชัยชนะครั้งนั้นเอง ที่ส่งผลมาถึงการเลือกตั้งปี 2569 พรรคจึงชูสโลแกนสำคัญที่ย้ำซ้ำทุกเวทีคือ “เชื่อในประชาชน” คำนี้ถูกสกรีนบนเสื้อหาเสียง ปรากฏบนป้ายหาเสียง และแกนนำยืนยันผ่านไมโครโฟนทุกครั้งว่าประชาชนตื่นตัวแล้ว รู้เท่าทันแล้วแต่เมื่อผลในปี 2569 ไม่เป็นไปตามเป้า คำอธิบายกลับเปลี่ยนไปเป็นเรื่องสมรภูมิเฟกนิวส์ใน LINE กลุ่มหมู่บ้าน

ตรรกะนี้พลิกจากการยกประชาชนขึ้นเป็นพลังแห่งความตื่นรู้ที่พรรคเคยประกาศว่า "เชื่อมั่น" ไปสู่การวางน้ำหนักว่าเสียงจำนวนหนึ่งตัดสินใจเพราะข้อมูลเท็จในพื้นที่ปิด

การยอมรับคำอธิบายของหัวหน้าพรรคเท่ากับยอมรับว่ามีประชาชนจำนวนหนึ่งเลือกลงคะแนนจากข้อมูลที่ผิดพลาด ภาพของประชาชนในวันที่พ่ายแพ้ในภาพรวม จึงแตกต่างจากภาพในวันชนะอย่างสิ้นเชิง ทั้งที่ระยะเวลาห่างกันเพียงไม่กี่ปี

เรื่องนี้จึงไม่ได้มีแค่ประเด็นว่า แอปพลิเคชันไหนคุมยากกว่า แต่อยู่ที่ความสม่ำเสมอของท่าทีที่มีต่อประชาชน เมื่อผลออกมาตรงใจ ประชาชนคือพลังแห่งเหตุผล แต่เมื่อผลไม่ตรงใจ เหตุผลกลับถูกโยงไปที่สภาพแวดล้อมทางข้อมูลเป็นหลัก

การเมืองไม่ได้วัดกันแค่การปราศรัยบนเวที แต่วัดกันที่คำอธิบายหลังความพ่ายแพ้ด้วย

ในความเป็นจริง LINE กลุ่มหมู่บ้าน คือสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปในพื้นที่กรุงเทพฯ หรือเขตเมืองใหญ่ ทุกคอนโดมิเนียมและทุกบ้านจัดสรร ต่างมีกลุ่มแชทนิติบุคคลหรือกลุ่มลูกบ้าน ไว้สื่อสารกันอย่างใกล้ชิด

ซึ่งกรุงเทพฯ นี่เองคือพื้นที่ที่พรรคส้มชนะยกจังหวัดทั้ง 33 เขตในการเลือกตั้งครั้งนี้ ความย้อนแย้งอยู่ตรงที่ พรรคพยายามอธิบายว่า Facebook หรือ X เป็นพื้นที่ที่ "จัดการง่าย" เพราะระบบเปิดให้เห็นโพสต์ที่เป็นปัญหา

แต่พรรคกลับระบุว่า LINE คือสมรภูมิที่ยากลำบากเพราะเป็นพื้นที่ปิดที่เข้าไปโต้ตอบหรือแก้ข่าวได้ยาก ทว่า... ในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่คนอยู่บ้านจัดสรรและคอนโดมีกลุ่มไลน์กันแทบทุกบ้าน พรรคกลับชนะเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ในทางกลับกัน พื้นที่ชนบทหรือต่างจังหวัดที่พรรคพ่ายแพ้ ในความเป็นจริงชาวบ้านในหมู่บ้าน แทบไม่มี "กลุ่มไลน์หมู่บ้าน" เหมือนคนในเมืองหลวง แต่พวกเขารับข่าวสารผ่าน Facebook และ TikTok เป็นหลัก ซึ่งเป็นระบบเปิดที่พรรคอ้างมาตลอดว่าจัดการง่ายและเห็นตัวตนคนโพสต์ได้ชัดเจนกว่า

ซ้ำร้ายวิถีชีวิตในต่างจังหวัดยังเน้นการปฏิสัมพันธ์โดยตรง ทั้งการล้อมวงคุยหน้าบ้าน ในสภากาแฟ หรือตามตลาดสด ซึ่งเป็นพื้นที่สื่อสารทางสังคมที่มีชีวิตและมีพลังโน้มน้าวใจมากกว่าหน้าจอ อันเป็นวิถีที่แตกต่างจากสังคมเมืองใหญ่ที่ความสัมพันธ์มักถูกจำกัดอยู่แค่ในแชทกลุ่มหมู่บ้านหรือกลุ่มนิติบุคคล

การหยิบยกเรื่องแอปพลิเคชันขึ้นมาเป็นจำเลย จึงสะท้อนให้เห็นว่าพรรคอาจกำลังหมกมุ่นอยู่กับการแก้สมการบนจอมือถือ จนลืมอ่านสมการในใจคนที่มีชีวิตจิตใจจริงๆ

ความจริงในโลกออนไลน์คือ ข่าวปลอมมีอยู่ทุกสีทุกฝ่าย และฐานผู้สนับสนุนของทุกพรรคต่างเคยส่งต่อข้อมูลที่คลาดเคลื่อนเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการเมือง

แต่การเมืองนั้นตัดสินกันที่ความเชื่อมั่น หากความศรัทธายังแข็งแรง เฟกนิวส์ย่อมมีผลจำกัด การที่คะแนนเสียงหายไปจำนวนมากอาจไม่ใช่เพราะสมรภูมิข่าวลวง แต่มันคือสัญญาณความถดถอยของความน่าเชื่อถือ ทั้งจากภาพลักษณ์พรรค ตัวบุคคลที่ไม่ดึงดูดใจ และนโยบายที่ถูกมองว่าใช้การไม่ได้จริง

เมื่อความเชื่อมั่นพังทลาย ข้อมูลที่ผิดพลาดจึงกลายเป็นเพียงข้ออ้างที่พรรคใช้บดบังความเสื่อมศรัทธาที่เกิดขึ้นจริง

ผลเลือกตั้งเกิดจากการตัดสินใจของคนทีละคน เฟกนิวส์อาจมีอิทธิพลบ้างแต่ไม่อาจใช้คำนี้มาอธิบายคะแนนเสียงทั้งหมดได้

ความแตกต่างระหว่างคำอธิบายชัยชนะในปี 2566 กับความพ่ายแพ้ในปี 2569 สะท้อนให้เห็นมาตรฐานที่พรรคใช้มองประชาชนในวันที่ผลลัพธ์ต่างกัน

มาตรฐานนี้เองจะเป็นตัวกำหนดว่า คำว่า “เชื่อในประชาชน” ยังคงมีความหมายที่จริงใจ หรือเป็นเพียงคำสวยหรูที่พรรคเลือกใช้เฉพาะในวันที่ได้รับชัยชนะเท่านั้น

การยอมรับว่าสู้ที่ใจคนไม่ได้ ย่อมมีน้ำหนักมากกว่าการชี้ไปที่หน้าจอมือถือของชาวบ้าน แล้วบอกว่านั่นคือต้นเหตุของความพ่ายแพ้.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ภาวุธ' ขอบคุณที่ช่วยดึงสติ หลังรีวิวเชิงบวกโครงการ AI ทำเข้าใจผิดปล่อยผ่านเรื่องตรวจสอบ

นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ตนต้องขอโทษทุกท่านจากใจจริงสำหรับโพสต์ก่อนหน้านี้ การที่ผมมุ่งเน้นวิจารณ์เพียงแค่ระบบบริการของ AI Pass มากเกินไป ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าตนจะปล่อยผ่านเรื่องการตรวจสอบ

'ณัฐพงษ์' อัด 'ประธานโสภณ' หยุดเคลมผลงาน ชี้สภาไม่ล่ม เพราะทุกพรรคร่วมมือ

'เท้ง' ซัด 'โสภณ' หยุดเคลมผลงาน ชี้ 'สภาฯไม่ล่ม' เพราะทุกพรรคร่วมมือ จี้ ใช้อำนาจส่งเรื่องตรวจสอบองค์กรอิสระ หนุนแก้ ข้อบังคับสภาฯ หวัง ฝ่ายบริหารมีความรับผิดชอบ แนะ เอาวิจัยพระปกเกล้าฯ ตั้งเรื่อง ทำสภาฯโปร่งใสได้เลย

'เท้ง' ชี้ปัญหารุมล้อม 'มหาดไทย' คือจุดเปราะบางที่สุดของรัฐบาลภูมิใจไทย

'เท้ง' มั่นใจเสียงฝ่ายค้าน ล้ม 'รัฐบาล' ได้ ชี้ มท. คือเปราะบางที่สุด ปมทุจริตสอบท้องถิ่น-พ่อทิพย์แม่ทิพย์ ซัด 'ระบอบน้ำเงิน' ไร้เสถียรภาพเป็น 'รบ.' ได้ไม่นาน รอจังหวะเหมาะสมยื่นสักฟอกทันที

'เท้ง' มอง 'ภาวุธ' สื่อสารไม่รอบคอบ หลังวิจารณ์เชิงบวกโครงการ AI ยันไม่มีเจตนาแลกคดี

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน โพสต์ข้อความคล้ายกับสนับสนุนโครงการ TH-AI Passport ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่าทำไปเพื่อแลกกับคดีความหรือไม่ ว่า ตนเชื่อว่านายภาวุธไม่ได้เจตนาแลกกับผลกระทบที่ได้รับเรื่องคดี แต่การสื่อสารอาจจะไม่ได้ระมัดระวังมากพอ

'ศิริกัญญา' ฉะ ก.คลัง ไร้แผนรองรับอุทธรณ์สิทธิบัตรคนจน จี้เร่งแก้ปัญหาอย่าให้คนเดือดร้อนจริงต้องหลุดระบบ

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชนให้สัมภาษณ์ถึงการประกาศรับรองสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีปัญหาหลายคนถูกตัดสิทธิ์ ว่า ทางรัฐบาลโดยกระทรวงการคลังมีการวางแผนไว้ตั้งแต่ต้นว่าปีนี้จะเป็นปีที่มีการลงทะเบียนใหม่และจะพยายามลดจำนวนผู้ที่ได้รับบัตรสวัสดิการการแห่งรัฐ ซึ่งเราสังเกตได้จากตัวงบประมาณที่ปีนี้ตั้งวงเงินไว้แค่ 42,000 ล้านบาท

'ภคมน' จี้ 'นพ.สรณ' ต้องรับผิดชอบต่อสาธารณะ หลังบอร์ดสรรหา กสทช. ชี้มีลักษณะต้องห้าม

"ภคมน" จี้ "หมอสรณ" รับผิดชอบมติสำคัญ ควบรวมค่ายมือถือ-กองทุน USO หลัง คกก.สรรหาชี้ มีลักษณะต้องห้าม บอกแม้ไม่ใช่นักการเมือง แต่ต้องรับผิดชอบต่อสาธารณะ มองเป็นสิทธิ์ หากร้องศาลปกครอง แต่เปลี่ยนข้อเท็จจริงไม่ได้ ขอรอดูท่าทีนายกฯหลังเสร็จภารกิจเยือนจีน หากยังนิ่งเฉย กมธ.พัฒนาการเมืองฯจะทำหนังสือให้เร่งถอดถอน