รัฐ-เอกชนรับมือวิกฤต เร่งหาแหล่งน้ำมัน-ก๊าซ

นายกฯ ประชุมทีมเศรษฐกิจทั้งภาครัฐและเอกชน ลั่นทุกวิกฤตมีโอกาส มั่นใจเอาอยู่ไม่ส่งผลกระทบประชาชน “เอกนิติ” เผยผลกระทบ 5 ด้านพร้อมแนวทางดูแล “ศุภจี” ดัน 6 มาตรการรับมือ “อรรถพล” สั่งเร่งหาแหล่งน้ำมัน รับราคาก๊าซอาจพุ่งแต่คุมอยู่ “ส.อ.ท.-นักวิชาการ” ผวาน้ำมันพุ่ง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หวังให้เรื่องจบภายใน 1 สัปดาห์

เมื่อวันจันทร์ที่ 2 มีนาคม 2569 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล ในเวลา 13.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องรวมถึงภาคเอกชน และสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เข้าร่วม ซึ่งในเวลา 15.40 น. นายอนุทินแถลงผลประชุมว่า ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางนั้นประเทศไทยของเรามีผลกระทบอยู่บ้าง แต่ยังอยู่ในระดับที่เราจะเร่งทำการรับมือ และแก้ไขไม่ให้เกิดผลกระทบที่มีความรุนแรง ก็จะพยายามใช้ทุกวิถีทางในการสร้างโอกาส

 “ในทุกวิกฤตมันมีโอกาส เราพยายามสร้างโอกาสเหล่านั้นให้เกิดขึ้นกับประเทศไทยให้มากที่สุด ซึ่งผมได้แจ้งให้ตัวแทนภาคเอกชน ประกอบด้วย ประธานสภาอุตสาหกรรม, ประธานสภาหอการค้าไทย, ประธานสมาคมธนาคารไทย รับทราบถึงสถานการณ์และได้รับฟังความคิดเห็น ข้อชี้แนะ และแนวทางที่ภาคเอกชนต้องการให้รัฐบาลไทยดำเนินการสนับสนุน” นายอนุทินระบุ

นายอนุทินกล่าวอีกว่า ในภาพรวมได้หารือกับสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และกระทรวงการคลังก่อนประชุม โดยเราได้มีการประเมินว่าสถานการณ์ในปัจจุบันต้องถือว่ายังมีความไม่แน่นอน แต่ถ้ามันเป็นเช่นนี้มันจะมีผลกระทบต่อต้นทุนต่างๆ รวมถึงต้นทุนการขนส่งสินค้า และในเรื่องของราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ต้องปรับตัวสูงขึ้นในระยะหนึ่งแน่นอน แต่การผลิตน้ำมันส่วนเกินในตลาดโลกมันมีอยู่สูง ฉะนั้นในเรื่องราคาน่าจะมีผลกระทบแต่ไม่มากนัก เพราะกลุ่มผลิตน้ำมัน องค์กรร่วมประเทศผู้ผลิตน้ำมันเพื่อการส่งออก (โอเปก) ได้ปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน

 “เรื่องของความมั่นคงทางด้านพลังงาน ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ควบคุมสถานการณ์ได้ มีการสำรองพลังงาน  สำรองน้ำมันเชื้อเพลิง และสำรองในเรื่องของพลังงานต่างๆ ไว้ในระดับที่จะไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับพี่น้องประชาชน และไม่ให้มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจมาก" นายอนุทินย้ำ

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง ระบุว่า ผลกระทบมี 5 ช่องทาง คือ 1.เรื่องพลังงาน เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซมีน้ำมัน 20% จากทั่วโลก ทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้นในระยะสั้น 5% ซึ่งกระทรวงพลังงาน (พน.) ได้เตรียมรองรับผลกระทบ โดยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่สามารถดูแลผลกระทบในระยะสั้น  และมีน้ำมันสำรองเพียงพออยู่ที่ 60 วัน เชื่อว่าระยะสั้นจะดูแลไม่ให้เกิดผลกระทบกับประชาชนได้ และมีเวลาเพียงพอหาตลาดใหม่

นายเอกนิติกล่าวว่า 2.คือด้านการค้า ในด้านสินค้าและบริการได้รับผลกระทบทางตรงไม่มาก เพราะส่งไปตะวันออกกลางเพียง 4% และนำเข้าเพียง 8% แต่ผลกระทบทางอ้อม ทั้งเรื่องค่าระวางเรือ ค่าขนส่ง และค่าต้นทุนส่วนต่างที่เกิดจากสงคราม ซึ่งเตรียมความพร้อมรองรับไว้แล้ว 3.ด้านการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบทางตรงไม่มาก มีนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเพียงแค่ 4% ในระยะสั้นถือว่าไม่เยอะมาก และเป็นการคว้าโอกาสดี เนื่องจากสายการบินที่มีศูนย์กลางอยู่ตะวันออกกลางอาจมีความลำบาก จึงอาจดึงนักท่องเที่ยวมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะไทย

สั่งการบ้านคว้าโอกาส

นายเอกนิติกล่าวอีกว่า 4.ด้านทองคำ ได้รับผลกระทบไม่มาก ไม่ถึง 2% ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ของไทยขึ้นมาถึง 17% มองว่ามีเสถียรภาพ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองว่าทุนสำรองระหว่างประเทศมีจำนวนมาก สามารถรองรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในตลาดเงินตลาดทุนได้ และ 5.แรงงานที่มีการประสานกับภาคเอกชน และกระทรวงการต่างประเทศให้การดูแลคนไทย

“นายกฯ ได้มอบการบ้านให้ไปหารือกับภาคเอกชนว่า จะสามารถคว้าโอกาสนี้ได้อย่างไร ทั้งมิติด้านการลงทุนที่จะเข้ามาสู่ภูมิภาคเอเชีย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งเรื่องการท่องเที่ยว การแพทย์และอาหาร และใช้โอกาสการวางตัวเป็นกลางของเราในการคว้าโอกาสในเชิงเศรษฐกิจ” นายเอกนิติกล่าว

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ผลกระทบยังอยู่ในวงที่จำกัด ประเมินว่าสัดส่วนรายได้ที่เกิดขึ้นจากการค้าขาย ทั้งนำเข้าและส่งออกยังเป็นปริมาณไม่มาก ซึ่งสิ่งที่เราต้องพึงระวังคือ ภาพรวมโดยรวมของภูมิภาคตะวันออกกลาง เพราะยังมีมูลค่าของการที่เราค้าขายระหว่างกันอยู่ประมาณ 4-5% แต่ถือว่าไม่มากนัก ส่วนสิ่งที่ต้องระวังอีกเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นผลกระทบทางอ้อม คือการพาณิชย์กับภูมิภาคอื่น เพราะอาจกระทบเรื่องการขนส่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของยุโรป

นางศุภจีกล่าวต่อว่า พณ.จะมีมาตรการหลักใหญ่ 6 มาตรการในเรื่องนี้ คือ 1.การบริหารจัดการราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคในประเทศ ไม่ให้ฉวยโอกาสขึ้นราคาโดยไม่ถูกต้อง และไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง 2.จัดหาแหล่งวัตถุดิบและปัจจัยผลิตสำรอง โดยเฉพาะเรื่องพลังงานที่มาจากตะวันออกกลาง 3.ตั้งศูนย์เฉพาะกิจ รับข้อชี้แนะ และให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการที่ต้องการทำการค้าและการส่งออก โดยสามารถติดต่อได้ที่ 1169 ตลอดเวลา 4.บริหารจัดการการขนส่ง การประสานกับผู้ให้บริการขนส่งทางเรือ 5.การทำงานเชิงรุกกับทูตพาณิชย์ทั่วโลก และ 6.วิเคราะห์ผลกระทบอัตราเงินเฟ้อและค่าครองชีพร่วมกันกับสภาพัฒน์

ขณะที่นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน กล่าวว่า หากจำเป็นต้องตรึงราคาน้ำมันขายปลีกภายในประเทศ  ก็สามารถใช้มาตรการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าชดเชย เพราะฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 1 มีนาคม 2569 เป็นบวกอยู่ที่ 2,459 ล้านบาท ส่วนแผนการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางในเดือน มี.ค.นี้ ได้วางแผนปรับเปลี่ยนมาซื้อน้ำมันจากฝั่งแอฟริกาตะวันตกและอเมริกา ซึ่งคาดว่าจะจัดหาและจัดส่งได้ภายในปลายเดือน เม.ย.นี้ ส่วนมาตรการระงับการส่งออกน้ำมันจะยกเว้น สปป.ลาว โดยจะยังส่งน้ำมันให้บางส่วน เนื่องจากไทยยังคงพึ่งพาพลังงานจาก สปป.ลาว แต่จะเข้มงวดไม่ให้ส่งต่อไปประเทศที่ 3 และบางประเทศที่มีสัญญาซื้อขายก่อนหน้านี้ รวมทั้งจะตรวจสอบและขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันไม่ให้กักตุนน้ำมันเกินความจำเป็น

พน.ลั่นดูแลค่าก๊าซ

 “ส่วนก๊าซหุงต้มหรือ LPG ขณะนี้ยังไม่ได้รับผลกระทบ ในส่วนของเดือน เม.ย.จะใช้วิธีบริหารจัดการจากโรงกลั่นและปิโตรเคมี รวมทั้งซื้อเพิ่มเติมจากแหล่งปิโตรนาส มาเลเซีย ด้าน LNG ที่ไทยต้องนำเข้าจากกาตาร์และต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุชนั้น อยู่ระหว่างตรวจสอบว่าจะดำเนินการได้หรือไม่ แต่ก็ได้เจรจาจัดหา Spot LNG จากรายอื่นเช่นอเมริกา รวมทั้งการพิจารณาเลื่อนแผนการซ่อมบำรุงเพื่อลดผลกระทบ ทั้งนี้การจัดหา Spot LNG อาจจะมีราคาสูงกว่าที่ กกพ.กำหนด และอาจกระทบต่อราคา Pool Gas กระทรวงพลังงานจะบริหารจัดการอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้กระทบต่อปริมาณสำรองและราคา”

นายอรรถพลกล่าวอีกว่า ด้านไฟฟ้าคาดว่าความต้องการไฟฟ้าสูงสุดหรือพีกอยู่ที่ประมาณ 36,000 เมกะวัตต์ และเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือน เม.ย. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะบริหารจัดการเชื้อเพลิงให้มีประสิทธิภาพและเพียงพอ เช่น เพิ่มการผลิตไฟฟ้า รวมทั้งจะไม่มีการหยุดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าช่วงนี้

นายธนกร วังบุญคงชนะ รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า  จากการประเมินด้วยแบบจำลองเศรษฐกิจมหภาคของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) พบว่า หากราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้ง จะส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไทยใน 2 ระยะ ได้แก่  ระยะสั้น กรณีราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 10-20% ประมาณ 77-85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะทำให้จีดีพีภาคอุตสาหกรรมลดลงประมาณ 2,700-3,000 ล้านบาท หรือประมาณ 0.06% ของจีดีพีภาคอุตสาหกรรม ในขณะที่ระยะกลาง กรณีราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 50% ประมาณ 100-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะทำให้จีดีพีภาคอุตสาหกรรมลดลงประมาณ 10,125-12,000 ล้านบาท หรือประมาณ 0.15% ของจีดีพีภาคอุตสาหกรรม

ขณะที่สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ได้วิเคราะห์สถานการณ์ความขัดแย้งว่า ขณะนี้เกิดภาวะช็อกด้านอุปทานในเรื่องน้ำมัน ซึ่งจะกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกและในไทยเร่งตัวขึ้น ผ่านราคาค่าขนส่งค่าน้ำเชื้อเพลิงและค่าไฟฟ้า ส่วนสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยว กลุ่มนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางอาจชะงัก จากข้อจำกัดในการเดินทางและความกังวลเรื่องความปลอดภัย สำหรับด้านแรงงานและการบริโภคภายในประเทศ รายได้เงินโอนระหว่างประเทศจากแรงงานไทยกว่า 77,000 คนในพื้นที่เสี่ยง หากอพยพกลับประเทศจะส่งผลให้รายได้ที่ส่งกลับมาจุนเจือครอบครัวลดลง ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์จะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาวหากสถานการณ์ยืดเยื้อ

ปตท.บริหารความเสี่ยง

นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า หากรัฐบาลและกระทรวงการคลังมีนโยบายใดๆ ออกมา กรมสรรพสามิตก็พร้อมดำเนินการอย่างเต็มที่ เพราะมีแนวทางและเครื่องไม้เครื่องมือทั้งหมดที่เตรียมไว้รองรับอยู่แล้ว เพราะเป็นสถานการณ์ใกล้เคียงกับที่เคยเกิดขึ้นในอดีตตั้งแต่ช่วงสถานการณ์น้ำท่วมปี 2554, สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 2563 และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน

นายบัณฑิต ธรรมประจําจิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) กล่าวว่า ปตท.ได้เปิดศูนย์บริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจเพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยมุ่งเน้นการบริหารความเสี่ยงใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.ความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ 2.ต้นทุนการนำเข้าพลังงาน และ 3.การจัดหาแหล่งพลังงานอื่นๆ เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยมีพลังงานเพียงพอใช้อย่างต่อเนื่อง

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า หากสถานการณ์จบลงภายใน 1 สัปดาห์ ทุกอย่างก็คงเป็นแค่ช่วงสั้นและคลี่คลายลงไป แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อกว่า 1 สัปดาห์ ก็ต้องมาดูว่านานแค่ไหน หากบานปลายถึงระดับภูมิภาค  ราคาน้ำมันคงทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแน่นอน โดยจะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก สินค้าพลังงานจะเกิดการขาดแคลน ค่าเดินเรือจะขึ้นราคา

“ภาคอุตสาหกรรมจะเรียกประชุมด่วนภายใน 1-2 วัน เพื่อประเมินความเสี่ยงและหาแหล่งวัตถุดิบ หรือพลังงานทดแทนกรณีเกิดการชะงักงันจากผลกระทบเหตุการณ์สหรัฐฯ-อิสราเอลโจมตีอิหร่าน”

นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลคือหากมีการปิดเส้นทางขนส่งสำคัญเพียง 1-2 สัปดาห์ ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ ซึ่งพลังงานที่ไทยใช้ 1 ใน 3 ต้องขนส่งผ่านเส้นทางนี้ หากการขนส่งหยุดชะงัก แม้เพียงช่วงสั้น ก็จะกระทบต่อความมั่นคงพลังงานไทยโดยตรง ผลกระทบจะไม่ใช่แค่ราคาหน้าปั๊ม แต่จะลามไปถึงค่าไฟ ค่าขนส่ง และราคาสินค้าเกือบทุกประเภท และหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายใน 1-2 สัปดาห์.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'อนุทิน' ลั่นจับหมดไม่ต้องดูชื่อ ชี้หมายจับ 'เบน สมิธ' ทำให้คนในประเทศเดือดร้อนก็ต้องโดน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีตำรวจสอบสวนกลางออกหมายจับ นายเบน สมิธ และภรรยา ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง สมคบร่วมกันฟอกเงินหลังพบพยานหลักฐานว่า ตนเพิ่งได้รับทราบข่าวนี้ ขอตรวจสอบรายละเอียดก่อน