สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ย่อมส่งผลกระทบต่อไทยแน่นอน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม
กระทรวงการคลัง โดย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง ได้สรุปผลกระทบเบื้องต้นมาจำนวน 6 ด้าน ประกอบด้วย
1.ผลกระทบด้านพลังงานและต้นทุนการผลิต ที่คาดว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอาจผันผวนและปรับเพิ่มสูงขึ้น ภายใต้ความเสี่ยงของการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
2.ผลกระทบด้านการค้าโลกและห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งหากความเสี่ยงในเส้นทางเดินเรือบริเวณภูมิภาคตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น อาจทำให้ค่าเบี้ยประกันภัยการเดินเรือ และค่าระวางเรือปรับสูงขึ้น
3.ผลกระทบด้านภาคการท่องเที่ยว ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและการปิดน่านฟ้าบางประเทศ ส่งผลให้สายการบินยกเลิกหรือปรับเส้นทางการบิน
4.ผลกระทบด้านอัตราเงินเฟ้อ ราคาพลังงานโลกที่ผันผวนอาจกดดันต้นทุนการนำเข้า-ส่งออก
5.ผลกระทบด้านตลาดเงิน ตลาดทุน และอัตราแลกเปลี่ยน ความไม่แน่นอนของสถานการณ์อาจทำให้ตลาดเข้าสู่ภาวะปิดรับความเสี่ยง ส่งผลให้มีการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น เช่น ดอลลาร์สหรัฐและทองคำ
และ 6.ผลกระทบด้านแรงงาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อแรงงานไทยในตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ดี ผลกระทบในขณะนี้ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศอาจจะยังไม่รู้สึกมากเท่าไหร่ แต่หากสถานการณ์สู้รบกินระยะเวลานาน จะมีปัญหาแน่ เพราะแต่ละเรื่องล้วนแล้วแต่เกี่ยวกับปากท้องและค่าครองชีพ
และการรับมือของประเทศไทยอาจจะยุ่งยากกว่านี้ หาก ‘รัฐบาลรักษาการ’ ชุดปัจจุบัน กับรัฐบาลที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศเป็นคนละชุดกัน เพราะแนวทางและแนวนโยบายในการแก้ปัญหาอาจแตกต่างกัน
แต่รัฐบาลรักษาการภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย และ ‘รัฐบาลชุดใหม่’ ภายใต้การนำของ ‘อนุทิน’ คนเดิม ซึ่งอยู่ระหว่างจัดตั้งเป็นชุดเดียวกัน และเป็นชุดที่อาจมีศักยภาพและเสถียรภาพมากกว่าเดิม นั่นจึงทำให้การแก้ไขปัญหา ‘ไร้รอยต่อ’ แม้จะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน
ส่วนราชการรู้อยู่แล้วว่า นายกฯ คนปัจจุบันกับนายกฯ คนที่กำลังจะมาเป็นคนเดียวกัน การสั่งการและการปฏิบัติการจะไม่มีสะดุดและเดินหน้าได้เต็มที่
"เราก็มีความพร้อมตลอดเวลา ภาคส่วนราชการ ทุกภาคส่วนยังให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการดำเนินการบริหารงานต่างๆ แก้ไขปัญหาต่างๆ ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นช่วงที่เขาจะต้องรอรัฐบาลใหม่เข้ามาใดๆ เลย ต้องถือว่าไม่มีการสะดุดหรือไม่มีการชะงักงันใดๆ" นายอนุทิน กล่าว
ขณะที่รัฐมนตรีหลายคนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกำลังทำงานเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ หลายคนยังอยู่ที่เดิม และในตำแหน่งเดิม เช่น นายเอกนิติ ที่จะดำรงตำแหน่งเดิมคือ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ที่จะได้ดำรงตำแหน่งรองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ที่จะได้ดำรงตำแหน่งรองนายกฯ และ รมว.การต่างประเทศ เหล่านี้ทำให้งานมันเดินต่อเนื่อง
ไม่เพียงเท่านั้น รัฐบาลชุดต่อไปยังเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ กอปรกับเป็นเนื้อเดียวกับฝ่ายความมั่นคง ทำให้ค่อนข้างมีเอกภาพสูง
ตรงกันข้าม หากวันนี้เป็นรัฐบาลผสมที่ไร้เสถียรภาพ หรือรัฐบาลที่ขาดผู้มีประสบการณ์ เป็นมือใหม่ ไม่เข้าใจความขัดแย้งทาง ภูมิรัฐศาสตร์ ยังเข้าใจ ระเบียบโลกแบบเก่า จะทำให้ประเทศ ยืนอยู่บนความเสี่ยง!
ดังจะเห็นในแง่ของการรับมือเบื้องต้นย่อมสามารถทำได้ทันท่วงที โดยนายเอกนิติสั่งจัดตั้งศูนย์ติดตามและประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง (Economic War Room) มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ทำหน้าที่วิเคราะห์และประเมินผล
ซึ่ง ณ วันนี้ พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพและความแข็งแกร่งเพียงพอ มีเงินสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง ดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ในเกณฑ์บริหารได้ ขณะที่เรื่องน้ำมัน มีกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง รองรับความผันผวนของราคาได้ราวๆ 60 วัน
ด้าน นายอนุทิน ออกแอ็กชันเฉพาะหน้าได้เหมาะสม มีการเรียกประชุม สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มีแนวทางช่วยเหลือคนไทยที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวและต้องการกลับประเทศ
ขณะเดียวกันยังเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชนทันที เพื่อประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งราคาพลังงาน การค้า การลงทุน การส่งออก การท่องเที่ยว และค่าครองชีพ
ในเบื้องต้นถือว่า ‘ขยับเร็ว’ แต่ประเด็นที่ต้องจับตาคือ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อออกไปนานกว่าที่ประเมินไว้ จะดำเนินการอย่างไร
โดยเฉพาะ ราคาพลังงาน ค่าครองชีพ เรื่องใกล้ตัวในชีวิตประจำวันของคนในประเทศ ซึ่งต้องมีการวางแผนเอาไว้ตั้งแต่วันนี้แล้ว
ยิ่งวันนี้พรรคภูมิใจไทยขายความเป็น ‘มืออาชีพ’ ดึงผู้เชี่ยวชาญมาอยู่ในรัฐบาลมากมาย จะเป็นการวัดกึ๋นเลยว่า จะพาประเทศรอดในห้วงเวลาสำคัญแบบนี้ได้หรือไม่
มันไม่มีข้ออ้าง เพราะรัฐบาลมีเวลาเตรียมตัว เป็นรัฐบาลไร้รอยต่อเหมือนที่ ‘อนุทิน’ บอก หนำซ้ำยังมีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาทำงานอีกหลายคน
แนวทางการรับมือของรัฐบาลจะเป็นการพิสูจน์ด้วยว่า ในวันที่ระเบียบโลกเปลี่ยนไป รัฐบาลชุดนี้เหมาะสมและคู่ควรกับสถานการณ์แบบนี้แค่ไหน
และคนไทยจะโชคดีหรือไม่ ที่สงครามปะทุขึ้น ในช่วงที่มี รัฐบาลสีน้ำ เงิน ชุดนี้!.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เอาจริง! รัฐบาลตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ นายกฯนั่งประธาน
“อนุทิน” ลงนามตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ นายกฯนั่งประธาน ดึงหัวหน้าส่วนราชการ-ตัวแทนเอกชน นั่งกรรมการ ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ฮับผลิตชิปขั้นสูงอาเซียน ดันสร้างอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในไทย ผลักดันเป้าหมาย “ชิปเมดอินไทยแลนด์” ควบคู่พัฒนาบุคลากรรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม 14 มิถุนายน 2569 - รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 192/2569 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนตักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงแห่งชาติ โดยคำสั่งนายกรัฐมนตรีฉบับนี้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ได้มีการแถลงต่อรัฐสภาว่ารัฐบาลมีนโยบายในนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโต แข่งขันได้อย่างยั่งยืน เสริมศักยภาพ การเติบโตของประเทศให้พ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ด้วยการสร้างความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเดิมควบคู่กับการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญใหม่ เช่น ดิจิทัล AI หุ่นยนต์(Robotic) เซมิคอนดักเตอร์ อาหารแปรรูปมูลค่าสูง พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ ยานยนต์สมัยใหม่การแพทย์และสุขภาพ ซึ่งอุตสาหกรรมแห่งอนาคตจำนวนมากต้องใช้เซมิคอนดักเตอร์เป็นอุปกรณ์ และส่วนประกอบที่สำคัญ ซึ่งจำเป็นต้องมีการดึงดูดการลงทุน และวางยุทธศาสตร์การผลักดันอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศอย่างต่อเนื่องและจริงจัง ก่อนหน้านี้ประเทศไทยได้มีการจัดทำยุทธศาสตร์เป้าหมายที่จะมุ่งสู่การเป็นฮับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของอาเซียน และผลักดันผลิตภัณฑ์ 'ชิปเมดอินไทยแลนด์' ให้เกิดจริงภายในปี ค.ศ. 2050 หรือ ปี พ.ศ. 2593 โดยเน้นยุทธศาสตร์การดึงดูดการลงทุนมูลค่า 2.5 ล้านล้านบาท และพัฒนาบุคลากรทักษะสูงกว่า 230,000 คน ทั้งนี้เผื่อผลักดันเป้าหมายดังกล่าวให้เกิดขึ้นจริงนายกรัฐมนตรีจึงได้มีคำสั่งให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนตักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงแห่งชาติขึ้น โดยนโยบายนี้จะสร้างความมั่นคงให้กับห่วงโช่อุปทานของอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ ทำให้เกิดการพัฒนาบุคลากรและปัจจัยสนับสนุนการลงทุน นำไปสู่การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมในภาพรวมและการสร้างขีดความสามารถของประเทศในการเป็นฐานการผลิตเชมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียนได้ในอนาคต ทั้งนี้ เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนตักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงในประเทศไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน และเกิดผล อย่างเป็นรูปธรรม อาศัยอำนาจตามความในมาตรา11 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินพ.ศ.2534 นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเชมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ โดยองค์ประกอบของคณะกรรมการฯมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีเป็นรองประธานกรรมการ กรรมการประกอบไปด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ปลัดกระทรวงการคลัง เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายกสมาคมการค้าอุตสาหกรรมไทยเซมิคอนดักเตอร์ นายกสมาคมนายจ้างอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี นายอนุชิต อนุชิตานุกูล กรรมการ และมีนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เป็นกรรมการและเลขานุการ สำหรับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการฯได้แก่ 1.กำหนดทิศทางนโยบาย แผนแม่บท และเป้าหมายในการพัฒนาอุตสาหกรรมเชมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย 2.พิจารณาแผนงานและโครงการต่าง ๆ ของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวกับการพัฒนา อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ 3.บูรณาการและติดตามประเมินผลการดำเนินงานขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูง ตามแผนงานและกรอบแนวทางที่กำหนดไว้ รวมทั้งให้ข้อเสนอแนะในการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้นโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงใหเเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนรายงานผลการดำเนินงานต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป 4.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม และ 5.ปฏิบัติงานอื่นตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย สำหรับการเบิกจ่ายเบี้ยประชุมและค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานของคณะอนุกรรมการและคณะทำงานที่แต่งตั้งตามคำสั่งนี้ ให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมกรรมการ พ.ศ. 2547 หรือตามระเบียบของทางราชการ แล้วแต่กรณี โดยให้เบิกจ่ายจากงบประมาณของหน่วยงานต้นสังกัดของเลขานุการคณะอนุกรรมการ
ไชยชนกลุยไฟTH-AI Passport บนข้อกังขา 'สีน้ำเงินคอนเนกชัน' แจงไม่เคลียร์เสี่ยงฉุดรัฐบาลทรุด!
เสียรังวัดทางการเมืองมากพอสมควรสำหรับ ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม-เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ลูกชายพี่ใหญ่-บิ๊กบราเธอร์ขั้วสีน้ำเงิน เนวิน ชิดชอบ ที่กำลังถูกตรวจสอบอย่างหนักกับความพยายามเดินหน้า
เลิก‘ลดหย่อนภาษี’บัตรคนจน รัฐกัดฟันลดสเปก สยบกระแสร้อน
ในที่สุดก็ต้านทานกระแสไม่ไหว! รัฐบาลยอมถอยหลังถูกถล่มปรับหลักเกณฑ์ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” หรือ “บัตรคนจน” ปี 2569
‘สตช.-ดีอี’ลุยเว็บพนันบอลโลก ‘ปราบจริง’หรือ'แค่พอเป็นพิธี'
เสียงนกหวีดดัง เริ่มการฟาดแข้งสุดยอดมหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติ “ฟุตบอลโลก” FIFA World Cup 2026 ครั้งที่ 23 จัดขึ้นที่ทวีปอเมริกาเหนือ เป็นครั้งแรกที่มีเจ้าภาพร่วมถึง 3 ประเทศ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก เพิ่มจาก 32 ทีม เป็น 48 ทีม แบ่งเป็น 12 กลุ่ม กลุ่มละ 4 ทีม แข่งขันกันรวม 104 แมตช์ ระหว่างวันที่ 11 มิ.ย.-19 ก.ค.69 รวมระยะเวลาการแข่งขัน 39 วัน คู่เปิดสนามเวลาตี 2 บ้านเรา เจ้าภาพเม็กซิโก-แอฟริกาใต้ ที่สนามเอสตาดีโอ อัซเตกา เม็กซิโก ซิตี
ไม่กังวลเขมรได้รถถังจีน ขอคนไทยมั่นใจกองทัพ
"อนุทิน" แจงจีนส่งรถถังให้กัมพูชาไม่เกี่ยวกับไทย ยันไม่กังวลกองทัพไทยพร้อม
นายกฯ เชื่อมธุรกิจไทย-เวียดนาม ดันความร่วมมือ 5 อุตฯศักยภาพสูง
นายกฯ นำทีมไทยแลนด์ เดินหน้าผลักดันความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนไทย-เวียดนาม จัดประชุมใหญ่นักธุรกิจสองประเทศ จับมือสองฝ่ายเชื่อมโยง 5 อุตสาหกรรมศักยภาพ ได้แก่ พลังงานสะอาด ดิจิทัล AI และเซมิคอนดักเตอร์ อาหารและเครื่องดื่ม การท่องเที่ยว และธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม

