ศาลไต่สวนกกต. มติ6:3รับคำร้องคดีบัตรเลือกตั้ง/รทสช.ซบ‘หนู’

ศาล รธน.มีมติ 6 ต่อ 3 รับคำร้องปมบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง ขีดเส้น กกต.ชี้แจง 15 วัน “บวรศักดิ์” เชื่อยังเป็นความลับ หลายประเทศยังใช้กัน แนะยืมมือผู้เชี่ยวชาญพิสูจน์  "ครม.อนุทิน 2" ใกล้คลอด “ทรงศักดิ์ ทองศรี” ปิดตำนานรากงอก มท.2 ขึ้นชั้น "รองนายกฯ" ดูแลน้ำ-ยาเสพติด แทน “โสภณ” จ่อตั้ง "วันนอร์" ปธ.กุนซือนายกฯ ด้าน "รทสช." ซบรังหนู หลัง "พีระพันธุ์" ไขก๊อกเปิดทาง ส่วน "ปชป." มีมติงดออกเสียง

เมื่อวันพุธ ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 รับคำร้องที่ผู้ตรวจการแผ่นดินขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 โดยผู้ตรวจการแผ่นดิน (ผู้ร้อง) กล่าวอ้างว่าได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวน 21 คำร้อง ขอให้พิจารณายื่นคำร้องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ถูกร้องที่ 1 เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ถูกร้องที่ 2 และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ถูกร้องที่ 3 ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code)

 ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนน รวมถึงผลการลงคะแนนได้ ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 34 มาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรคสอง มาตรา 85 มาตรา 98 และมาตรา 224

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงอันเป็นมูลเหตุแห่งคดีนี้เกี่ยวกับการดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ มิใช่เฉพาะเขตเลือกตั้งใดเขตเลือกตั้งหนึ่งหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะรายหรือเฉพาะกรณี มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการดำเนินการจัดการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 ประกอบมาตรา 83 วรรคสอง คำร้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 46 มีมติโดยเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 มีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยและแจ้งให้ผู้ร้องทราบ

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก จำนวน 6 คน คือ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์, นายวิรุฬห์ แสงเทียน, นายจิรนิติ หะวานนท์, นายนภดล เทพพิทักษ์, นายอุดม รัฐอมฤต และนายสุเมธ รอยกุลเจริญ

ทั้งนี้ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย จำนวน 3 คน คือ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม, นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ และนายสราวุธ ทรงศิวิไล เห็นว่า ไม่เป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการใช้อำนาจตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณา อาศัยอำนาจตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 27 วรรคสาม ให้ผู้ถูกร้องทั้งสามทำคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้อง และให้ผู้ร้องและผู้ถูกร้องทั้งสามยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานและวิธีการได้มาซึ่งพยานหลักฐาน ต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือเรียก

วันเดียวกัน นายภัทรพงศ์ ศุภอักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ เดินทางมายังสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อยื่นคำร้องต่อศาล โดยระบุว่า ถ้าวันพรุ่งนี้สภาผู้แทนราษฎรยังคงดื้อดึงโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีต่อ ตนก็เห็นว่าหากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่เห็นว่าการเลือกตั้งอาจเป็นโมฆะ ไม่สุจริตเที่ยงธรรม ด้วยกรณีไหนก็แล้วแต่ ก็จะเกิดความเสียหายกับผลที่ได้กระทำไปแล้ว ฉะนั้นขอให้รอไปหน่อย ไม่น่าจะเสียหายอะไร ก็หวังจะอาศัยศาลรัฐธรรมนูญใช้มาตรการพิเศษ หรือมาตรการคุ้มครองชั่วคราว ให้สภาผู้แทนราษฎรชะลอการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีไปก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยอันถึงที่สุดต่อไป

ครม.หนูสะเด็ดน้ำ

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี  ให้สัมภาษณ์ว่า ตนเห็นว่ายังเป็นความลับอยู่ และหลายประเทศเขาก็ใช้ และไม่มีประเทศไหนวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ แต่เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับศาล และขึ้นอยู่กับการนำสืบของ กกต. ทาง กกต.ก็ควรจะไปนำผู้เชี่ยวชาญมาสาธิตให้ศาลดูว่ามันเข้าถึงไม่ได้ง่ายหรอก เคยมีคนลองทำแล้ว ก็สำเร็จไหมล่ะ

นายบวรศักดิ์กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ได้ถูกทาบทามให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีตำแหน่งเดิมหรือไม่ ว่ายังไม่ได้รับการทาบทามอะไรทั้งสิ้น เตรียมอยู่ว่าจะต้องเก็บของหรือเปล่า

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับความคืบหน้าการตั้ง ครม.อนุทิน 2 เริ่มลงตัวแล้ว ซึ่งบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อ ล่าสุดพรรค ภท.เริ่มกระบวนการจัดส่งประวัติเพื่อเข้ารับการตรวจสอบใน 18 หน่วยงาน ทั้งนี้ มีรายชื่อกว่า 40 รายชื่อรวมกับชื่อสำรอง หากมีบุคคลใดขาดคุณสมบัติ

โดยในสัดส่วนของพรรค ภท. รายชื่อสะเด็ดน้ำแล้ว ประกอบด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมีรัฐมนตรีช่วย 3 คน คือ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สส.สตูล, นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี และนายพลพีร์ สุวรรณฉวี สส.นครราชสีมา ส่วนนายทรงศักดิ์ ทองศรี แกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่มีรายชื่อก่อนหน้านี้ จะขยับไปนั่งรองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลแก้ปัญหาน้ำทั่วประเทศ พร้อมกับปัญหายาเสพติด อาจถือเป็นการปิดตำนานการครองตำแหน่ง มท.2 ของนายทรงศักดิ์มาอย่างยาวนานถึง 4 รัฐบาล ตั้งแต่รัฐบาลประยุทธ์ ไล่มาจนถึงรัฐบาลเศรษฐา แพทองธาร  และต่อเนื่องถึงรัฐบาลอนุทิน 1

ส่วนรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วย นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง, นางศุภมาส อิศรภักดี สส.บัญชีรายชื่อ, นายนภินทร ศรีสรรพางค์ แกนนำพรรค และนางสุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ

ขณะที่กระทรวงกลาโหม ชัดเจนแล้วว่า พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ จะขยับจากรัฐมนตรีช่วย ขึ้นเป็น รมว.กลาโหม ส่วน รมว.ยุติธรรมยังเป็นคนเดิม คือ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์

สำหรับกระทรวงคมนาคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ยังนั่งรัฐมนตรีว่าการ โดยมีรัฐมนตรีช่วย ได้แก่ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ, นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ สส.พิจิตร และนายสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา

ด้านกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีนายไชยชนก ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีว่าการ และมี น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี เป็นรัฐมนตรีช่วย

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล นั่งว่าการ ส่วนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการ, กระทรวงพลังงาน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการ, กระทรวงวัฒนธรรม มี น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ นั่งว่าการ, กระทรวงสาธารณสุข มีนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ เป็น รมว., กระทรวงอุตสาหกรรม มีนายวราวุธ ศิลปอาชา เป็นรัฐมนตรีว่าการ

รทสช.เข้ารังหนู

นอกจากนี้ยังมีโควตานายอนุทิน ประกอบด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การต่างประเทศ, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ จะไม่มีตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยฯ เพราะต้องการให้ทำงานเต็มที่ และไม่มีการเมืองแทรก และนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี

ส่วนโควตาพรรคร่วมรัฐบาลได้รับการจัดสรร 5  กระทรวง 9 ตำแหน่ง โดยมีรัฐมนตรีว่าการ 5 ตำแหน่งควบรองนายกฯ และรัฐมนตรีช่วย 3 ตำแหน่ง และรองประธานสภาฯ คนที่ 2 ประกอบด้วย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ส่วนพรรคพลังประชารัฐ ได้ 1 ตำแหน่ง

ทั้งนี้ ในส่วนของพรรคเล็กที่ร่วมรัฐบาล ต้องจับตาไปที่ตำแหน่งทางการเมืองต่างๆ อย่างในฝ่ายบริหาร เช่น ที่ปรึกษานายกฯ ผู้ช่วยรัฐมนตรี  เลขานุการรัฐมนตรี ที่ปรึกษารัฐมนตรี เป็นต้น ส่วนตำแหน่งในฝ่ายนิติบัญญัติ เช่น กรรมาธิการต่างๆ ในสภาผู้แทนราษฎร ล่าสุดมีข่าวว่าจะมีการแต่งตั้งนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานสภาฯ และที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ ให้ดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษานายกฯ เพื่อช่วยขับเคลื่อนงานด้านชายแดนภาคใต้และสถานการณ์การสู้รบตะวันออกกลาง ภายหลังจากกระบวนการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีเสร็จสมบูรณ์แล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 19 มี.ค.นี้ น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี โฆษกพรรคภูมิใจไทย เตรียมแถลงเปิดตัวร่วมรัฐบาลกับพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ที่อาคารรัฐสภา เวลา 08.30 น. นำโดยนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรค รทสช. ซึ่งก่อนหน้านี้นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค ได้ลาออกจาก สส.บัญชีรายชื่อ เปิดทางให้นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค เข้ามาเป็น สส.แทน หลังนายพีระพันธุ์เคยพูดชัดเจนว่าจะไม่โหวตนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

ขณะนี้มีพรรคการเมืองที่ประสงค์จะลงมติให้นายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี​ รวมแล้วทั้งสิ้น 293 เสียง แต่เนื่องจากจังหวัดสุพรรณบุรีเขต 2 กกต.ยังไม่ได้ประกาศรับรอง จึงทำให้เสียงฝั่งรัฐบาลเหลือ 292 เสียง ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย 191 เสียง  74 เสียงของพรรคเพื่อไทย ประกอบร่างกับพรรคเล็ก พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง, พรรคประชาชาติ 5 เสียง, พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง, พรรคเพื่อชาติไทย พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคไทยสร้างไทย พรรคละ 2 เสียง ส่วนพรรคใหม่ พรรครวมใจไทย พรรคไทยทรัพย์ทวี พรรครวมพลังประชาชน พรรคมิติใหม่ พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคทางเลือกใหม่ พรรคโอกาสใหม่ พรรคละ 1 เสียง

ที่รัฐสภา นายอรรถวิชช์เปิดเผยภายหลังรายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร หลังจากที่เมื่อ 17 มี.ค. ราชกิจจานุเบกษาประกาศเลื่อนลำดับให้เป็น สส. แทนนายพีระพันธุ์  ว่า สส.ของพรรครวมไทยสร้างชาติ 2 เสียง พร้อมลงมติสนับสนุนให้นายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี  เพราะต้องการขอเสียงสนับสนุนให้ร่วมผลักดันร่างกฎหมายสำคัญของพรรค จำนวน 2 ฉบับ คือ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมการรใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือร่างกฎหมายเสรีโซลาร์ และร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต หรือกฎหมายปลดล็อกเครดิตบูโร ต้องขอเสียงสนับสนุนทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านในการผลักดันกฎหมายด้วย

ด้านนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร สักการะพระสยามเทวาธิราช และศาลตาศาลยาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในอาคารรัฐสภา เพื่อความเป็นสิริมงคลในการปฏิบัติหน้าที่ จากนั้นเข้าสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7  พระองค์จริง ซึ่งประดิษฐานอยู่ ณ พิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติ ชั้น MB1 ภายในอาคารรัฐสภา และไปยังห้องวิถีพุทธ บริเวณชั้น 3 เพื่อไหว้พระตามประเพณี ทั้งนี้ ภายหลังการสักการะนายโสภณเปิดเผยว่า ได้ขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลให้แก่ประเทศชาติและประชาชน ขอให้บ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อย ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข และสามารถก้าวผ่านวิกฤตที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ได้อย่างราบรื่น             

จากนั้นนายโสภณเข้าตรวจความพร้อมห้องประชุมสุริยัน เตรียมรับการประชุมสภาฯ เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 19 มี.ค.นี้ เวลา 10.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงหนึ่งของการเดินตรวจความพร้อม นายโสภณได้ตรวจพบการวางขวดน้ำและแก้วกาแฟที่ดื่มแล้วในภายในห้องประชุม ทำให้หันไปบอกข้าราชการที่เดินนำตรวจว่า เป็นประเด็นที่ต้องแก้ไข

ที่พรรคประชาธิปัตย์ มีการประชุม สส.เพื่อพิจารณาการโหวตนายกรัฐมนตรีที่จะมีขึ้นในวันที่ 19 มี.ค. โดยนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ และประธาน สส.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม เปิดเผยว่า พรรคประชาธิปัตย์มีมติงดออกเสียงในการโหวตนายกฯ เพราะจากที่ผ่านมาพรรคจะลงมติงดออกเสียงเป็นส่วนใหญ่ และหากที่ประชุมให้สมาชิกอภิปรายเรื่องคุณสมบัตินายกรัฐมนตรี พรรคมีมติให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคเป็นผู้อภิปรายและชี้แจงเหตุผลรายละเอียดว่าเหตุใดพรรคจึงงดออกเสียง

ทั้งนี้ พรรคได้รับการประสานจากประธานสภาผู้แทนราษฎรเชิญหัวหน้าพรรคหารือที่สภาในเวลา 09.00 น. วันที่ 19 มี.ค. ซึ่งทำให้ไม่แน่ใจว่าอาจจะไม่ให้มีการอภิปรายเรื่องคุณสมบัตินายกฯ ได้แต่หวังว่าเสียงข้างมากในสภาคือพรรคภูมิใจไทยจะเปิดโอกาสให้มีการอภิปราย เพราะถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก และเป็นตำแหน่งที่สำคัญในการบริหารราชการแผ่นดิน คุณสมบัติความโปร่งใส ก็ควรได้รับการตรวจสอบจากสภาด้วยเช่นกัน.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง