สงกรานต์มีนํ้ามัน! ลุยอัดดีเซลดันB20ห้ามขึ้นค่าโดยสารงัดแพ็กเกจอุ้ม5กลุ่ม

"อนุทิน" ยอมรับปล่อยมือตรึงดีเซล   ปชช.อ่วม ยันใช้ทุกช่องทางช่วยเหลือ นายกฯ เจิมมาตรการประหยัดพลังงาน นั่งรถไฟฟ้ามาทำงาน   ปลดรถนำขบวนและติดตาม "เอกนิติ" จ่อคลอดมาตรการอุ้ม 5 กลุ่มผ่อนปรนวิกฤต อัดฉีดเงินใส่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผุดคูปองดิจิทัลเติมน้ำมันราคาพิเศษช่วยกลุ่มขนส่งสาธารณะ ขณะที่อุตสาหกรรมงัดซอฟต์โลนต่อลมหายใจ ด้าน “พิพัฒน์” กางแผนรับมือน้ำมันตึงตัวสงกรานต์ ย้ำตรึงค่าโดยสารทุกระบบทั่วประเทศ สั่งมอนิเตอร์ GPS รถน้ำมัน จับไอ้โม่งกักตุน “พณ.” ล็อกแน่นสินค้า 71 รายการ ขณะที่กรมธุรกิจพลังงานผนึกดีเอสไอ เชือด 3 คอกน้ำมันสระบุรีกักตุนดีเซล-เบนซินกว่า 3 หมื่นลิตร ลุยดำเนินคดีถึงที่สุด

เมื่อวันพุธ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีวิกฤตพลังงานที่ส่งผลให้ประชาชนวิวาทแย่งชิงน้ำมันว่า ถ้าถามเรื่องนี้ไม่ตอบ

  เมื่อถามว่า วิกฤตนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเข้ามาแก้ไขใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่ทราบ ยังไม่ได้รับรายงาน

 ผู้สื่อข่าวจึงถามว่าการยุติตรึงราคาน้ำมันดีเซลจะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าและปัจจัยความเป็นอยู่ของประชาชนหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า  มันก็ต้องมีบ้าง เราก็ต้องใช้กลไกที่เรามีอยู่ของกระทรวงต่างๆ

 เมื่อถามว่า จะบริหารอารมณ์ของประชาชนในช่วงนี้อย่างไร นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ทุกคนกำลังทำงานอยู่

  ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของนายอนุทิน โดยวันเดียวกันนี้ นายกฯ ได้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าส่วนตัว ยี่ห้อ BYD รุ่น byd sealion 7 สีเทาเข้ม ซึ่งเป็นรถ SUV ไฟฟ้าสไตล์สปอร์ตคูเป้ (C-SUV) ป้ายแดง ทะเบียน ฎ 9798 กรุงเทพมหานคร  ในการปฏิบัติภารกิจ โดยช่วงเช้าเวลา 09.20 น. นายกฯ เดินทางไปอาคารรัฐสภาเพื่อเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีวาระพิจารณาญัตติด่วนการรับมือวิกฤตพลังงานจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ก่อนที่เวลา 12.50 น. นายกฯ จะเดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ที่ห้องทำงานตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยนายกฯ นั่งรถด้านหน้าข้างคนขับ ไม่มีรถนำขบวนและรถติดตาม ทั้งนี้รถคันดังกล่าวนายอนุทินเพิ่งซื้อมา 1-2 วันนี้  อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตน้ำมันและมาตรการรณรงค์ประหยัดพลังงานของรัฐบาล เวลา 14.00 น. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า นายอนุทินเรียกหารือรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือแก้วิกฤตพลังงาน  โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง, นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม, นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน, นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.), นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีชื่อจะมาเป็น รมว.พลังงาน ในรัฐบาลชุดใหม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ต่อมานายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์ สถานการณ์พลังงานจะดีขึ้นหรือไม่ว่า เรื่องที่เรากังวลมากที่สุดคือจะมีน้ำมันใช้หรือไม่ แต่วันนี้ผ่านมา 3 สัปดาห์กว่าเกือบเดือนแล้ว มีความชัดเจนว่าน้ำมันไม่ได้ขาดไปจากประเทศไทย กำลังการผลิตยังผลิตอย่างเต็มที่ ต้องดูเรื่องของปริมาณน้ำมันให้ชัวร์ว่ายังมี ขณะที่ราคาลอยตัวตามกลไกก็ทำแล้ว ฉะนั้นเรื่องการลักลอบก็จะลดลงโดยธรรมชาติ

เมื่อถามว่า เทศกาลสงกรานต์นี้ประชาชนจะมั่นใจได้หรือไม่ว่าการเดินทางกลับต่างจังหวัด น้ำมันจะไม่ขาดแคลน นายกฯ กล่าวว่า เป้าหมายคือประชาชนเดินทางไปกลับสงกรานต์ต้องไม่มีปัญหา ได้สั่งการไปแล้ว และเขาก็ดำเนินการตามนั้นอยู่แล้ว ตอนนี้ขอความร่วมมือว่าเมื่อลดความตระหนกลง เราจะไปไล่จับพวกกักตุน ไม่ใช่ไอ้โม่งหรอก ซึ่ง รมว.ยุติธรรมและอธิบดีกรมธุรกิจพลังงานดำเนินการอยู่แล้ว และเราขยับกลไก ทำราคาให้สมเหตุสมผล

ด้านนายเอกนิติกล่าวว่า ได้เตรียมมาตรการเพื่อดูแล 5 กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน ได้แก่ 1.กลุ่มเปราะบาง กลุ่มผู้มีรายได้น้อย โดยจะเป็นการให้ความช่วยเหลือผ่านกลไกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่มี 13.4 ล้านคน ซึ่งรัฐบาลมีฐานข้อมูลพร้อมอยู่แล้ว แนวทางการช่วยเหลือจะเป็นการเติมเงินเข้าบัตรโดยตรง โดยขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังพิจารณาจำนวนเงินและระยะเวลาที่เหมาะสม แต่จำเป็นต้องรอการอนุมัติงบประมาณจากรัฐบาลชุดใหม่ แนวทางช่วยเหลือที่อยู่ระหว่างการพิจารณา มีอยู่ 2 ช่องทางหลักคือ มาตรการด้านค่าอาหารและค่าไฟฟ้า โดยรายละเอียดเรื่องวงเงินช่วยเหลือต่อคน ขณะนี้สำนักงบประมาณกำลังอยู่ระหว่างพิจารณา ซึ่งยังมีข้อจำกัดด้านกฎหมาย

อุ้ม 5 กลุ่มลดวิกฤต

2.กลุ่มขนส่งสาธารณะและขนส่งสินค้า ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการส่งผ่านราคาสินค้า จะได้รับความช่วยเหลือผ่านกระทรวงคมนาคม ครอบคลุมทั้งรถบรรทุกราว 3.6 แสนราย รถประจำทางเกือบ 3 หมื่นราย รวมถึงแท็กซี่และวินมอเตอร์ไซค์ รูปแบบการช่วยเหลืออาจเป็นการจ่ายเงินให้ผู้ประกอบการหรือคนขับโดยตรง หรือใช้ระบบคูปองดิจิทัลในการเติมน้ำมันราคาพิเศษ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างหารือแนวทางช่วยเหลือ ซึ่งอาจพิจารณาจ่ายเป็นเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ ซึ่งกระทรวงคมนาคม (คค.) กำลังศึกษารายละเอียดอยู่ อาจใช้รูปแบบคูปองสำหรับผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะ เช่น รถแท็กซี่ รถตู้ และวินรับจ้าง เนื่องจากเป็นกลุ่มที่อยู่ในหมวดขนส่งโดยตรง ซึ่งต้องรอให้กระทรวงคมนาคมจัดทำข้อมูลเพิ่มเติม

3.กลุ่มเกษตรกร โดยรัฐบาลจะมุ่งเน้นไปที่การดูแลราคาปุ๋ยที่ได้รับผลกระทบจากราคา LNG และน้ำมันในตลาดโลก โดยกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) จะเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลทั้งปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งจะมีการบูรณาการข้อมูลร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้เข้าถึงเกษตรกรอย่างทั่วถึง ขณะที่กลุ่มประมงที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันดีเซลนั้น รัฐบาลมีแผนจะนำน้ำมัน B20 มาใช้ทดแทนน้ำมันเขียว โดยตั้งเป้าให้มีราคาถูกกว่าราคาดีเซลหน้าปั๊มประมาณ 5 บาท แม้จะมีข้อกังวลเรื่องราคาปาล์มน้ำมันที่อาจสูงขึ้น แต่รัฐบาลเชื่อว่าการพุ่งเป้าไปที่ B20 จะช่วยทั้งกลุ่มประมงและเกษตรกรสวนปาล์มไปพร้อมกัน โดยมีกระทรวงคมนาคมเป็นผู้ประสานงานหลัก

4.กลุ่มผู้รับเหมางานภาครัฐที่เผชิญปัญหาต้นทุนวัสดุก่อสร้างสูงขึ้นจนเริ่มมีการชะลอการทำสัญญา รัฐบาลจะใช้กลไกของสำนักงบประมาณในการปรับค่า K เพื่อชดเชยส่วนต่างราคาที่สูงขึ้นกว่าที่เคยทำสัญญาไว้ เพื่อให้โครงการภาครัฐสามารถดำเนินต่อไปได้ตามปกติ และ 5.กลุ่มภาคอุตสาหกรรมและบริการอื่นๆ โดยรัฐบาลได้เตรียมมาตรการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องทางการเงินให้ธุรกิจสามารถปรับตัวได้ในภาวะวิกฤต

ที่กระทรวงคมนาคม (คค.) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมแผนการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยรองรับการเดินทางของประชาชนช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 ว่า ได้เตรียมมาตรการรองรับอย่างเต็มที่ โดยประสานให้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท. เติมน้ำมันเข้าสู่ถังเก็บที่สถานีขนส่งทั่วประเทศของ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ให้เต็มศักยภาพ เพื่อรองรับทั้งรถโดยสารประจำทางและรถเสริมในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569  จะไม่เกิดปัญหาน้ำมันขาดแคลนอย่างแน่นอน และยืนยันว่าจะไม่มีการปรับขึ้นค่าโดยระบบขนส่งสารสาธารณะในทุกระบบ แม้ว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้น

นายพิพัฒน์กล่าวว่า จากสถานการณ์ราคาน้ำมันและภาวะการขาดแคลนน้ำมันดีเซลอย่างอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะส่วนต่างระหว่างความต้องการใช้น้ำมันกับกำลังการผลิตที่ขาดหายไปประมาณ 7 ล้านลิตรต่อวัน รัฐบาลจึงได้ออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหา โดยมีการดึงน้ำมันสำรองออกมาอัดฉีดเข้าสู่ระบบเพิ่มวันละประมาณ 10 ล้านลิตร เพื่อเสริมสภาพคล่องในระบบ พร้อมทั้งปรับลดสัดส่วนน้ำมันสำรอง เพื่อผ่อนคลายสถานการณ์ หลังรัฐบาลได้ยกเลิกการสำรองส่วนที่เพิ่มขึ้น 1.5% โดยกลับมาใช้เกณฑ์สำรองที่ 1% ตามเดิม เพื่อให้ผู้ค้าสามารถนำน้ำมันที่สำรองไว้ออกมาจำหน่ายในตลาดได้ทันที ขณะเดียวกัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้จัดหาน้ำมันดิบจากต่างประเทศเข้ามาเพิ่มเติม เพื่อทดแทนแหล่งผลิตในประเทศและรองรับความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 คม.รับมือสงกรานต์

นายพิพัฒน์ระบุว่า ในส่วนของมาตรการลดภาระต้นทุนภาคขนส่งนั้น รัฐบาลเตรียมผลักดันน้ำมันดีเซล B20 เข้าสู่ตลาดภายในช่วงปลายสัปดาห์นี้  โดยจะกำหนดราคาจำหน่ายให้ต่ำกว่าน้ำมัน B7 ประมาณ 5 บาทต่อลิตร เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการหันมาใช้เป็นทางเลือกหลัก ทั้งในกลุ่มรถบรรทุก รถขนส่งสินค้า รถโดยสารสาธารณะ โดยเฉพาะรถทัวร์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 5 ปี รวมถึงภาคระบบราง รวมถึงเรือที่มีศักยภาพรองรับการใช้งาน แต่ไม่ใช่สำหรับสเปก Euro 5 สามารถใช้ได้ทั้งหมด โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายการผลิตน้ำมัน B20 ไว้ที่ประมาณ 16 ล้านลิตรต่อวัน เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของภาคขนส่งและอุตสาหกรรมในช่วงที่ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง

 “ยืนยันว่าขณะนี้จะยังไม่มีการปรับขึ้นค่าโดยสารสาธารณะในทุกระบบ ไม่ว่าจะเป็นรถโดยสารประจำทาง รถทัวร์ รถไฟ หรือเรือโดยสาร เช่น เรือคลองแสนแสบ เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบในช่วงเทศกาลสำคัญ ส่วนมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางช่วยเหลือกลุ่มภาคขนส่ง เช่น อาจจะเป็นการให้คูปองส่วนลดค่าน้ำมัน ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณา ซึ่งยังไม่ได้ข้อสรุป” นายพิพัฒน์ กล่าว

จากนั้นเวลา 16.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์เป็นประธานการประชุมหารือสถานการณ์ด้านพลังงาน โดยมีรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และผู้แทนผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 เข้าร่วมประชุม

เวลา 18.00 น. นายพิพัฒน์ในฐานะ ผอ.ศบก. แถลงภายหลังการประชุมว่า รัฐบาลและนายกฯ กำลังหาทางออกทุกวิถีทาง โดยจะลงรายละเอียดทุกทางที่มีการนำน้ำมันออกมา ตั้งแต่ออกจากโรงกลั่นทั้ง 6 โรง เมื่อเข้าสู่ผู้ค้ารายใหญ่และจ๊อบเบอร์ จะมีรายการและข้อมูลในมือทั้งหมดว่าน้ำมันแต่ละลิตรที่โหลดจากโรงกลั่นใส่รถขนส่งแล้วเดินทางไปตรงไหนบ้าง

นายพิพัฒน์กล่าวว่า เราได้หารือกับผู้ประกอบการซึ่งเป็นผู้ค้ารายใหญ่ทุกราย เพื่อจะขอติดตาม GPS ซึ่งกรมการขนส่งบังคับให้รถขนส่งต้องติดและมีวอร์รูมติดตาม เพื่อจะได้ดูว่ารถแต่ละคันที่กำลังเดินทาง ตั้งแต่การออกจากโรงกลั่น ที่จะเดินทางไปเหนือ อีสาน หรือภาคกลาง วิ่งออกนอกเส้นทางหรือไม่ และใช้ความเร็วเท่าไหร่ เราจะมอนิเตอร์ทั้งหมด เพื่อพิสูจน์ว่ามีการลักลอบหรือและกักตุนจริงหรือไม่ และใครกักตุน และเชื่อว่าผู้ค้ารายใหญ่ที่มีชื่อเสี่ยงคงไม่เสี่ยงกับเรื่องนี้ ขณะเดียวกันประชาชนที่หิ้วแกลลอนและถังมาเติมเพื่อไปใช้ในการเกษตร จะต้องขายให้

 “คิดว่าไม่เกินหนึ่งสัปดาห์นับจากนี้ จะหาข้อพิสูจน์ได้ว่าอะไรที่เป็นข้อเท็จจริงหากพบผิดปกติซื้อมาเก็บให้ขอข้อมูลว่าซื้อมาจากไหน เอามาเก็บทำไม โดยไม่นำไปขาย และไม่ว่าผู้ค้าคนนั้นจะเป็นผู้ค้ารายใหญ่ หรือจ๊อบเบอร์ หรือจดทะเบียนเป็นผู้ค้าน้ำมัน สามารถแสดงหลักฐานได้อย่างมีเหตุผล จะไม่ว่าอะไรแต่ถ้าไม่มีหลักฐานที่มาที่ไป ก็จะเข้มงวดไปเรื่อยๆ" นายพิพัฒน์กล่าว

นายพิพัฒน์กล่าวว่า นายกฯ มีข้อสั่งการเพิ่มเติมว่า หากสงครามยืดเยื้อต่อไป ขอให้แต่ละหน่วยงาน ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงประชาชนคนไทย ร่วมมือกันหากเข้าสู่ภาวะวิกฤต จะช่วยกันประหยัดพลังงานได้หรือไม่ ในส่วนของกระทรวงการคลัง จะนำภาษีลอยมาใช้ได้หรือไม่ รวมถึงดูโครงสร้างภาษีสรรพสามิต แต่ยังไม่ใช่เวลานี้เพราะยังไม่มีรัฐบาลที่สมบูรณ์ โดยมอบให้ตน นายเอกนิติ, เลขาฯ สภาพัฒน์ และปลัดกระทรวงพลังงานหารือโรงกลั่น และสุดท้ายผู้ใช้น้ำมันอาจต้องแบ่งเบาภาระบ้าง

โอดโดนเฉ่งยับ

รองนายกฯ กล่าวว่า เวลานี้มีการอภิปรายในสภาว่าไม่เห็นรัฐบาลทำอะไร ไม่เห็นรัฐบาลแก้ปัญหาอะไร ต้องบอกว่าพวกเราพยายามแก้ทุกวิถีทางตามที่มีอำนาจเพียงจำกัด เพราะยังเป็นรักษาการรัฐมนตรี ทุกท่านที่วิจารณ์พวกเรา ถามว่าทำอะไรบ้าง และสามารถเสนอแนะอะไรเราได้หรือไม่ ไม่ใช่สักแต่วิจารณ์อย่างเดียว หากมีความรู้และความเข้าใจ ขอฝากให้เสนอแนะมาถึงตน ตนพร้อมที่จะรับทุกสิ่งและทุกความคิด และเชื่อว่านายกฯ ก็พร้อมน้อมรับคำแนะนำที่ดีมาแก้ปัญหา แต่ไม่ใช่วิจารณ์เพียงอย่างเดียว

 “ขอร้องว่าการใส่ร้ายป้ายสีไม่ได้ทำให้ประเทศของเราเดินหน้าไปได้ แต่ถ้านำเสนอทุกวิถีทางเชื่อว่าประเทศจะเดินได้ ประเทศเรายังไม่ถึงวิกฤตอย่างที่ทุกคนกังวล เพราะน้ำมันดิบที่กำลังสั่งซื้อและมีสำรองอยู่ในคลังสำรองของแต่ละคลัง ยังมีมากกว่า 100 วัน และยังมีข่าวดี ที่ร้านให้เรือน้ำมันของไทยสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซมาได้แล้ว เพราะเราไม่ใช่คู่ขัดแย้งกับเขา แต่เป็นคู่ค้าที่ดี ขอให้เขาส่งมาแล้วเราจะส่งอาหารกลับไปในอนาคตได้ ตรงนี้มองวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ตลอดเวลา ดังนั้นอย่าเพิ่งโจมตี โดยไม่ให้เราโผล่หน้าขึ้นมา เพราะรัฐบาลเวลานี้ยังไม่สมบูรณ์แบบ จึงฝากถึงคนวิพากษ์วิจารณ์ไม่ว่าจะหวังดีหรือเจตนาไม่ดี ผมพร้อมรับเสมอ เพราะช่วงเวลา 10-20 วัน ก็ต้องรับไปหลายขนานแล้ว” นายพิพัฒน์ระบุ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ระบุว่าในประชาชนต้องช่วยกันประหยัด หมายความว่าในอนาคตอาจจะปล่อยลอยตัวน้ำมันหรือซัปพอร์ตได้ไม่เต็มที่ใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์กล่าวว่า ถ้าราคาในตลาดโลกลอยตัวไปเรื่อยๆ หรือหากสถานการณ์ยาวไป 1-5 เดือน หรือจะกี่เดือนก็ยังไม่มีใครทราบ รัฐบาลคงอุ้มลักษณะนี้ไปเรื่อยๆ ไม่ไหว เพราะกองทุนที่นำมาชดเชยกว่า 30,000 ล้านบาท ภายในเวลาไม่กี่วัน จากเดิมที่มี 2,500 ล้านบาท แต่ถึงอย่างไรรัฐบาล ก็ต้องแบกโดยไม่ทอดทิ้ง แต่พี่น้องคนไทยต้องช่วยกันด้วย

เมื่อถามว่า ประชาชนกังวลว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ รถขนส่ง บขส.อาจไม่รับจองตั๋วเดินทาง นายพิพัฒน์กล่าวว่า ได้ประชุมร่วมกับ บขส. ระบุว่าขณะนี้ยังมีรถร่วม รถเสริม จัดหาได้ตามปกติ โดย บขส.จะเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องน้ำมัน โดยขอความอนุเคราะห์จาก ปตท.เติมน้ำมันที่หมอชิต บรมราชชนนี ที่จะออกสายใต้ และสายตะวันออกในทุกเส้นทาง

 “เราจะเตรียมน้ำมันสำรองสำหรับรถที่ออกจากกรุงเทพฯ ให้เต็มทุกคัน เมื่อถึงปลายทางจัดได้เตรียมน้ำมันสำรองสำหรับรถเพื่อเดินทางกลับ โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดประสานกับผู้ให้บริการรถสาธารณะ เพื่อเข้าไปเติมน้ำมันได้ ย้ำว่าเตรียมการไว้เรียบร้อย ส่วนประชาชนที่จะเดินทางเอง ยืนยันว่าภายในสัปดาห์นี้หรืออย่างช้าสิ้นเดือน มี.ค.นี้ สถานีบริการจะต้องกลับเข้าสู่สภาพเท่าเดิม โดยไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีน้ำมันเติม” นายพิพัฒน์ระบุ

ล็อกแน่น 71 สินค้า

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะกรรมการ ศบก. แถลงภายหลังประชุมว่า ที่ประชุมมีการขอข้อมูลจากทางผู้ค้ามาตรา 7 ทุกรายในเรื่องของรถขนส่งน้ำมัน ข้อมูลส่วนนี้จะเอาไปใช้ในการติดตามตรวจสอบเพื่อป้องกันและป้องปรามไม่ให้เกิดการกระทำผิดในระบบ ว่ารถน้ำมันที่ไปรับน้ำมันจากคลังเป็นรถทะเบียนอะไร คนขับเป็นใคร ต้นทางที่รับน้ำมันจากคลังรับที่ไหน และปลายทางไปที่ไหน ของรถบรรทุกขนส่งทั้งหมดที่มีการขนส่งกันทุกวัน เอามาดู และมีการติดตามตรวจสอบ

วันเดียวกัน นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ แถลงผลการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางว่า พณ.ได้ติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าและค่าครองชีพอย่างใกล้ชิด ผลการลงพื้นที่ตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน 76 จังหวัด ระหว่างวันที่ 5-24 มีนาคม 2569 พบว่า มีการตรวจสอบสถานประกอบการรวม 2,726 แห่ง แบ่งเป็น สถานีบริการน้ำมัน 1,650 แห่ง,  ร้านจำหน่ายปุ๋ย 569 แห่ง และตลาด/ห้างค้าปลีกค้าส่ง 507 แห่ง

โฆษก พณ.ระบุว่า จากการตรวจสอบ พบการกระทำผิดกฎหมายในสถานีบริการน้ำมัน 14 ราย ใน 9 จังหวัด ส่วนใหญ่เป็นความผิดฐานไม่ปิดป้ายแสดงราคา ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามกฎหมายแล้ว ขณะเดียวกัน การรับเรื่องร้องเรียนผ่านสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 ระหว่างวันที่ 1-24 มีนาคม 2569 มีเรื่องร้องเรียนสะสม 372 เรื่อง โดยตรวจสอบแล้ว 137 เรื่อง พบการกระทำผิด เช่น ไม่แสดงราคา จำหน่ายสินค้าไม่ตรงราคา และป้ายราคาไม่ชัดเจน รวม 18 ราย ขณะที่อีก 119 เรื่องไม่พบความผิด และอยู่ระหว่างตรวจสอบอีก 235 เรื่อง นอกจากนี้ยังมีเรื่องร้องเรียนกรณีจำหน่ายสินค้า “ราคาเกินสมควร” จำนวน 33 เรื่อง ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบต้นทุน หากพบความผิดจะดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด

 “สำหรับสถานการณ์ราคาสินค้าโดยรวม พบว่าสินค้ายังมีปริมาณเพียงพอ แม้บางรายการ เช่น เนื้อสุกร เนื้อไก่ และไข่ไก่ มีการปรับราคาสูงขึ้นตามต้นทุนขนส่งและวัตถุดิบ รวมถึงสินค้าบรรจุภัณฑ์ที่ปรับเพิ่มตามห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่อาหารปรุงสำเร็จในตลาดยังคงตรึงราคาเพื่อรักษาฐานลูกค้า” โฆษก พณ.ระบุ

นายนันทพงษ์กล่าวด้วยว่า ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน รมว.พณ.ได้เรียกประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เพื่อพิจารณาเพิ่มรายการสินค้าควบคุมอีก 12 รายการ ส่งผลให้จำนวนสินค้าควบคุมรวมเพิ่มเป็น 71 รายการ พร้อมกันนี้ ยังเตรียมยกระดับมาตรการกำกับดูแลสินค้าอีก 13 รายการ จากเดิมที่เพียงแจ้งเปลี่ยนแปลงราคา เป็นต้องขออนุญาตก่อนปรับขึ้นราคา เช่น กระดาษชำระ แชมพู ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน ผ้าอนามัย และสบู่ ทั้งนี้ หากที่ประชุม กกร.เห็นชอบ จะเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาในวันที่ 31 มีนาคม 2569 ต่อไป

นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวภายหลังการประชุมหารือสถานการณ์ด้านพลังงาน ถึงการจัดทำแดชบอร์ดตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 และโรงกลั่นได้ส่งข้อมูลมายังกรมธุรกิจพลังงานว่า ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค.น้ำมันดิบที่เข้ามากลั่นในประเทศไทย จะมาจากตะวันออกกลาง 53%, ตะวันออกไกล 11%, ผลิตได้เองในประเทศ 9% และอื่นๆ ที่มาจากสหรัฐอเมริกาและอเมริกาตะวันออกรวม 27% โดยจะนำเข้าสู่โรงกลั่น 23 มี.ค. กลั่นดีเซลพื้นฐานหรือ B0 ได้อยู่ที่ 65.12 ล้านลิตร ซึ่งยังไม่ได้ผสมกับไบโอดีเซล จากสต๊อกถังเก็บน้ำมันพื้นฐานในโรงกลั่น ปัจจุบันในสต๊อกมีดีเซลพื้นฐานอยู่ทั้งประเทศรวมกันทั้งสิ้น 868 ล้านลิตร เบนซินพื้นฐาน  408 ล้านลิตร

นายสราวุธระบุว่า กรมธุรกิจพลังงานได้ร่วมกับทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 1 ตรวจ ณ จุดพื้นที่ที่ได้รับเบาะแส ตำบลสวนดอกไม้ พบคอกน้ำมัน 3 คอก ซึ่งผิดกฎหมาย อยู่ที่หมู่ 7 หมู่ 10 และหมู่ 11 ในตำบลสวนดอกไม้ อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี โดยคอกที่ 1 พบน้ำมันดีเซลอยู่ในปริมาณ 7,840 ลิตร คอกที่ 2 ปริมาณน้ำมันดีเซลอยู่ที่ปริมาณ 3,859 ลิตร บวก 600 ลิตร และคอกที่ 3 พบน้ำมันดีเซล 8,000 ลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 ปริมาณ 7,000 ลิตร น้ำมัน E20 ปริมาณ 2,000 ลิตร และแก๊สโซฮอล์ 91 ปริมาณ 2,000 ลิตร รวมทั้งสิ้นจาก 3 คอก ปริมาณน้ำมัน 31,299 ลิตร ซึ่งจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุดกับผู้กระทำความผิดในครั้งนี้ เพราะถือเป็นการกักตุนน้ำมันและจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อดีตหมอใหญ่ขยับ‘พล.ต.อ.’

"รมว.ยธ." ยันพิจารณาพักโทษ "ทักษิณ" ทัน 11 พ.ค. เรื่องยังอยู่ที่คณะกรรมการเรือนจำ "ก.ตร." ไฟเขียวนายพลสีกากี 60 ตำแหน่ง 

'อนุทิน' ลั่นต้องลดใช้น้ำมันให้เหลือ 55 ล้านลิตร จากช่วงวิกฤต 80 ล้านลิตร ช่วยลดผลกระทบค่าครองชีพ

"อนุทิน" ยันน้ำมันไทยไม่ขาดแคลน เผยเกาะติดพิกัดเรือไทยผ่านฮอร์มุซ หลังอิหร่านไฟเขียว พร้อมสั่งคุมเข้มพวกกักตุน-ลักลอบเก็งกำไร ยัน สงกรานต์นี้น้ำมันไม่ขาดแคลน ขู่เชือดพวกกักตุน