อัยการสูงสุดชี้ขาด สั่งฟ้อง “ชนนพัฒฐ์” กับพวก คดีฟอกเงิน-พนันออนไลน์ รวม 2 สำนวน ขณะที่ตำรวจหอบสำนวนส่งอัยการฟัน “บิ๊กโจ๊ก” คดีสินบนทองคำ 246 บาท ลุ้นฟังคำสั่ง 12 พ.ค. ทนายแย้งอำนาจสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย
เมื่อวันที่ 8 เมษายน นายไชยรัตน์ ปาวะกะนันท์ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เผยความคืบหน้าคดีฟอกเงิน และคดีจัดให้มีการเล่นการพนันออนไลน์ ของนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม กับพวก ในสำนวนคดีของสถานีตำรวจภูธรเมืองสงขลา และสถานีตำรวจภูธรหาดใหญ่ ประกอบด้วย
คดีที่ 1 เป็นคดีของ สภ.เมืองสงขลา เกี่ยวเนื่องมาจากคดีมูลฐานกล่าวหา นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ผู้ต้องหาที่ 1 และนายภัทรศักดิ์ แสงสว่าง ผู้ต้องหาที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนัน หรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศ โฆษณาหรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือเข้าเล่นในการเล่น หรือเข้าพนันในการเล่นพนันออนไลน์ โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน ที่พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 1 และสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่ 2 ต่อมาศาลแขวงสงขลาได้มีคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.517/2568 เมื่อวันที่ 13 พ.ค.2568 ลงโทษจำเลย (ผู้ต้องหาที่ 2) ว่ามีความผิดตามฟ้องโจทก์ ให้จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน
พนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนคดีร่วมกันฟอกเงินมายังสำนักงานอัยการจังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 12 ต.ค.2565 ต่อมาวันที่ 28 ธ.ค.2565 อัยการจังหวัดสงขลามีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้งสอง และได้ส่งสำนวนให้แก่ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 พิจารณาตามกฎหมาย วันที่ 27 เม.ย.2566 รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 มีความเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้องดังกล่าวส่งให้อัยการสูงสุดชี้ขาด อัยการสูงสุดมีคำสั่งให้ทำการสอบสวนเพิ่มเติมวันที่ 9 มิ.ย. 2566 จนเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.2568 พนักงานสอบสวนได้ส่งผลการสอบสวนครบถ้วนสมบูรณ์ตามคำสั่งของอัยการสูงสุดแล้ว
วันที่ 3 เม.ย.2569 อัยการสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่าผู้ต้องหาที่ 1 เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับการพนัน ซึ่งเป็นความผิดมูลฐานของความผิดฐานฟอกเงิน และผู้ต้องหาที่ 1 มีการโอน รับโอน เปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพื่อซุกซ่อน หรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันออนไลน์ฯ ในสำนวนที่มีการแยกดำเนินคดีโดยมีผู้ต้องหาที่ 1 และนายณัฐวุฒิ หรือบอย จันทร ผู้ต้องหาที่ 2 ที่อัยการสูงสุดได้มีคำสั่งชี้ขาดให้ฟ้องในความผิดฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันออนไลน์ฯ ด้วยแล้ว จึงเป็นความผิดฐานฟอกเงิน
ในสำนวนคดีนี้ จึงได้มีคำสั่งชี้ขาดให้ฟ้องนายชนนพัฒฐ์ ผู้ต้องหาที่ 1 และนายภัทรศักดิ์ ผู้ต้องหาที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3, 5, 60 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2556 มาตรา 5, 6 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2558 มาตรา 5, 7, 10 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และให้แจ้งพนักงานสอบสวนให้มีหนังสือถึงเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับรถยนต์ของกลางจำนวน 2 รายการ ต่อไปด้วย
คดีที่ 2 คดีของ สภ.หาดใหญ่ ที่กล่าวหานายชนนพัฒฐ์ ผู้ต้องหาที่ 1 และนายณัฐวุฒิ ผู้ต้องหาที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนัน หรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือเข้าเล่นในการเล่น หรือเข้าพนันในการเล่นพนันออนไลน์ โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน
พนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 1 และเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่ 2 นั้น พนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนให้แก่อัยการจังหวัดสงขลาเมื่อวันที่ 14 พ.ย.2566 ต่อมาวันที่ 29 พ.ย. 2566 อัยการจังหวัดสงขลามีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้งสอง จากนั้นวันที่ 11 มี.ค. 2567 ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ได้มีความเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้อง และได้ส่งให้อัยการสูงสุดชี้ขาด กระทั่งวันที่ 18 ก.ย.2567 อัยการสูงสุดมีคำสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติม วันที่ 8 ม.ค.2569 พนักงานสอบสวนได้ส่งผลการสอบสวนเพิ่มเติมตามคำสั่งของอัยการสูงสุด
วันที่ 3 เม.ย.2569 อัยการสูงสุดมีคำสั่งชี้ขาดให้ฟ้องนายชนนพัฒฐ์และนายณัฐวุฒิ ในความผิดฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนัน หรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศ โฆษณาหรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือเข้าเล่นในการเล่น หรือเข้าพนันในการเล่นพนันออนไลน์ โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน ตาม พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 4 ทวิ, 5, 12 พ.ร.บ.การพนัน (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2504 มาตรา 3 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และใช้อำนาจอัยการสูงสุดตาม พ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 มาตรา 15 อนุญาตให้ฟ้องนายณัฐวุฒิ ผู้ต้องหาที่ 2 ในความผิดดังกล่าวตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 9 (เนื่องจากพ้นกำหนดเวลาผัดฟ้องผู้ต้องหาที่ 2 ตามกฎหมาย)
สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้คือ พนักงานสอบสวนจะต้องดำเนินการตามคำสั่งของอัยการสูงสุด และนำตัวนายชนนพัฒฐ์ นายภัทรศักดิ์ และนายณัฐวุฒิ มาส่งพนักงานอัยการเพื่อนำตัวไปฟ้องต่อศาลต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามขั้นตอนเเล้วเมื่ออัยการสูงสุดมีคำสั่งชี้ขาดฟ้อง ทางพนักงานอัยการจะมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนไปนำตัวผู้ต้องหามายื่นฟ้องต่อศาล 2 สำนวนดังกล่าว สำนวนเเรกอยู่ในอำนาจศาลจังหวัดสงขลา เเละสำนวนที่ 2 อยู่ในอำนาจศาลเเขวงสงขลา อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันอยู่ช่วงสมัยเปิดประชุมสภา นายชนนพัฒฐ์อาจขอเลื่อนเข้าพบพนักงานอัยการจนกว่าจะปิดประชุมสภาได้ มิเช่นนั้นจะต้องขออนุญาตประธานสภาฯ มาดำเนินคดี
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 12 มี.ค.2569 เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ควบคุมตัวนายชนนพัฒฐ์มาฝากขังต่อศาลอาญา ในข้อหาฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นหรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนโดยทางตรงหรืออ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือเข้าพนันในการเล่น ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน และร่วมกันฟอกเงิน โดยศาลอาญาให้ประกันตัว
วันเดียวกัน ที่สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก พนักงานสอบสวน กองกำกับการ 1 กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (กก.1 บก.ปปป.) นำสำนวนการสอบสวน พร้อม พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ในคดีสินบนทองคำ 246 บาท กับพวก ส่งมอบให้กับสำนักงานอัยการสูงสุด โดย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กับพวกเดินทางมาพบอัยการตามนัด
ภายหลังจากที่หารือกับพนักงานอัยการเสร็จสิ้น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ได้เดินทางกลับทันที โดยไม่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน แต่ให้นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความส่วนตัว เป็นผู้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนแทน
นายสัญญากล่าวว่า ได้ยื่นเรื่องการโต้แย้งอำนาจการสอบสวนและพิจารณาสั่งไม่รับสำนวนการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเรื่องนี้มีกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นผู้ถูกกล่าวหา อยู่ในความรับผิดชอบของคณะผู้ไต่สวนอิสระที่แต่งตั้งโดยประธานศาลฎีกา โดยข้อกฎหมายมาตรา 45 ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีความเห็นมายังเจ้าหน้าที่ตำรวจ และการดำเนินการเกี่ยวกับผู้ที่เกี่ยวข้องจะเป็นข้อกฎหมายมาตรา 45 วรรค 2 ทั้งหมดจะต้องเป็นสำนวนที่ไปด้วยกัน จะแยกสำนวนกันไม่ได้ จึงเป็นหน้าที่ของอธิบดีอัยการวินิจฉัยว่าจะสั่งฟ้องได้หรือไม่ ทั้งนี้ อัยการนัดฟังคำสั่งในวันที่ 12 พ.ค. เวลา 10.00 น.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สงบศึก2สัปดาห์ ทรัมป์หยุดยิงแลกฮอร์มุซ เปิดเจรจาอิหร่าน10เม.ย.
"ทรัมป์" ประกาศหยุดยิงอิหร่าน 2 สัปดาห์ แลกเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ลดดีเซลหน้าปั๊ม2.14บาท
“อนุทิน” สวมบทเตมีย์ใบ้ไม่ตอบทุกคำถามสื่อ แค่พยักหน้ารับมีข่าวดีด้านพลังงาน
‘หนู’พร้อมแถลง ณัฐวุฒิเฮเข้าสภา
"อนุทิน” แบ่งงานรองนายกฯ-รมต.ประจำสำนักฯ พร้อมทำการบ้านหนัก
ปราม‘อินฟลูฯ’ชายแดน อึ้งอาณาจักรสแกมเมอร์
“พล.ท.อดุลย์” ประเดิมเยี่ยมสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ
DSIลุยแกะรอย ใกล้ถึง‘ไอ้โม่ง’ เร่งรับคดีพิเศษ
รมว.ยุติธรรมสั่ง “ดีเอสไอ" เร่งแกะรอยน้ำมัน 57 ล้านลิตรหายกลางทะเล
9เม.ย.ยื่นศาลฟัน44ส้ม ‘เท้ง’ไม่หวั่นหยุดหน้าที่
ป.ป.ช.เร่งยื่นคำร้องคดี 44 สส.ต่อศาลฎีกา 9 เม.ย. ปัดตรงกับวันแถลงนโยบายรัฐบาลไม่เกี่ยวการเมือง

