"ศุภจี" เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการค้า อดีตข้าราชการ 12 คน ที่ทาบทามเป็นคณะที่ปรึกษารองนายกฯ ระดมความเห็นมาตรการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ เพื่อนำขับเคลื่อนงานและทำแผนเชิงรุกเสริมเขี้ยวเล็บรัฐบาลสู้เวทีโลก "สุริยะ” ผนึกผู้ประกอบการปุ๋ยในประเทศ ย้ำมีสำรองเพียงพอ เอกชนยันไม่ขึ้นราคา ขณะที่เกษตรกรพิษณุโลกกว่า 200 คน ยื่นหนังสือผ่านผู้ว่าฯ วอนรัฐเร่งช่วยเหลือน้ำมัน-ปุ๋ยแพง แต่ข้าวราคาตกต่ำ
ที่กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 9 เมษายน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้หารือกับผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจและการค้า ที่ได้รับการทาบทามเป็นคณะที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขาและเป็นผู้เชี่ยวชาญในระดับชั้นนำของประเทศ ที่ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐศาสตร์มหภาค นโยบายการค้าระหว่างประเทศ กฎหมาย และการพัฒนาภาคธุรกิจและตลาดทุน เพื่อเสนอมาตรการเพิ่มเติมที่จะบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน รวมถึงเตรียมความพร้อมรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในระยะต่อไป
ทั้งนี้ ยังได้หารือถึงแนวทางการวางแผนนโยบายและมาตรการเชิงรุกในระยะยาว เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในบริบทของการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกและการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์การค้าระหว่างประเทศที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ได้ย้ำกับทีมคณะที่ปรึกษาถึงความสำคัญของการบูรณาการองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญหลายภาคส่วน เพื่อให้การกำหนดนโยบายของกระทรวงพาณิชย์มีความรอบด้านและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและภาคธุรกิจไทยอย่างแท้จริง” นางศุภจีกล่าว
สำหรับผู้ที่เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย 1.นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 2.ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ เลขานุการบริษัท และกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 3.รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม Executive Director, ASEAN Foundation, Jakarta 4.นายณัฐ เหลืองนฤมิตชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดทุนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 5.ดร.ยรรยง ไทยเจริญ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) และอดีตผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย 6.ผศ.ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา 7.ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร บริษัท หลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) 8.นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ 9.นายอนันต์ ลาภสุขสถิต ประธานสถาบัน เค อะโกรอินโนเวท ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเกษตร เกษตรแปรรูป และ Sustainability
ขณะเดียวกัน ยังมีนางนงนุช เพ็ชรรัตน์ อดีตเอกอัครราชทูตประจำสาธารณรัฐออสเตรียและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี, นายชุตินทร คงศักดิ์ อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี และนายวีระพงษ์ ประภา อดีตตัวแทนการค้าไทย ประจำสหภาพยุโรป ซึ่งได้รับการทาบทามให้เป็นคณะตัวแทนการค้าไทย (Thailand Trade Representatives, TTR) เข้าร่วมประชุมด้วย
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีจะเดินทางไปประเทศโอมานเพื่อขอบคุณรัฐบาลโอมานกรณีช่วยเหลือลูกเรือมยุรีนารีของไทยหรือไม่ ว่าก็ส่วนหนึ่งด้วย และอยากให้รัฐบาลโอมานได้ช่วยเรื่องที่เรือของเรายังค้างอยู่ให้สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เพราะเขามีการติดต่ออยู่กับอิหร่าน ซึ่งรัฐบาลไทยใช้ความพยายาม
ส่วนกรณีอิสราเอลโจมตีเลบานอน จะทำให้เหตุการณ์ยุติภายใน 2 สัปดาห์ได้หรือไม่ รมว.การต่างประเทศกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงสถานะเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ หวังว่าในช่วงที่มีการหยุดยิงคงต้องมีการผ่อนคลายให้เรือสามารถเดินทางผ่านช่องแคบได้ อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้มีการตกลงระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน จึงอยากให้ฝ่ายอิสราเอลเคารพปฏิบัติตามสิ่งที่ได้ตกลงกันด้วย เป็นช่วงที่เราต้องให้โอกาสกับสันติภาพ ซึ่งเรื่องนี้สำคัญ
เมื่อถามว่า ที่ปากีสถานบอกว่าจะจัดสันติภาพยั่งยืน แนวโน้มน่าจะได้ข้อยุติเลยใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับความพยายามและเจตนารมณ์ของทุกฝ่าย เพราะทั่วโลกอยากให้เกิดสันติภาพ เพราะความเสียหายเกิดขึ้นเยอะแยะแล้ว เราต้องมองไปข้างหน้า หาทางสู่สันติภาพให้ได้
เมื่อถามว่า ตรงนี้จะทำให้สถานการณ์น้ำมันของประเทศไทยคลี่คลายด้วยใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ถ้ามองว่าเป็นการหยุดยิง แน่นอนว่าก็อยากจะรู้จากการหยุดยิงจะนำไปสู่อะไร
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังร่วมหารือกับบริษัทผู้ผลิตปุ๋ยภายในประเทศ เพื่อรับทราบสถานการณ์การนำเข้าแม่ปุ๋ยจากต่างประเทศ จากผลกระทบกรณีการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น รวมทั้งได้เร่งหารือแนวทางแก้ไขปัญหาระหว่างภาครัฐและเอกชนว่า สืบเนื่องจากมีข่าวการขาดแคลนปุ๋ยยูเรียเผยแพร่ออกไป ซึ่งได้สร้างความตื่นตระหนกให้แก่เกษตรกร ในวันนี้ได้เชิญบริษัทผู้ผลิตปุ๋ยของไทยจำนวน 6 บริษัท เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงจากกรณีดังกล่าว ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบัน มีเรือขนส่งปุ๋ยของผู้ประกอบการที่ลอยลำอยู่ในน่านน้ำช่องแคบฮอร์มุซจำนวน 3 ลำ หรือประมาณ 250,000 ตัน ซึ่งขณะนี้ยังคงอยู่ในกระบวนการรอการขนส่ง ส่วนสถานการณ์ปุ๋ยในประเทศไทยมีปริมาณปุ๋ยสำรองอยู่ 900,000 ตัน ซึ่งคาดว่าเพียงพอต่อความต้องการใช้ในขณะนี้
นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ปริมาณใช้ปุ๋ยในประเทศในสถานการณ์ปกติมีความต้องการจำนวน 6 ล้านตัน โดยขณะนี้มีสำรองในสต๊อกจำนวน 9 แสนตัน และจะนำเข้าเพิ่มเติมอีกจำนวน 1 ล้านตัน เพื่อให้เพียงพอสำหรับฤดูกาลผลิตในเดือน พ.ค.ที่จะถึงนี้ นอกจากนี้ กรมวิชาการเกษตรได้เดินหน้านโยบายทันที โดยได้เจรจากับผู้ประกอบการผลิตกระสอบปุ๋ยที่ได้รับผลกระทบและมีราคาสูงขึ้น ภายหลังกรมวิชาการเกษตรได้ประกาศให้ใช้วัสดุอื่นทดแทนพลาสติกได้ อาทิ กระดาษอัด ก็ส่งผลให้ราคาพลาสติกลดลงทันที เป็นต้น
ด้านนายมนัส เจียรวนนท์ ประธานกรรมการบริหารบริษัท เจียไต๋ จำกัด กล่าวเสริมว่า ผู้ประกอบการยืนยันไม่ขึ้นราคาปุ๋ย และปุ๋ยสูตรอื่นไม่ขาดแคลนแน่นอน ซึ่งมีความยินดีที่จะร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ จับมือเป็นทีมไทยแลนด์เพื่อหาทางออกให้เกษตรกรร่วมกัน ทั้งการหารือมาตรการราคาปุ๋ย การหาปุ๋ยสูตรทดแทน และแนวทางอื่นๆ
น.ส.วรัญญา บุญญาวิวัฒน์ นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย กล่าวว่า การเจรจาร่วมกันกับภาคเอกชนถือเป็นการหาทางออกใหม่ๆ ร่วมกัน ซึ่งภาคเอกชนพร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐ นอกจากนี้มาตรการอำนวยความสะดวกในการนำเข้าปุ๋ยจะช่วยย่นระยะเวลาให้เร็วขึ้น สถานการณ์ปุ๋ยคลี่คลายเร็วขึ้น
วันเดียวกัน ที่ศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่รับฟังปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรในพื้นที่ จ.พิษณุโลก ซึ่งรวมตัวกันอย่างสงบจำนวนประมาณ 200 คน เพื่อยื่นหนังสือผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดไปยังรัฐบาล
โดยมี ร.อ.อุบล พุทธรักษ์ รองประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ คนที่ 1 และประธานสภาเกษตรกรจังหวัดพิษณุโลก เป็นตัวแทนยื่นหนังสือ สะท้อนสถานการณ์ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูง ส่งผลให้ค่าจ้างรถเกี่ยวข้าวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ขณะเดียวกันราคาปุ๋ยยูเรียซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการเพาะปลูกปรับตัวสูงขึ้นกว่า 500 บาทต่อกระสอบ ทำให้เกษตรกรมีภาระต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างมาก นอกจากนี้ เกษตรกรยังได้รับผลกระทบจากราคาข้าวเปลือกที่ตกต่ำ เนื่องจากอยู่ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว แต่โรงสีและท่าข้าวลดการรับซื้อ ส่งผลให้ราคาข้าวมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง กระทบต่อรายได้และความมั่นคงทางอาชีพของเกษตรกรในพื้นที่
ทั้งนี้ เกษตรกรได้ยื่นข้อเสนอเพื่อขอความช่วยเหลือจากภาครัฐ ได้แก่ ขอให้ควบคุมราคาน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เกินลิตรละ 40 บาท ขอให้ราคาปุ๋ยยูเรียไม่เกินกระสอบละ 900 บาท ให้กำหนดราคาข้าวเปลือกเจ้า (ความชื้น 25%) อย่างน้อยตันละ 10,000 บาท และขอรับการสนับสนุนค่าปัจจัยการผลิตในอัตราไร่ละ 2,000 บาท ไม่เกินรายละ 20 ไร่
ผู้ว่าฯ พิษณุโลกได้รับหนังสือดังกล่าว พร้อมรับฟังข้อเสนอและข้อเรียกร้องของเกษตรกร โดยจะรวบรวมข้อมูลและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำเสนอไปยังรัฐบาลพิจารณาให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนต่อไป.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
BCPปัดเมินลดค่าการกลั่น
นายกฯ ยังนิ่ง ซีอีโอบางจากแจงไม่ได้เมินคำเชิญ รมว.พลังงานหารือค่าการกลั่น
ชงศาลฟัน‘44สส.พรรคส้ม’
ป.ป.ช.ส่งสำนวนคดีอดีต 44 สส.ก้าวไกลฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงเสนอแก้ 112
ไม่ไหวแล้วกับวิกฤต ฝ่ายค้านขยี้นโยบายเอื้อระบบพวกพ้อง/สว.โวยเทแก้รธน.
เปิดฉากแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาวันแรกเดือด! "นายกฯ" อ่านคำแถลง 1 ชม. 8 นาที
สงบศึก2สัปดาห์ ทรัมป์หยุดยิงแลกฮอร์มุซ เปิดเจรจาอิหร่าน10เม.ย.
"ทรัมป์" ประกาศหยุดยิงอิหร่าน 2 สัปดาห์ แลกเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ชนนพัฒฐ์อ่วม ‘อสส.’สั่งฟ้อง ฟอกเงิน-พนัน
อัยการสูงสุดชี้ขาด สั่งฟ้อง “ชนนพัฒฐ์” กับพวก คดีฟอกเงิน-พนันออนไลน์ รวม 2 สำนวน
ลดดีเซลหน้าปั๊ม2.14บาท
“อนุทิน” สวมบทเตมีย์ใบ้ไม่ตอบทุกคำถามสื่อ แค่พยักหน้ารับมีข่าวดีด้านพลังงาน

