เปิดฉากแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาวันแรกเดือด! "นายกฯ" อ่านคำแถลง 1 ชม. 8 นาที ลั่นบริหารงานยึดประโยชน์ชาติ-ประชาชน ใช้งบตามระเบียบกฎหมายให้มีประสิทธิภาพ ร่ายแผนแก้ปัญหาสำคัญ 5 ด้าน สร้างไทยมั่นคง "เท้ง" กระตุก 5 คลัสเตอร์กลุ่มอำนาจแบ่งผลประโยชน์ ซัดพอได้แล้วกับระบบพวกพ้อง ไม่ไหวแล้วกับวิกฤตรอบด้านที่ ปชช.ต้องแบกรับ "มาร์ค" เตือนอย่าเห็น ปชช.เป็นทางผ่านอำนาจ ทุกคนจะบอกว่าพอแล้ว ไม่ไหวแล้ว "สว.นันทนา" โวยการแก้ไข รธน.ไม่ถูกบรรจุไว้ในนโยบาย ทั้งที่ผ่านประชามติ 21 ล้านเสียง
ที่รัฐสภา วันที่ 9 เมษายน 2569 มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ซึ่งกำหนดเวลาไว้ 2 วัน ระหว่างวันที่ 9-10 เมษายน 2569 รวมเวลาทั้งหมด 32 ชม.ครึ่ง
อย่างไรก็ตาม เวลา 07.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เข้าสักการะศาลหลักเมือง สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง เอาฤกษ์เอาชัย ก่อนที่จะเดินทางเข้ารัฐสภา เพื่อแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในเวลา 08.30 น. โดยมี พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม, พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมคณะ
เวลา 08.50 น. การประชุมร่วมกันของรัฐสภาได้เริ่มต้นขึ้น มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุม โดยนายอนุทินได้เริ่มอ่านคำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา สาระสำคัญระบุว่า เมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินโดยสมบูรณ์ จะเร่งดำเนินการนโยบายที่ให้ไว้กับประชาชน บริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง เร่งประสิทธิภาพการเบิกจ่ายงบประมาณและจัดทำพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อบรรเทาผลกระทบของประชาชนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเน้นการเยียวยากลุ่มเปราะบาง ผู้ประกอบธุรกิจ การเกษตร รวมถึงจะเร่งทำร่าง พ.ร.บ.งบฯ 70 ให้มีผลบังคับใช้ทันปีปฏิทินงบประมาณ
นายอนุทินแถลงว่า สำหรับนโยบายที่รัฐบาลจะใช้แก้ปัญหาเร่งด่วน 1.ด้านเศรษฐกิจ คือ สร้างโอกาส จ้างงาน มีอาชีพทุกกลุ่มเท่าเทียม ลดปัญหาหนี้แบบองค์รวม ทำโครงการคนละครึ่งพลัส ควบคู่กับการยกระดับทักษะที่จำเป็นในอนาคต ทักษะการเงิน ลดต้นทุนการทำธุรกิจของกลุ่มเอสเอ็มอี ส่งเสริมบทบาทท้องถิ่นในการพัฒนาพื้นที่ ผ่านการผลักดันกฎหมายภาษีบ้านเกิดเมืองนอน 2.ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง รัฐบาลจะเร่งสร้างความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลก ส่งเสริมความมั่นคงชายแดนไม่ให้มีภัยคุกคามทุกรูปแบบ และแก้ปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค ทบทวนนโยบายฟรีวีซ่าและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อตัดช่องทางการเงินของเครือข่ายสแกมเมอร์ การฟอกเงิน และทุนเทา ขณะที่สถานการณ์ไทย-กัมพูชา รัฐบาลจะมุ่งแก้ไขด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ รวมถึงเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิกเอ็มโอยู 2544 ให้เสร็จโดยเร็ว รวมถึงพัฒนาระบบทหารอาสาและปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร โดยรัฐบาลจะทำโครงการทหารอาสา 1 แสนอัตรา สัญญาจ้าง 4 ปี มีค่าตอบแทน
3.ด้านสังคม คือให้เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ฟรี ปรับปรุงกฎหมายประกันสังคม 4.ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม บริหารสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีเอกภาพ ลดความสูญเสียและเยียวยาทันท่วงที มีประสิทธิภาพ พัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ และ 5.ด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย มุ่งเปลี่ยนผ่านระบบดิจิทัลอัจฉริยะ สร้างวินัยการเงินและการคลังของรัฐ
บริหารยึดประโยชน์ชาติ-ปชช.
“การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล จะยึดประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นที่ตั้ง ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังและสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยจะใช้จ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบอย่างเคร่งครัด รอบคอบ กำกับการใช้เงินนอกงบประมาณให้มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ความท้าทายและผันผวนที่ประเทศกำลังเผชิญ รัฐบาลพร้อมทุ่มสรรพกำลังอย่างเต็มความสามารถเพื่อแก้ปัญหาปากท้อง ผมจะทำทุกวิถีทางเพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่นประเทศไทย” นายกฯ แถลง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกฯ ได้ใช้เวลาอ่านคำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภารวม 1 ชั่วโมง 8 นาที 42 วินาที
เวลา 10.15 น. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายว่า รัฐบาลชุดนี้แบ่งกันบูรณาการบริหารราชการแผ่นดินออกเป็น 5 คลัสเตอร์ แต่ไม่ได้เป็นแบบที่นายกฯ ได้แถลงไป เป็น 5 คลัสเตอร์ของกลุ่มอำนาจ ที่เกิดจากการรวมกันตั้งรัฐบาลและแบ่งสันปันส่วนผลประโยชน์ได้อย่างลงตัว
คลัสเตอร์แรกคือ บรรดามุ้งการเมืองที่อดีตอาจเคยสังกัดอยู่พรรคการเมืองอื่น แต่การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาย้ายมาสู่เสื้อพรรคภูมิใจไทย หลักฐานปรากฏเด่นชัดว่าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะพรรคการเมืองอันดับ 1 ที่ไม่ได้หมายถึงจำนวน สส.มากที่สุดในสภาผู้แทนราษฎร แต่เป็นพรรคการเมืองอันดับ 1 ที่มี สส.ย้ายพรรคแล้วชนะการเลือกตั้งมาอยู่ในสภามากเป็นอันดับ 1 การจัดตั้งรัฐบาลโดยใช้วิธีการรวมอำนาจจากมุ้งต่างๆ นี้ ทำให้เราเห็นโฉมหน้าคณะรัฐมนตรีจากบ้านสงขลา ชลบุรี และสุพรรณบุรี
คลัสเตอร์ที่สองคือ พรรคการเมืองอันดับ 2 ที่ร่วมรัฐบาลยอมขายวิญญาณตนเองเพราะไม่สามารถต่อรองกับพรรคภูมิใจไทยได้ ยกตัวอย่างสมการทางการเมือง หากพรรคการเมืองอันดับ 2 ขู่ถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาล สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยทำได้ไม่ต้องมีข้อกังวลใจ จากปัจจุบันที่เป็นรัฐบาลเสียงข้างมากกว่า 290 เสียง สามารถดึงพรรคการเมืองที่ปัจจุบันอยู่ในพรรคฝ่ายค้านไปร่วมรัฐบาลได้ทันที กลายเป็นรัฐบาลกว่า 270 เสียง ก็ยังคงเป็นเสียงข้างมากในสภา เกิดปัญหาการรวมขั้วจัดตั้งรัฐบาล
คลัสเตอร์ที่สาม ส่วนสำคัญที่ทำลายล้างอำนาจต่อรองพรรคการเมืองอันดับ 2 คือพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ประมาณกว่า 20 เสียง เป็นดุลอำนาจสำคัญที่ทำลายอำนาจต่อรองของพรรคที่ตั้งใจจะไปร่วมรัฐบาลในฐานะพรรคการเมืองอันดับ 2 หากปราศจากสิ่งเหล่านี้ในการจัดตั้งรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยจะไม่สามารถเดินยุทธศาสตร์ชักเข้าชักออก ดึงพรรคอื่นๆ เข้าร่วมรัฐบาลได้ตลอดเวลาเช่นนี้
คลัสเตอร์ที่สี่ บรรดาสมาชิกรัฐสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งหรือองค์กรอิสระอื่นๆ ที่ได้รับการแต่งตั้งมาจากพวกเขาล้วนเป็นไพ่โจ๊กเกอร์ ที่พรรคภูมิใจไทยจะหยิบออกมาใช้เมื่อใดก็ได้ ใช้คุมเกมในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เป็นไปตามหน้าตาที่เขาอยากเห็น ใช้โจมตีฝั่งตรงข้ามแบบที่พวกตนกำลังโดนอยู่ในคดี 44 สส. ใช้ปกป้องพวกพ้องตนเองก็ได้
คลัสเตอร์ที่ห้า บรรดากลุ่มคนบางกลุ่มในประเทศที่ต้องการรักษาระเบียบเดิมให้คงอยู่ต่อไป มีหน้าที่ให้ความคุ้มครองทุกคนที่อยู่ในค่ายรัฐบาลภูมิใจไทย คอยส่งสัญญาณบอกกลุ่มอื่นๆ ว่า มาเถอะ อยู่ข้างนี้ทำอะไรก็ไม่ผิด คนกลุ่มนี้คือเป็นคนที่ถือตั๋วใบที่ 2 ให้สัญญาณแก่พรรคภูมิใจไทยในคืนก่อนวันเลือกตั้ง
เท้งซัดพอแล้วระบบพวกพ้อง
ทำให้นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงโดยขอให้ประธานในที่ประชุมควบคุมประเด็น เพราะนายณัฐพงษ์อภิปรายไม่ได้อยู่ในคำแถลงนโยบาย นายโสภณจึงวินิจฉัยว่าพูดแค่นี้ยังฟังได้อยู่ แต่หากลงรายละเอียดกว่านี้ก็จะเป็นการอภิปรายองค์กรอื่น ไม่เกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาล
"การบริหารราชการแผ่นดินโดยการแบ่งออกเป็น 5 คลัสเตอร์ ไม่ได้มีประชาชนอยู่ในสมการ การจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้เมื่อเริ่มต้นจากดีลของกลุ่มอำนาจต่างๆ ที่ผลประโยชน์ลงตัวการจัดตั้งรัฐบาลก็ลงตัว ไม่เห็นเจตจำนงหรือวาระที่จะผลักดันร่วมกันในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล จึงขอสอบถามพรรคร่วมรัฐบาลว่า เจตจำนงทางการเมืองความเป็นนักประชาธิปไตยอยู่ตรงไหน ทำไมถึงไม่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้" นายณัฐพงษ์กล่าว
หัวหน้าพรรค ปชน.กล่าวว่า ปัญหาใหญ่สุดในประเทศอาจไม่ใช่วิกฤตภายนอก แต่คือวิกฤตภายใน เพราะไม่ว่าเราจะเจอวิกฤตภายนอกที่รุมเร้าเข้ามาขนาดไหน แต่ถ้ารัฐบาลอยู่เคียงข้างประชาชน เราพอจะมีหลักยึดได้บ้าง สำหรับวิกฤตเศรษฐกิจและน้ำมัน วิกฤตสังคม เครือข่ายทุนเทาสแกมเมอร์ วิกฤตความมั่นคง เช่น ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน วิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดน ทุกวิกฤตเกี่ยวข้องกับคนในประเทศเราทั้งสิ้น แต่สิ่งที่รัฐนี้ปกป้องเสมอมา คือไม่เลือกปกป้องประชาชนก่อน แต่เลือกปกป้องคนที่อยู่ใกล้ชิดกับรัฐบาลก่อน
"รัฐบาลที่มั่นคงได้ทำให้ประชาชนรู้สึกมั่นคงหรือไม่ว่าท่านพร้อมใช้กลไกที่มีอยู่เพื่อผ่านกฎหมายอากาศสะอาดโดยเร็ว ไม่ใช่ใช้ไพ่โจ๊กเกอร์ในมือเพื่อกุมอำนาจของรัฐบาล ด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จที่นายกฯ มีในมือ หากรัฐบาลประสงค์จะทำสิ่งใด เชื่อว่าสามารถทำได้จนประสบผลสำเร็จ อยู่ที่ความแน่วแน่และความกล้าหาญทางการเมือง พอได้แล้วกับระบบพวกพ้อง การแสวงหาผลประโยชน์ให้กับกลุ่มพวกตน ไม่ไหวแล้วกับวิกฤตรอบด้านที่ประชาชนต้องแบกรับ เริ่มได้แล้วกับการเมืองของประชาชนของพวกเราทุกคน” หัวหน้าพรรค ปชน.กล่าว
อย่างไรก็ดี นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นใช้สิทธิ์พาดพิง ระบุว่า ในการอภิปรายมีการใช้ถ้อยคำที่พูดถึงพรรคเพื่อไทย ใช้คำว่าพรรคอันดับ 2 ร่วมรัฐบาลและขายวิญญาณ จึงขอให้ถอนคำพูด เพราะทราบดีว่ากระบวนการเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยเป็นไปตามรัฐธรรมนูญกลไกของการเมืองระบอบรัฐสภา ซึ่งพรรคอันดับ 1 ได้มีการเชื้อเชิญพรรคอันดับ 3 หรือพรรคเพื่อไทยให้เข้าร่วม ก็มีการเข้าหารือถึงเรื่องนโยบายการขับเคลื่อนความเป็นรัฐร่วมกัน ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้ตอบตกลง ถือเป็นกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตย เข้าใจว่าในการอภิปรายมีลีลามากนิดหนึ่ง จึงขอให้ถอนคำพูดที่ไม่ถูกต้องและอาจทำให้เกิดความเสียหาย
นายณัฐพงษ์จึงชี้แจงว่า ตามข้อบังคับเพื่อนสมาชิกมีสิทธิ์ชี้แจง อยู่ที่ประธานจะวินิจฉัย โดยนายโสภณกล่าวว่า คำว่าขายวิญญาณประชาธิปไตย เป็นคำกล่าวหา ซึ่งเหมือนการใส่ร้าย จึงไม่เหมาะที่จะกล่าวร้ายเขา ขอให้เปลี่ยนคำพูด ซึ่งนายณัฐพงษ์ได้ขอเปลี่ยนคำพูดเป็น ละทิ้งจุดยืนเดิม ทำให้นายจุลพันธ์ได้กล่าวอีกว่า ถ้าจะใช้วิธีตอดเล็กตอดน้อยแบบนี้ก็ตามสะดวก ศักดิ์ศรีของพรรคท่าน คุณภาพของพรรคท่านเดินตามนั้น ตนยอม ซึ่งนายโสภณได้ตัดบทและให้สมาชิกอภิปรายต่อไป
เวลา 10.45 น. นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม ได้อภิปรายเรื่องความสับสนวุ่นวายจากการสื่อสารในช่วงวิกฤต ข้อมูลที่กระจัดกระจายก่อให้เกิดความสับสนอลหม่าน และความไม่เชื่อมั่นจากภาคประชาชน เรื่อง ครม.มืออาชีพจากคนในการเมืองและคนนอกได้แปลงร่างจากนักธุรกิจเป็นนักการเมืองเรียบร้อยแล้ว เรื่องคนละครึ่งพลัสที่ยืนยันไม่ได้ขัดข้องเลยถ้าไม่พอ จะเป็นคนละครึ่งพลัสพลัส รวมทั้งเรื่องสัญญาช่วงที่หาเสียง เรื่องค่าไฟ เรื่องวีซ่าฟรี และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจทรุด เป็นต้น
อย่าเห็น ปชช.เป็นทางผ่านอำนาจ
ต่อมาเวลา 11.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า จากที่อ่านเอกสารคำแถลงนโยบายของรัฐบาลพบว่า บางอย่างที่เคยหาเสียงขาดหายไป ซึ่งตนคิดว่าน่าสนใจ เช่น การจะทำโครงการขนาดใหญ่ แต่กลับทำลับๆ ล่อๆ อย่างโครงการแลนด์บริดจ์ ตอนหาเสียงไม่ยอมส่ง กกต. แต่กลับพูดหาเสียง วันนี้ก็ไม่ยอมมาแถลงต่อรัฐสภา ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เพียงเขียนแค่หลักเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา แล้วบอกจะสร้างความสันติสุข ทั้งที่ความจริงแล้วสิ่งที่เป็นเครื่องมือสำคัญในช่วงที่ผ่านมาคือการพูดคุยเจรจาว่าจะมีแนวทางต่อไปอย่างไร
"และสถานการณ์นี้ก็รุนแรง เพราะเพื่อนสมาชิกของเราเพิ่งถูกลอบยิง และยังเป็นเครื่องหมายคำถามอยู่ว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องของความมั่นคงหรือไม่ นี่เป็นสิ่งที่ไม่ปรากฏในนโยบาย" นายอภิสิทธิ์กล่าว
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า สิ่งที่จะย้ำในวันนี้ ที่จะถามว่าทำไมพวกเราไม่ได้รู้สึกว่าพวกเรามีความชัดเจนในทิศทางหรือมีความหวัง ขอให้เหตุผล 4 ประการคือ 1.นโยบายที่ท่านเขียนตนใช้คำว่า เขียนอีก พูดอีก ก็ถูกอีก ท่านเขียนในสิ่งที่คนไม่โต้แย้ง ไม่ว่าจะเป็น 3 หลักการบริหาร 5 กลุ่มยุทธศาสตร์เป้าหมาย การบอกว่าเราจะเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ เป็นสิ่งที่อยากได้ แต่ไม่มีในเรื่องของรูปธรรม เครื่องมือที่จะใช้ กรอบเวลาที่ชัดเจน ยกเว้นบางเรื่องเท่านั้น ไม่มีเรื่องของตัวชี้วัดที่เราจะใช้
2.วิธีบริหารที่ผ่านมาจากท่านทั้งหลายที่กำลังดำรงตำแหน่งอยู่ ณ ขณะนี้ 3.ไม่เชื่อว่าจะบริหารได้ไปสู่เป้าหมายนี้ เมื่อสักครู่เพื่อนฝ่ายค้านบอกว่าประชาชนไม่อยู่ในสมการ ตนใช้คำว่า นโยบายฉบับนี้ไม่มีความรู้สึกจิตใจและหัวใจของประชาชนอยู่ในการเขียน 4.เรื่องคุณธรรมและจริยธรรมความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งเป็นหัวใจของการที่จะทำให้นโยบายสำเร็จ ท่านกล้าเขียนนโยบายที่เอาอดีตว่าท่านสามารถดำเนินการให้เป็นควิกมิกซ์วิน เช่นเรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์อย่างเข้มข้น และที่กล้าเขียนกว่านั้นคือการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ของประเทศ การบริหารจัดการปัจจัยการผลิต
"สิ่งที่เขาตำหนิกับความล้มเหลวที่ผ่านมาประกอบด้วย 3 ส่วนคือ 1.การบริหารจัดการที่ผิดพลาด 2.การไม่ยอมให้ภาคส่วนอื่นๆ นอกจากประชาชนรับภาระกับสิ่งที่เกิดขึ้น และ 3.ความไม่ชอบมาพากลและแสวงหาผลประโยชน์โดยไม่ชอบ สิ่งที่น่าสนใจมากคือบทบาทหน้าที่ของกองทุนน้ำมัน เอากองทุนน้ำมันมาทำหน้าที่นี้เพื่อประคับประคองหรือซื้อเวลาเผื่อว่าราคาน้ำมันลดลงต้นทุนอื่นๆ จะได้ไม่เพิ่มขึ้น และซื้อเวลาเพื่อให้รัฐบาลเตรียมตัวช่วยคนที่ได้รับผลกระทบ แต่รัฐบาลนี้ผลาญเงิน 4 หมื่นล้านจากประชาชนที่ใช้น้ำมัน ซึ่งจะต้องไปซื้อน้ำมันแพงในวันข้างหน้า โดยไม่ได้เตรียมมาตรการรองรับ" หัวหน้าพรรค ปชป.ระบุ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่นายอภิสิทธิ์กำลังอภิปรายถึงเรื่องราคาการกลั่นน้ำมัน นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ประท้วงว่า นายอภิสิทธิ์กำลังพูดถึงรัฐบาลชุดที่แล้ว การที่ท่านบอกว่าวันนั้นก็คือวันนั้นของรัฐบาลนั้น วันนี้รัฐบาลใหม่กำลังแถลงนโยบาย ยังไม่ได้เริ่มนับหนึ่ง จึงขอให้ประธานกำชับนายอภิสิทธิ์ จะให้คำแนะนำหรือวิพากษ์วิจารณ์อะไรให้ไปข้างหน้า ไม่ต้องย้อนไปถึงเรื่องค่าการกลั่น นายโสภณซึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม วินิจฉัยว่า เนื่องจากรัฐบาลชุดที่แล้วและรัฐบาลชุดนี้ต่อเนื่องกัน ตนจึงอนุญาตให้พูด
ช่วงท้ายนายอภิสิทธิ์อภิปรายว่า รัฐบาลทุกชุดเข้ามาบริหาร ต้องมีทั้งความสำเร็จและล้มเหลว เข้าใจกันได้ แต่สิ่งที่ให้อภัยกันไม่ได้คือ ถ้าแสวงหาผลประโยชน์เข้าตัว เข้าพวก และไม่เคารพในกระบวนการของกฎหมายและประชาธิปไตย
"กราบเรียนเตือนท่านว่า ถ้าท่านเห็นประชาชนเป็นเพียงทางผ่านสู่อำนาจ เห็นประชาธิปไตยเป็นเพียงพิธีกรรม เห็นประเด็นเรื่องความมั่นคงจริยธรรมเป็นเพียงการหาเสียงหรือเครื่องมือทางการเมือง ท่านจะไม่ได้ปฏิบัติตามคำปฏิญาณตนที่ท่านให้ไว้ต่อหน้าพระพักตร์ และทุกคนในประเทศจะบอกว่า พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว” นายอภิสิทธิ์กล่าว
สส.-สว.ดาหน้ากระตุกรัฐบาล
เวลา 11.50 น. น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. อภิปรายว่า รัฐบาลทำนโยบายสวนทางกับความเดือดร้อนของประชาชน การแก้รัฐธรรมนูญ รัฐบาลไม่เขียนไว้เลย ทั้งที่ประชาชน 21 ล้านเสียง ลงประชามติเห็นควรให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ รัฐบาลจะเทกลางแดดไม่ได้ เพราะเรื่องรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องใหญ่ ประชาชนกว่า 60% แสดงเจตจำนงชัดเจนต้องแก้รัฐธรรมนูญ รัฐบาลมีหน้าที่ทำตามผลประชามติ นอกจากนั้นแล้วเรื่องนิติธรรม ไม่มีเขียนไว้ในนโยบาย ทำให้กังวลว่าคดีฮั้ว สว.และคดีเขากระโดงอาจเป่าหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย
ส่วน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี อภิปรายเรื่องการปราบปรามขบวนการปลอมน้ำมันและโกงน้ำมัน และการปราบการทุจริตคอร์รัปชัน รวมทั้งขอให้นายกฯ ลดจำนวนผู้ช่วย สส.ลง และยกเลิกบำนาญ สส., สว. เพื่อนำไปจุนเจือประชาชน ขณะที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย อภิปรายว่า การแต่งตั้ง ครม.แล้วเสร็จแล้ว พบว่ามีลูกเทพ เด็กเส้นเยอะไปหน่อย
เวลา 12.59 น. นายอนุทินเดินทางออกจากอาคารรัฐสภา ไม่ตอบคำถามถึงภาพรวมการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา เมื่อซักถึงกรณีพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์อภิปราย ครม.ชุดนี้มีแต่บรรดาลูกเทพนั้น นายอนุทินกล่าวว่า “ก็ลูกเทพ ไม่มีลูกมาร”
ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงการเดินเข้าไปทักทาย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม แต่นายอนุทินไม่ได้ตอบคำถาม ก่อนบอกกับสื่อมวลชนว่า “Car Pool" โดยมีนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมนั่งรถออกไปจากรัฐสภา
เวลา 12.57 น. นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายตอนหนึ่งว่า อยากให้รัฐบาลอนุทิน 2 ตั้งหลักให้มั่นว่านี่คือการบริหารประเทศในยามวิกฤต ไม่ใช่ภาวะปกติ ท่านต้องมีนโยบายเชิงรับให้ชัดเจน ต้องสื่อสารให้ชัดเจนว่าจะทำอย่างไรกับราคาน้ำมันและภาษีในมือหรือโรงกลั่น และนโยบายเชิงรุกต้องหนักแน่น ให้คนไทยทุกคนเห็นปลายทางร่วมกันว่าเราจะให้ความมั่นคงทางพลังงานอย่างไร ในแต่ละคนจะปรับตัวอย่างไร ให้เราออกจากวิกฤตในครั้งนี้ได้แบบแข็งแรงกว่าเดิมไปด้วยกัน
กระทั่งเวลา 16.00 น. น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายตอนหนึ่งเรื่องการพยุงเศรษฐกิจว่า หากรัฐบาลตั้งใจออก พ.ร.ก.เพื่อต้องการพยุงเศรษฐกิจและออกจากวิกฤตให้ได้ มีข่าวว่าจะมียอดเงินกู้จำนวน 5 แสนล้านบาท ตนต้องตั้งคำถามถึงการหาวิธีคืนเงิน เกรงว่าจะมีการเก็บภาษีเพิ่มขึ้น เช่น ภาษีเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน และภาษี VAT
นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. อภิปรายว่า ในคำแถลงนโยบายฉบับนี้ไม่มีแม้แต่คำเดียวที่พูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่มีแม้แต่ประโยคเดียว
จากนั้นได้มี สส.และ สว.สลับกันขึ้นอภิปรายอย่างต่อเนื่อง ตามกำหนดที่วิปตกลงกันไว้จนถึงเวลา 02.00 น. ของวันที่ 10 เม.ย. จากนั้นการแถลงนโยบายวันที่สองจะเริ่มขึ้นในเวลา 08.00 น.ต่อไป
ต่อมาเวลา 18.55 น. น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า แน่ใจใช่หรือไม่ว่ารัฐบาลภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย จะสามารถนำพาประเทศผ่านวิกฤตและความท้าทายต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะนายอนุทินเคยดำรงตำแหน่งสำคัญ และอยู่ในวิกฤตมาหลายครั้ง ทั้งโรคระบาดโควิด-19 และน้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้ รวมถึงวิกฤตราคาน้ำมัน ซึ่งประชาชนได้เห็นแล้วว่า การบริหารของนายอนุทินสร้างความเสียหายไว้ขนาดไหน ดังนั้นรัฐบาลอนุทิน 2 กำลังถูกจับตาและตั้งคำถามว่า 4 ปีหลังจากนี้ ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยหรือไม่
ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง ชี้แจงว่า ปัญหาพลังงานครั้งนี้เป็นวิกฤตโลก สงครามตะวันออกกลางไม่รู้จะสิ้นสุดเมื่อไร อาจกระทบไปถึงสินค้าอื่นๆ ต้องเตรียมพร้อม เรื่องเงินเฟ้อและเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก รัฐบาลต้องเร่งลดผลกระทบระยะสั้นต่อประชาชน สิ่งแรกที่รัฐบาลทำคือ ใช้กองทุนพยุงราคาน้ำมัน ส่วนการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเพื่อลดราคาน้ำมัน ไม่ต่างจากการใช้กองทุนน้ำมันพยุงราคาน้ำมัน แต่ภาษีสรรพสามิตใช้ดูแลค่ารักษาพยาบาลต่างๆ การลดภาษีสรรพสามิตจึงอาจไปกระทบการรักษาพยาบาลด้วย ในวันที่ 11 เม.ย. จะประชุม ครม.เพื่อดูแลกลุ่มต่างๆ ขณะเดียวกันต้องเตรียมเงินดูแลส่วนอื่นๆ หากสงครามยังยืดเยื้อ ถ้าไปใช้เงินทุกบาทช่วยกลุ่มใดโดยเฉพาะ อาจเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต นำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจเหมือนปี 2540 ที่ต้องไม่ให้เกิดขึ้นอีก
"วิกฤตพลังงานครั้งนี้เปลี่ยนมิติโลกในหลายเรื่อง อาทิ 1.วิกฤตความมั่นคงด้านอาหาร ยา เราต้องเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส เพราะไทยเป็นฐานผลิตอาหาร ยารักษาโรค 2.วิกฤตพลังงาน ราคาน้ำมันจะไม่ถูกลงในอีก 1-2 ปี จึงต้องเตรียมลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเรื่องพลังงานมาทดแทนมากขึ้น เราต้องเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ระยะสั้นต้องช่วยคนเดือดร้อนให้ผ่านวิกฤตและเติบโตหลังวิกฤต ให้คนกลุ่มนี้หารายได้ดีขึ้น เชื่อว่าเราจะผ่านวิกฤตไปด้วยกันได้" นายเอกนิติกล่าว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ทาบ‘12กุนซือ’ เสริมทีม‘ศุภจี’ รับมือศก.โลก
"ศุภจี" เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการค้า อดีตข้าราชการ 12 คน
ชงศาลฟัน‘44สส.พรรคส้ม’
ป.ป.ช.ส่งสำนวนคดีอดีต 44 สส.ก้าวไกลฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงเสนอแก้ 112
BCPปัดเมินลดค่าการกลั่น
นายกฯ ยังนิ่ง ซีอีโอบางจากแจงไม่ได้เมินคำเชิญ รมว.พลังงานหารือค่าการกลั่น
นโยบายฉุกเฉินแก้เศรษฐกิจ ลดดีกรี"ชายแดน-แก้รธน."
คำกล่าวแถลงนโยบายรัฐบาล ของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล หรือ "หนู 2" ตลอด 1 ชั่วโมง 8 นาที มีความแตกต่างกับรัฐบาล "หนู 1" อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากมีตัวแปรสำคัญสอดแทรกเข้ามาจากเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลกจากวิกฤตพลังงาน ทำให้รัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญ และงบประมาณที่จะใช้สนับสนุนงานด้านต่างๆ ใหม่
สงบศึก2สัปดาห์ ทรัมป์หยุดยิงแลกฮอร์มุซ เปิดเจรจาอิหร่าน10เม.ย.
"ทรัมป์" ประกาศหยุดยิงอิหร่าน 2 สัปดาห์ แลกเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
แถลงนโยบายรัฐบาล9-10เม.ย. เก็งข้อสอบ รอหวดยับ"อนุทิน"
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะนำคณะรัฐมนตรี ตบเท้าเข้าห้องประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อกรำศึกแถลงนโยบายรัฐบาล “ปกสีน้ำเงิน” ต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภา ที่จะเริ่มต้นขึ้นเช้าวันที่ 9 เมษายน และสิ้นสุดลงช่วงก่อนเที่ยงคืนวันศุกร์ที่ 10 เมษายน รวมเวลาการประชุมตลอด 2 วัน 9-10 เมษายน อยู่ที่ 32 ชั่วโมงครึ่ง โดยพรรคร่วมฝ่ายค้านได้เวลามากสุดคือ 14.30 ชั่วโมง

