
ลดแรงรับสงกรานต์! กบน.หั่นราคาดีเซล-เบนซินทุกชนิด สูงสุด 6 บาท "เอกนิติ" ชง ครม. อัดแพ็กเกจหยุดเลือดไหล อุ้มบัตรคนจน-ขนส่ง-ประมง-ดูแลราคาสินค้า เบรกชง พ.ร.ก.กู้เงิน 1.5 แสนล้าน สั่งคลังออกแบบมาตรการรถเก่าแลกรถ EV-ไฮบริด "วราวุธ" รับเม็ดพลาสติกราคาพุ่ง เร่งตั้งคณะทำงานดูแล พร้อมรณรงค์ใช้วัสดุทดแทน-เพิ่มอัตรารีไซเคิล
เมื่อวันที่ 10 เมษายน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้ส่งผลกระทบให้เกิดวิกฤตพลังงานโลก และยังส่งผลกระทบต่อภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจไทยด้วย โดยยอมรับว่าขณะนี้ยังคงคาดการณ์แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งและวิกฤตพลังงานโลกยังไม่จบ โดยเบื้องต้นมีการประเมินว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับขึ้นทุก 10 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จะส่งผลกระทบต่อจีดีพีไทยประมาณ 0.2% ซึ่งขณะนี้พบว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกได้ปรับขึ้นมาแล้วราว 30-40 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ดังนั้นจึงประเมินคร่าวๆ ว่าปัจจัยเสี่ยงในขณะนี้ได้ส่งผลกระทบต่อตัวเลขจีดีพีในปี 2569 แล้วราว 0.6% จากก่อนหน้านี้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ 2%
นอกจากนี้ ยอมรับว่าจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ได้ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจะลอตัว ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น (Stagflation) ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวนี้ไม่ได้เกิดแค่กับประเทศไทยเท่านั้น แต่มีความเสี่ยงทั้งโลก ซึ่งรัฐบาลได้พยายามอย่างเต็มที่ในการควบคุม และบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและค่อยๆ ลุกลาม จากวิกฤตสงครามไปสู่วิกฤตพลังงาน ซึ่งหากไม่เร่งแก้ปัญหาส่วนนี้ อาจจะตามมาด้วยวิกฤตราคาสินค้า วิกฤต Supply Chain และวิกฤตดีมานด์ชะลอตัว
“วันนี้รัฐบาลต้องหยุดเลือดไหลจากวิกฤตพลังงานให้ได้ก่อน ถ้าไม่หยุดตรงนี้มันก็จะลุกลามไปสู่วิกฤตต่างๆ ซึ่งในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 11 เม.ย.นี้ กระทรวงการคลังจะมีการเสนอมาตรการในการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ วงเงินราว 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะครอบคลุมสินเชื่อสำหรับซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ติดตั้งโซลาร์เซลล์ ซื้อปุ๋ยราคาถูก เป็นต้น ขณะที่กระทรวงคมนาคมจะมีการนำเสนอมาตรการให้การให้ความช่วยเหลือกลุ่มประมง ขนส่ง ด้านกระทรวงพาณิชย์จะมีการเสนอมาตรการในการดูแลราคาสินค้า รวมถึงจะมีการเสนอปรับค่าเคสำหรับผู้ประกอบการที่รับงานก่อสร้างภาครัฐ โดยรัฐบาลได้ทำงานอย่างเป็นขั้นตอน เรายืนยันว่าจะไม่ปล่อยให้ปัญหาลุกลามมากขึ้นจนกลายเป็นวิกฤตแน่นอน” นายเอกนิติระบุ
ขณะที่ การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท ให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อพยุงราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศนั้น จะยังไม่ได้มีการเสนอให้ที่ประชุม ครม.ในวันที่ 11 เม.ย.นี้ เนื่องจากมองว่าในช่วงก่อนหน้านี้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสามารถรองรับได้ถึงกว่าแสนล้านบาท และขณะนี้ราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มขยับลงแล้ว ดังนั้นการดำเนินการในส่วนนี้จึงอาจจะต้องรอประเมินสถานการณ์และความจำเป็นในระยะต่อไปก่อน เช่นเดียวกับการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ที่จะเป็นปราการด่านสุดท้ายของการแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานในครั้งนี้ เนื่องจากประเทศไทยมีกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้ในการพยุงราคาน้ำมันอยู่แล้ว และเชื่อว่าจะสามารถบริหารจัดการสถานการณ์ในขณะนี้ได้ ส่วนประเทศอื่นไม่มีกลไกในส่วนนี้ จึงต้องมีการปรับลดภาษีดังกล่าว
ผุดรถเก่าแลกรถ EV-ไฮบริด
สำหรับความคืบหน้าโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 นั้น นายเอกนิติระบุว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการออกแบบรายละเอียดของโครงการ รวมถึงดูงบประมาณที่จะนำมาใช้ ซึ่งยอมรับว่าการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณเป็นหนึ่งในแนวทางที่ได้วางไว้ โดยขณะนี้พบว่ามีส่วนราชการที่ยังไม่ได้มีการผูกพันงบประมาณภายในเดือน มี.ค.2569 วงเงินอยู่ที่ราว 1 แสนล้านบาท ซึ่งหากภายในเดือนเม.ย.นี้ไม่สามารถผูกพันงบประมาณได้ จะดึงงบประมาณในส่วนที่ดำเนินการไม่ทันนี้มาใส่ไว้ใน พ.ร.บ.โอนงบประมาณ เพื่อให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
นายเอกนิติยืนยันว่า กระทรวงการคลังจะยังยืนยันตามกรอบวินัยการเงินการคลังในปัจจุบัน แม้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนี้จะเกิดวิกฤตเกือบทั้งโลก และเกือบทุกประเทศ โดยต้องยอมรับว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะในหลายประเทศสูงกว่าของไทยค่อนข้างมาก แต่หากมีความจำเป็นก็อาจจะต้องจริงๆ ต้องยอมปรับกรอบวินัยการเงินการคลังให้มีความยืดหยุ่นเพื่อรองรับสถานการณ์ แต่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเบื้องต้นจะมีการพูดคุยกับบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agency) ถึงแนวทางดังกล่าว เพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างกันในการประชุม IMF-World Bank ที่สหรัฐในสัปดาห์หน้า
“รัฐบาลตั้งเป้าจะใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเรามีงบอยู่จำกัด โดยเฉพาะในปีงบประมาณ 2570 อะไรที่ไม่จำเป็น ที่เป็นส่วนเกิน ตัดได้ก็จะตัดทิ้งทั้งหมด เช่น งบดูงานต่างประเทศ งบเครื่องแต่งกาย (ตัดสูท) งบฟุ่มเฟือย งบอะไรที่ไม่จำเป็นจะตัดทิ้งทั้งหมด แต่ประชุมยังได้อยู่ เพราะเราต้องเอางบประมาณมาดูแลเยียวยาประชาชนในช่วงวิกฤตนี้ที่ไม่รู้ว่าจะนานเท่าไหร่ โดยทั้งหมดยังจะยืนอยู่บนวินัยการเงินการคลัง ภายใต้แผนการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework : MTFF) เหมือนเดิม เพื่อทำให้การใช้งบประมาณดีที่สุด” รองนายกฯ และ รมว.การคลังระบุ
อย่างไรก็ดี กระทรวงการคลังยังอยู่ระหว่างการศึกษาหลักการและออกแบบภาษี Hometown Tax เพื่อจัดสรรเงินไปใช้ในการพัฒนาท้องถิ่นมากขึ้น เพื่อเป็นการกระจายรายได้ให้ท้องถิ่นได้มีงบประมาณในการพัฒนาและเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ เบื้องต้นอาจจะให้ผู้เสียภาษีสามารถเลือกได้ว่าเงินภาษีจะนำไปพัฒนาในพื้นที่ไหน และพัฒนาอะไร
ขณะเดียวกัน ในระยะต่อไปจะมีการออกโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ โดยรถใหม่จะเน้นไปที่รถที่ใช้พลังงานไฟฟ้าและไฮบริด เพื่อลดการใช้น้ำมัน และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน โดยในส่วนนี้ได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงการคลังหารือกับกรมสรรพสามิตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อออกเป็นมาตรการระยะต่อไป
คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) โดยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธาน เปิดเผยว่า ที่ประชุม กบน.มีมติเห็นชอบให้ปรับอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ส่งผลให้ราคาน้ำมันสะท้อนราคากลไกตลาดโลกที่มีทิศทางอ่อนตัวลง โดยราคาตลาดน้ำมันโลกวันที่ 9 เม.ย. ปิดอยู่ที่ประมาณ 211 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ปรับลดลงจากวันที่ 7 เม.ย. ที่ปิดที่ประมาณ 255 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 11 เม.ย.2569 ดังนี้
ลดน้ำมันรับสงกรานต์
โดยส่งผลให้อัตราการอุดหนุนของกองทุนน้ำมันปรับเพิ่มและลดตามสัดส่วน สนับสนุนให้ราคาน้ำมันขายปลีกปรับตามมา โดยน้ำมันเบนซิน ยังอยู่อัตราเดิมที่ 9.66 บาทต่อลิตร และราคาขายปลีกอยู่ที่ 52.54 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 อัตรากองทุนเดิม 3.42 บาทต่อลิตร ปรับลดเป็น 2.84 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าปั๊ม ปรับลด 1 บาท อยู่ที่ 42.95 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 อัตรากองทุนเดิม 3.42 บาทต่อลิตร ปรับลดเป็น 2.84 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าปั๊ม ปรับลด 1 บาท อยู่ที่ 42.58 บาทต่อลิตร
น้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 20 อัตรากองทุนเดิม 4.75 บาทต่อลิตร ปรับลดเป็น 2.26 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าปั๊ม ปรับลด 3 บาท อยู่ที่ 35.95 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 85 อัตรากองทุนเดิม 4.92 บาทต่อลิตร ปรับลดเป็น 2.21 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าปั๊ม ปรับลด 3 บาท อยู่ที่ 31.89 บาทต่อลิตร
น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ธรรมดา (B7) อัตรากองทุนเดิม 7.85 บาทต่อลิตร ปรับลดเป็น 6.41 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าปั๊ม ปรับลด 4 บาท อยู่ที่ 44.40 บาทต่อลิตร และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 20 อัตรากองทุนเดิม 13.19 บาทต่อลิตร ปรับลดเป็น 9.58 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าปั๊ม ปรับลด 6 บาท อยู่ที่ 37.40 บาทต่อลิตร
สำหรับการปรับลดครั้งนี้ ถือเป็นความตั้งใจของกระทรวงพลังงานที่ต้องการดูแลค่าขนส่งและค่าครองชีพของประชาชนในช่วงจังหวะที่ราคาน้ำมันโลกเอื้ออำนวย การดำเนินการในครั้งนี้ส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงแบกรับค่าใช้จ่ายวันละ 589.15 ล้านบาท จากเดิมที่เคยมีรายจ่ายกว่าวันละ 1,200 ล้านบาท
ที่รัฐสภา นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงสถานการณ์เม็ดพลาสติกที่หลายฝ่ายมีความกังวลทั้งภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคว่า ขณะนี้อยู่ในระหว่างการเร่งตั้งคณะทำงานระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงสาธารณสุข เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กรมควบคุมมลพิษ ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรม มีสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ซึ่งคณะทำงานจะมีหน้าที่ในการตรวจสอบแหล่งที่มา จำนวนสต๊อกของเม็ดพลาสติกที่มีอยู่ในประเทศไทย รวมถึงราคาของเม็ดพลาสติก ซึ่งยังไม่เป็นการควบคุมปริมาณหรือราคาของเม็ดพลาสติก แต่เป็นการเข้าไปดูก่อนว่าต้นน้ำ กลางน้ำ เป็นอย่างไร ในประเทศไทยขายมากน้อยเพียงใด มีแหล่งที่มาอย่างไร รวมถึงราคาเมื่อเทียบกับทั่วโลกเป็นอย่างไร
ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมห่วงใยประชาชน ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม สิ่งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางขณะนี้กระทบกับซัพพลายของพลาสติกในประเทศไทย ทำให้มีราคาสูงขึ้นปริมาณเม็ดพลาสติก ถุงพลาสติก ผลิตภัณฑ์ต่างๆ มีจำนวนที่หายากมากขึ้นและแพงมากขึ้น สุดท้ายภาระจะตกอยู่ที่ประชาชน อย่างไรก็ตาม กระทรวงอุตสาหกรรมตระหนักดีว่า ในขณะนี้เราจะมีทางเลือก ทั้งการใช้วัสดุทดแทน ซึ่งนายวราวุธได้โชว์กระติกน้ำสีดำที่พกติดตัว ก่อนจะบอกว่าอาจจะไม่สะดวกสบายเหมือนเมื่อก่อน แต่เมื่อเม็ดพลาสติกหายากขึ้นและแพงขึ้น และค่าขนส่งอาจทำให้พลาสติกและขวดน้ำดื่มมีราคาแพงขึ้น จึงขอเชิญชวนทุกคนหันมาใช้กระติกน้ำเพื่อจะลดต้นทุนและลดภาระ พร้อมใช้ภาชนะต่างๆ เพื่อลดพลาสติกด้วย
รมว.อุตสาหกรรมกล่าวว่า จากข้อมูลประเทศไทยมีขยะพลาสติก 2.7 ล้านตัน นำมารีไซเคิลใหม่เพียง 25% ดังนั้นประเทศไทยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำมาแยกขยะรีไซเคิล ทำความสะอาดอย่างถูกต้อง เพื่อจะได้เพิ่มปริมาณการรีไซเคิล จาก 25% เป็น 30-35% ซึ่งจะช่วยลดภาระต้นทุนของเม็ดพลาสติกที่ต้องนำเข้าและผลิต และจะช่วยลดภาระให้กับประชาชน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สั่งคุมเข้ม7วันอันตราย คาร์พูลเที่ยวสงกรานต์
“อนุทิน” เข้มมาตรการ 7 วันอันตรายช่วงสงกรานต์ บังคับใช้ กม.ผู้กระทำผิด
28มิ.ย.เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.
เลขาฯ ป.ป.ช.แจงยื่นฟันจริยธรรม 44 สส.ก้าวไกล ไม่ดูแค่สิทธิเสนอแก้กฎหมาย
รุมถล่มโยงทุนเทา สุริยะ-ประเสริฐเต้นแจง/‘ชวน’ท้า‘หนู’พิสูจน์รัฐบาลไม่โกง
แถลงนโยบายวันที่สอง “อนุทิน” ยังงดจ้อสื่อ “ฝ่ายค้าน” ดาหน้าถล่มรัฐบาล “โรม” ซัดรัฐบาลไม่จริงใจปราบทุนเทา
ทาบ‘12กุนซือ’ เสริมทีม‘ศุภจี’ รับมือศก.โลก
"ศุภจี" เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการค้า อดีตข้าราชการ 12 คน
BCPปัดเมินลดค่าการกลั่น
นายกฯ ยังนิ่ง ซีอีโอบางจากแจงไม่ได้เมินคำเชิญ รมว.พลังงานหารือค่าการกลั่น
ชงศาลฟัน‘44สส.พรรคส้ม’
ป.ป.ช.ส่งสำนวนคดีอดีต 44 สส.ก้าวไกลฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงเสนอแก้ 112

