รุมถล่มโยงทุนเทา สุริยะ-ประเสริฐเต้นแจง/‘ชวน’ท้า‘หนู’พิสูจน์รัฐบาลไม่โกง

แถลงนโยบายวันที่สอง “อนุทิน” ยังงดจ้อสื่อ “ฝ่ายค้าน” ดาหน้าถล่มรัฐบาล “โรม” ซัดรัฐบาลไม่จริงใจปราบทุนเทา แฉ “เสี่ยตือ” พัวพัน "พิพัฒน์-ภท.” เอี่ยวสแกมเมอร์-ตุนน้ำมัน ยังลอยนวล “กรณ์” ขย่มซ้ำ "ครม.หนู” ตั้งคนร่วมธุรกรรม "เบน สมิธ” เป็นรัฐมนตรี “สุริยะ” โต้ถ้ารู้พฤติกรรมก่อนไม่ซื้อเครื่องบินแน่นอน “ประเสริฐ” ปัดสแกนม่านตาไม่เกี่ยวข้อง MOU  “ชวน” ยกพระราชดำรัสในหลวงเตือนสติรัฐบาล   กรีดเลือกตั้งสุจริตหรือไม่ให้ดูสภาชุดนี้ ติงแต่งกายสีเป็นสัญลักษณ์ไร้ผลถ้ายังโกงกิน จี้ "หนู” พิสูจน์ธรรมาภิบาลคดีฮั้ว สว. “เอกนัฏ” จ่อรื้อกองทุนน้ำมันจำกัดอำนาจอุดหนุน ลั่นไม่เคยเกรงใจนายทุน ชูลดราคาค่ากลั่นก่อน หั่นภาษีสรรพสามิตขอเป็นไพ่ใบสุดท้าย หวั่นกระทบรายได้ ปท.ไม่มีเงินเยียวยา ปชช. ขู่ลุยสุดซอยเอาตาย “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน

ที่รัฐสภา วันที่ 10 เม.ย.2569 มีการประชุมร่วมรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) พิจารณาวาระเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เป็นวันที่สอง ซึ่งเป็นวันสุดท้าย โดยเวลา 09.15 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เดินทางเข้าร่วมการประชุมรัฐสภาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แต่นายอนุทินยังคงไม่ให้สัมภาษณ์แม้สื่อมวลชนพยายามสอบถามภาพรวมการอภิปรายในการแถลงนโยบายของรัฐบาล โดยนายอนุทินตอบเพียงสั้นๆ ว่า “ดีครับ”

เวลา 08.00 น. การประชุมร่วมรัฐสภาเริ่มต้นขึ้น มีนายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุมว่า วันแรกของการแถลงนโยบาย ใช้เวลาไป 17 ชม. เหลือเวลาในวันที่สอง 15 ชม. จากนั้นนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายเป็นคนแรกถึงนโยบายปราบปรามสแกมเมอร์ ทุนสีเทา และการทุจริตคอร์รัปชันว่า สังคมไม่เชื่อมั่นต่อการดำเนินการของรัฐบาลนายอนุทินตามที่แถลง เพราะการทำงานที่ย้อนแย้งกับการทำงานของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา การยึดอายัดทรัพย์ครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กว่า 20,000 ล้านบาท น่าจะเป็นบทพิสูจน์ได้ดีว่าเครือข่ายการฟอกเงิน ที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายทุนเทากัมพูชา เป็นเครือข่ายสำคัญต่อการทำลายเศรษฐกิจของประเทศ เราไม่สามารถถอนรากถอนโคนเครือข่ายสแกมเมอร์ได้อย่างแท้จริง ถ้ายังปล่อยให้มีเชื้อร้ายที่พร้อมเปิดประตูเมืองให้แก่ศัตรูของชาติ เพื่อให้ทุนเทาเข้ามายึดประเทศไทย ซึ่งคนที่พร้อมเปิดประตูให้ทุนเทาเข้ามาไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นบรรดาผู้มีอำนาจ

นายรังสิมันต์กล่าวว่า ในยุคของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เป็น รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ไปตกลงให้นำผู้เชี่ยวชาญด้านไอที ซึ่งน่าสงสัยว่าเป็นสแกมเมอร์ระดับหัวกะทิ มาพำนักในประเทศไทยถึง 500 คน ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับคนไทย นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี จึงได้สั่งยกเลิกเอ็มโอยู และดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง และมีการส่งต่อดำเนินคดีในชั้น ป.ป.ช. ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะจบอย่างไร

 “อีกหนึ่งตัวละครที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือเสี่ยตือ ผู้มีคอนเนกชันกับนักการเมืองและข้าราชการระดับสูง ที่นอกจากเปิดกาสิโนตามแนวชายแดน เป็นที่ตั้งของแก๊งสแกมเมอร์แล้ว ยังมีธุรกิจเกี่ยวกับน้ำมันด้วย ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่าโลกของสแกมเมอร์และการกักตุนน้ำมัน ตลอดจนทำน้ำมันเถื่อน ท้ายที่สุดก็มาบรรจบกัน เพราะล่าสุดการจับกุมน้ำมันที่จังหวัดอ่างทอง ก็เป็นของเสี่ยตือคนนี้แหละ ข้อมูลในแบบรายงานเหตุอุกฉกรรจ์และสะเทือนขวัญ และเหตุที่ต้องรายงานด่วน เมื่อวันที่ 20 มี.ค.2569 และเมื่อวันที่ 23 มี.ค.2569 ได้ยืนยันว่ามีการพบน้ำมันจำนวนมากหลายแสนลิตรที่เก็บในคลังเก็บน้ำมันที่อ่างทอง โดยเท่าที่ตรวจสอบบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เป็นบริษัทที่เป็นที่รู้กันว่าของเสี่ยตือนี่แหละ ผู้ถือหุ้นก็ล้วนเป็นคนในครอบครัวเสี่ยตือทั้งสิ้น ประเด็นคือ ตำรวจเขาหาไอ้โม่งที่ตุนน้ำมันมาให้รัฐบาลแล้ว แต่รัฐบาลกลับยังคงกล่าวหาประชาชนว่าเป็นไอโม่งอยู่ ทั้งๆ ที่ไอ้โม่งมันคือพวกนี้ จนถึงตอนนี้ผ่านมาแล้ว 3 สัปดาห์ รัฐบาลขยายผลไปถึงเสี่ยตือหรือยัง ทำไมจึงไม่มีความคืบหน้า ไม่มีการขยายผล แล้วท่านประธานทราบมั้ย เท่าที่ตรวจสอบเบื้องต้น บริษัทของเสี่ยตือน่าจะมีคลังน้ำมันอีกหลายที่ หลายจังหวัด รวมๆ กันเครือข่ายนี้น่าจะมีศักยภาพหลายล้านลิตร” นายรังสิมันต์กล่าว

โรมแฉเสี่ยตือพันพิพัฒน์-ภท.

สส.พรรค ปชน.รายนี้กล่าวว่า สงสัยเรื่องนี้มาโดยตลอดว่าเกิดอะไรขึ้นถึงไม่จัดการเสี่ยตือ เพราะรัฐบาลของท่านอนุทินก็เอามืออาชีพ หลายคนเข้ามาช่วยงาน น่าจะไม่พลาดจัดการเครือข่ายนี้ หรือแม้แต่ท่านพิพัฒน์ ก็น่าจะรู้จักเครือข่ายนี้เป็นอย่างดี เมื่อได้อ่านข่าว Next News ตนถึงบางอ้อ เพราะบริษัทในเครือข่ายเสี่ยตือมีความสัมพันธ์เป็นลูกหนี้ของท่านรัฐมนตรีพิพัฒน์ รัชกิจประการ มากกว่าร้อยล้านบาท มีสัญญากู้ 2 สัญญา ผมเดาว่าคงจะสนิทกันมากถึงปล่อยกู้กันมากขนาดนี้ ที่สำคัญเดือน พ.ย.2568 ที่ผ่านมา ปรากฏคนในครอบครัวเสี่ยตือได้บริจาคเงินให้กับพรรคภูมิใจไทยเป็นเงิน 1 ล้านบาท แต่อะไรจะช่างบังเอิญได้ขนาดนี้  บริษัทในเครือข่ายเสี่ยตือเป็นลูกหนี้ท่านพิพัฒน์  คนในครอบครัวเสี่ยตือบริจาคเงินให้พรรคภูมิใจไทย มาวันนี้ราคาน้ำมันแพง เสี่ยตือถูกสงสัยว่ากักตุนน้ำมัน แต่ไม่มีการจับกุม ไม่มีการดำเนินคดีขยายผล จนอดคิดไม่ได้ว่าวิกฤตที่พี่น้องประชาชนประสบ มีสาเหตุมาจากการถอนทุนการเมืองของนายทุนน้ำมันพรรคการเมือง

 “เรื่องที่ผมพูดมาเขารู้กันทั้งยุทธจักร ท่านพิพัฒน์นั้นทราบดีว่าเสี่ยตือเป็นใคร และมีธุรกิจอะไรบ้าง ไก่เห็นตีนงูอย่างไร งูก็เห็นนมไก่ฉันนั้น ถ้ารัฐบาลไม่กล้าเล่นไอ้โม่ง ก็อาจจะเป็นเพราะไอ้โม่งนี่แหละคือคนในรัฐบาลใช่มั้ย หยิกเล็บ เจ็บเนื้อใช่หรือเปล่า ถ้าท่านยังจำกรณีที่รัฐมนตรีไชยชนกออกมาแฉมีคนต้องการติดสินบนท่านรัฐมนตรีเป็นเงิน 40 ล้านบาทต่อเดือน เพื่อให้ท่านไม่ปราบเว็บพนันและแก๊งสแกมเมอร์ได้หรือไม่ จนถึงวันนี้ยังไม่มีใครถูกจับเลย คนที่ไปติดสินบนก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็เป็นลูกเสี่ยตือที่เคยมีประวัติถูกจับและยึดอายัดทรัพย์ในคดีเว็บพนันมาก่อน แล้วบริษัทที่กู้เงินของท่านพิพัฒน์กว่าร้อยล้านก็เป็นของลูกชายเสี่ยตือนี่แหละ คงเป็นความบังเอิญอีกแล้วที่คนใกล้ชิดของท่านพิพัฒน์ และคนที่จะติดสินบนท่านไชยชนก 40 ล้าน เป็นคนในเครือข่ายเดียวกัน เพราะความสัมพันธ์กันแบบนี้ จนถึงวันนี้คนที่เกี่ยวข้องกับสินบนท่านไชยชนกจึงยังลอยนวลพ้นผิดต่อไปได้ ถึงวันนี้เรายังเรียกคนเหล่านี้ว่าคนดีคนรักชาติได้จริงหรือ” สส.พรรค ปชน.รายนี้ระบุ

ผู้สื่อข่าวรายว่า ช่วงท้ายการอภิปรายของนายรังสิมันต์อภิปรายถึงชื่อเสี่ยตือและนายพิพัฒน์ ทำให้บรรดา สส.พรรค ภท.ได้ลุกขึ้นประท้วงต่อเนื่องหลายคน อาทิ นายยุพราช บัวอินทร์ สส.เพชรบูรณ์ และนายร่มธรรม ขำนุรักษ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย   นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง ว่ามีลักษณะใส่ร้าย โดยประธานวินิจฉัยให้นายรังสิมันต์อภิปรายต่อจนจบ

เวลา 08.45 น. นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายว่า ปัญหาน้ำมันรัฐบาลไม่มีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร มีเพียงยุทธศาสตร์ซื้อเวลารอให้ราคาน้ำมันโลกปรับลดลงมา หากดูพฤติกรรมการเคลื่อนไหวราคาหน้าปั๊ม  แม้ราคาตลาดโลกจะปรับลดลง  ประชาชนก็ยังต้องจ่ายราคาน้ำมันที่สูงเหมือนเดิม ราคาหน้าโรงกลั่นได้ลดลงถึง 9 บาทต่อลิตร แต่ราคาหน้าปั๊มที่ประชาชนต้องจ่ายลดลง 2.14 บาท ซึ่งการชดเชยด้วยกองทุนน้ำมันลดลง ซึ่งหากเทียบกับราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น ที่สะท้อนการปรับลดลงในตลาดโลก มองว่าควรลดลงกว่า 7 บาท

“แม้ราคาตลาดโลกจะลดลง ราคาโรงกลั่นลดลง แต่ราคาหน้าปั๊มลดลงเพียงแค่ 2 บาท ซึ่งสะท้อนถึงประเด็นปัญหาการแก้ปัญหาของรัฐบาลเรื่องนี้ และเมื่อผ่านจะพบว่าภาระทั้งหมดให้ประชาชนต้องแบกรับ แม้แต่เรื่องการอ้างผลงานการเจรจาลดค่ากลั่นลง 2 บาท สูตรการทำงานของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ได้เจรจาปรับลดลง 2 บาท โดยอิงค่าการกลั่นเฉลี่ยของเดือนมีนาคม ที่ 7 บาท หมายถึงว่าค่าการันที่ควรเก็บคือ 2 บาท บวกกับ War Premium 3 บาท ทำให้ขอคืนจากโรงกลั่นได้ 2 บาท แต่ขณะนี้ค่าการกลั่นไม่ใช่ 7 บาท แต่เฉลี่ยคือ 17 บาท ดังนั้นควรที่จะลด 12 บาท ผมจึงมองว่านโยบายไม่ชัด และทุกการตัดสินใจทำให้ประชาชนอดคิดไม่ได้ว่าเป็นการตัดสินใจที่เกรงใจนายทุนมากเกินไป ขณะที่ความเกรงใจและความเดือดร้อนของประชาชนแทบไม่มี” นายกรณ์กล่าว

สส.พรรค ปชป.รายนี้ระบุว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง ออกมาชี้แจงว่าภาระการดูแลราคาน้ำมันให้เป็นของกองทุนน้ำมัน ซึ่งหมายความว่าให้ประชาชนดูแลเอง เพราะคนที่ต้องชดใช้หนี้ในกองทุนน้ำมันคือประชาชน ส่วนรัฐบาลยังยืนยันเก็บภาษีสรรพสามิตแนวราคาเท่าเดิม เพราะหากทำเช่นนั้นจะไม่มีเงินไปจ่ายค่ารักษาพยาบาล ภาษีสรรพสามิตที่เก็บจากน้ำมันไม่ได้เป็นภาษีที่ส่งตรงไปยังการรักษาพยาบาลหรือสาธารณสุข แต่เก็บเข้ากองกลาง สิ่งที่เราเรียกร้องคือลดภาษีสรรพสามิตและไปลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ซึ่งไม่ควรอ้างการรักษาพยาบาล

กรณ์ข้องใจรัฐบาลปราบโกง

นายกรณ์ยังอภิปรายถึงปัญหาทุนเทา การทุจริตและสแกมเมอร์ว่า ขอถามถึงความเหมาะสมในการที่แต่งตั้งบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการลงนาม MOU ที่ถูกยกเลิกไปแล้วในรัฐบาลท่านเอง ถูกกล่าวหาว่าเป็น MOU ที่เอื้อต่อการฟอกเงินดิจิทัลระดับโลก และวันนั้นเป็นผู้ร่วมลงนาม เหมาะสมหรือไม่ที่จะดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ ก.ล.ต. นอกจากนี้ยังมีกรณีของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรสหกรณ์ ที่ได้กลับมาเป็นรัฐมนตรีในครม.นี้อีก ทั้งที่ปรากฏข่าวชัดเจนว่าท่านก็มีส่วนเกี่ยวข้องในการทำธุรกรรมร่วมกับนายเบน สมิธ ซื้อเครื่องบินเจ็ต มูลค่า 800 ล้านบาทจากภรรยาของนายเบน สมิธ โดยท่านอ้างว่าผ่อนจ่ายเป็นงวดๆ และการชำระเงินนั้นผ่านธนาคาร BIC กัมพูชาของนายยิม เลียก คู่หูของนายเบน สมิธ

“คำถามที่ผมมีต่อนายกฯ คือ ก่อนที่ท่านได้แต่งตั้งนายสุริยะ ได้ตรวจสอบเส้นทางเงินหรือไม่ว่ามีการซื้อจริงหรือไม่ ถ้าท่านยังไม่เคยตั้งคำถามเหล่านี้  ผมก็อดที่จะตั้งคำถามไม่ได้ว่าสะท้อนความจริงใจจริงจังของท่านหรือไม่ในการปราบกลุ่มทุนเทา เพราะหลายคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ใกล้ตัวท่านมาก เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ยากที่ประชาชนจะมีความมั่นใจว่าท่านตั้งใจจริงในการแก้ปัญหาสแกมเมอร์ และถ้าท่านไม่ตั้งใจแก้ไขปัญหานี้ ก็จะยากในการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจของประเทศนี้ได้” นายกรณ์ระบุ

กรีดแต่งกายสีสัญลักษณ์ไร้ผล

จากนั้นเวลา 15.50 น. นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชป. อภิปรายว่า รัฐบาลต้องเขียนคำแถลงนโยบายให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และถือว่าโดยทั่วไปก็เป็นที่ยอมรับกันได้ แม้จะมีบางเรื่องที่อยากจะเห็น แต่ไม่มี แม้จะเป็นความปรารถนาของประชาชน เช่น นโยบายเบี้ยผู้สูงอายุ ตนอยากจะเห็น เพราะเป็นความหวังของคนสูงอายุ คนเหล่านั้นไม่ใช่คนง่อยเปลี้ยเสียขา ไม่ใช่คนที่รออนุบาลแบบอนาถา แต่เป็นคนที่รับใช้บ้านเมืองมา เพียงแต่ไม่ใช่ข้าราชการที่มีบำเหน็จบำนาญ แต่ในฐานะเกษตรกร กรรมกร ในช่วงวัยที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลบ้าง อย่างน้อยได้รับหลักประกัน ซึ่งตนเป็นคนริเริ่มมา และหลังจากนั้นรัฐบาลอื่นก็ยอมรับภายใต้เงื่อนไขนี้ และเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องให้ปลาแทนให้เบ็ด แต่เป็นเรื่องจริงที่เราดูแลผู้สูงอายุของเรา จึงฝากรัฐบาลให้พิจารณาเรื่องนี้ด้วย

นายชวนกล่าวว่า ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับนโยบายรัฐบาลต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันตั้งแต่การแถลงนโยบายครั้งที่แล้ว เรื่องการเริ่มวางรากฐานประเทศเพื่อนำประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างเต็มกำลังความสามารถ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โดยยึดประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง ตนเองเห็นด้วยกับนโยบายนี้ แต่ขอเสนอว่า ความประสงค์ที่จะวางรากฐานเพื่อมีผลต่อไปในอนาคต เราทำเรื่องการเลือกตั้งที่นายกฯ ต้องรับผิดชอบอยู่ด้วยให้สุจริตเที่ยงธรรมดีหรือไม่ แต่เรื่องนี้นายกฯ ไม่ได้ตอบ ตนไม่ลดละความพยายาม ยังขอให้กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ช่วยดูแลให้เกิดความเที่ยงธรรมในการเลือกตั้ง แม้ส่งจดหมายจะไปไม่มีผล แต่ก็ภูมิใจว่าตนไม่ดูดายในเรื่องนี้

สส.พรรค ปชป.ระบุว่า ในนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงนั้นหลัก 3 ประการในการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐบาลบอกว่า 1.จะพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ 2.ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตนมีข้อสังเกตเพียงว่า ถ้าสนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจริงๆ การแต่งกายด้วยสีสันให้เป็นสัญลักษณ์ไม่ได้มีผลอะไรเลย  เพียงแต่ถ้ายังทุจริตโกงกิน ก็ไม่ซื่อสัตย์สุจริต ก็ไม่ใช่การสนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  ซึ่งเป็นข้อสังเกต 3.ยึดมั่นหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และการบริหารราชการแผ่นดินมีธรรมาภิบาลเพื่อพี่น้องประชาชน ข้อนี้ตนเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง โดยพฤติกรรมที่ผ่านมาบางเรื่องไม่ได้ยึดหลักแทรกแซงทุกเรื่อง แม้กระทั่งการเลือกวุฒิสภา การประชุมกฎหมายก็ไม่เที่ยงธรรม บางเรื่องตรงไปตรงมา บางเรื่องไม่ตรงไปตรงมา

นอกจากนี้ ประเด็นนโยบายแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้นั้น 1.ปัญหาภาคใต้ไม่ได้มีแค่ 3 จังหวัด มีจังหวัดสงขลาด้วย 2.ท่านรู้หรือไม่ว่า เข้าใจ เข้าถึง ปัญหามันมาอย่างไร แนวพระราชดำรินี้ขอเรียนว่า คนที่ยังมีชีวิตอยู่และรู้เรื่องดีมีอยู่สองท่าน คนหนึ่งอยู่ในเรือนจำ คืออีกคนหนึ่งคือนายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี ก็แนะนำว่าควรเข้าไปศึกษาเรื่องนี้ว่าเป็นเรื่องที่ในหลวงพระราชทานคำแนะนำหลังจากที่เกิดความผิดพลาดของนโยบายเมื่อวันที่ 8 เม.ย.2544 คือนโยบายนอกหลักนิติธรรม เมื่อเราตั้งใจแก้ปัญหาโดยการนำพระราชดำริมาใช้ ต้องรู้ว่าที่มาเป็นอย่างไรด้วย จึงขอแนะนำให้รัฐบาลหารือกับนายวิษณุ ก็ควรศึกษาเรื่องนี้ด้วย

 “ผมยินดีที่นายกฯ เคยพูดไว้เรื่องการโกง และรู้สึกละอาย แต่ข้าราชการเหล่านั้นที่นายกฯ พูดด้วย ก็มาจากนักการเมืองทั้งนั้น ตอนเป็น รมว.มหาดไทย ข้าราชการในกระทรวงเสียกำลังใจ คนที่พูดเรื่องนี้ปัจจุบันก็อยู่ในพรรคภูมิใจไทย  เพราะการแต่งตั้งข้าราชการไม่ตรงไปตรงมา มุ่งเพื่อประโยชน์ทางการเมือง ปลัดกระทรวงมหาดไทยคนปัจจุบันก็เป็นคนดี แต่ท่านจะอยู่ยาวถึง 7 ปี ดังนั้นการแต่งตั้งข้าราชการเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน เรื่องนี้เราจะแก้ไขปัญหาไม่ได้หากเราไม่ตัดวงจรอุบาทว์ทางการเมือง คือการที่นักการเมืองซื้อเสียง โกง และมาหาผลประโยชน์ แล้วก็นำเงินดังกล่าวไปซื้อเสียง แล้วก็ต้องมาจากข้าราชการที่โกง จึงอยากฝากรัฐมนตรีใหม่ อย่าสนับสนุนเรื่องการโกง อยากให้นำข้าราชการที่ดีเข้ามาทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาบ้านเมือง หากได้ข้าราชการที่ดี รัฐมนตรีเข้ามาแค่ชั่วคราว แต่ข้าราชการอยู่ยาว เขามีประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้ จึงฝากบอกนายกฯ เมื่อท่านรู้สึกอายกับเรื่องเหล่านี้ จะต้องไม่ทำอะไรก็ตามที่เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง” สส.พรรค ปชป.ระบุ

ชวนกระตุกจริงใจคดีฮั้ว สว.

นายชวนกล่าวว่า เข้าใจว่าขณะนี้นายกฯ ถูกร้องในบางเรื่อง และเรื่องที่ร้องตนได้ดูได้อ่านข้อเท็จจริงหรือไม่ก็ตามแต่ หากเรื่องที่ร้องโดยเฉพาะการแทรกแซงการเลือกสมาชิกวุฒิสภา  (สว.) หากไม่จริงคนร้องติดคุกตลอดชีวิต ติดคุกหัวโต นี่จะเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงของรัฐบาล ไม่ใช่ความมั่นคงของชาติ หากเรายึดความมั่นคงของชาติ เราจะทำให้เรื่องนี้เป็นจริง  ผิดก็ผิด ถูกก็ถูก เราต้องยอมรับความเป็นจริง มิฉะนั้นจะแก้ปัญหาประเทศไม่ได้

 “ผมขอนำพระบรมราโชวาทของในหลวง  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่รับสั่งกับพวกเราในวันรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา วันที่ 14 มี.ค.69  ให้ยึดความถูกต้องในการปฏิบัติหน้าที่ มันต้องมีอะไรบางอย่างที่ปรากฏการณ์ในประเทศที่ไม่ถูกต้องจึงรับสั่งเช่นนี้ เช่นเดียวกับพระราชดำรัสในโอกาสที่นายกรัฐมนตรีนำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าฯ  ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ วันที่ 6 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งมีถ้อยคำที่ซ้ำกัน เมื่อเปรียบเทียบคล้ายกับปี 2552 และปี 2553 ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 รับสั่งซ้ำ ขอให้ท่านทั้งหลาย ขอให้พิจารณาหน้าที่ท่านให้ถ่องแท้ว่าหน้าที่คืออะไร  ซ้ำ เพราะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นในปีนั้น คือการทำลายการประชุมระหว่างประเทศ การเผาบ้านเผาเมือง และเรามีเจ้าหน้าที่ พร้อมทั้งตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง แต่คนเราละเลยไม่ทำหน้าที่ ด้วยเหตุผลไม่อยากให้นายโกรธ เพราะเด็กของนายไปก่อเหตุ วันนี้ก็มีปรากฏการณ์หลายเรื่องที่ทำให้เห็นว่าน่าจะมีสิ่งบางอย่างที่ไม่เกิดขึ้นโดยชอบ ทำให้เกิดปัญหา ที่มีพระราชดำรัสเรื่องนี้”นายชวนกล่าว

ตอนท้ายนายชวนกล่าวว่า นโยบายที่นายกฯ แถลงนั้นจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นระหว่างประเทศขึ้นมา ความมั่นคงภายในนั้นต้องเป็นความมั่นคงของชาติ ไม่ใช่ความมั่นคงของรัฐบาล หากรัฐบาลเอาความมั่นคงตัวเอง มองข้ามความมั่นคงของชาติ คือทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ยากที่โลกจะเชื่อมั่นประเทศไทย เพราะพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้มีผลต่อนักการเมืองเท่านั้น แต่มีผลต่อองค์กรอิสระทั้งหลายที่ต้องทำหน้าที่ อะไรถูกก็ถูก อะไรผิดก็ผิด วิธีนี้เท่านั้นที่ทำให้ประเทศของเรามีความมั่นคงเป็นที่น่าเชื่อถือของนานาประเทศ

เวลา 16.40 น. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงกรณีนายกรณ์อภิปรายเกี่ยวกับการซื้อเครื่องบินเจ็ต การชำระเงินจริงหรือไม่ เงินที่ใช้ชำระมาจากไหน เมื่อชำระแล้วเงินไปที่ไหนว่า ในขณะนั้นยังไม่ได้มีการกล่าวหานายเบน สมิธ มีการยุ่งเกี่ยวกับเครือข่ายทุนสีเทา โดยนายรังสิมันต์ โรม ได้เอาเรื่องเบน สมิธ มาพูดในสภาแห่งนี้ครั้งแรกในเดือน ก.ย.ปี 2568  นับเป็นเวลาหลังจากการซื้อขายเสร็จสิ้น ถึง 1 ปีเต็ม ซึ่งถ้าผมทราบว่านายเบน สมิธ มีพฤติกรรมดังกล่าว ธุรกรรมการซื้อขายเครื่องบินกับนายเบน สมิธ จะไม่เกิดขึ้นแน่นอน

ต่อมาเวลา 17.20 น. น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. อภิปรายประเด็นการปราบทุจริตคอร์รัปชันที่ไม่เชื่อว่าจะทำได้จริง เนื่องจากที่ผ่านมาพบการจัดจ้างภาครัฐ รวมถึงการประมูลในโครงการต่างๆ นั้น บริษัทที่เกี่ยวข้องกับคนในพรรค ภท. อาทิ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม  น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ภท. มักจะชนะประมูลโครงการรัฐหลายรายการ

“ไม่มีการกล่าวหาว่าฮั้วประมูล ไม่ได้บอกว่าส่อเค้าทุจริต แค่เปิดข้อมูลให้ชาวบ้านคิดเอง ว่าจากที่ฟังทั้งหมดนั้นคิดถึงอะไร ดิฉันคิดออกคำหนึ่งคือ รวย รวยไม่ไหวแล้ว โบราณเขาว่าแข่งบุญแข่งวาสนาแข่งได้ แต่แข่งโครงการรัฐกับพรรค ภท.อย่าแข่งเลย” น.ส.รักชนกกล่าว

อย่างไรก็ดี นายสิริพงศ์ลุกขึ้นชี้แจงว่า ตนไม่เกี่ยวข้องกับบริษัทที่ น.ส.รักชนกกล่าวอ้าง แม้นามสกุลเดียวกัน แต่ไม่ได้ใช้ชีวิตร่วมกัน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจใดๆ ในปี 2568 ตนไม่มีอำนาจบริหารใดๆ ส่วนปี 2566 ตนไม่ได้เป็น สส. เนื่องจากสอบตก

‘เอกนัฏ’ จ่อรื้อกองทุนน้ำมัน

เวลา 18.20 น. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง  รมว.ศึกษาธิการ ลุกขึ้นชี้แจงถึงกรณี สส.ฝ่ายค้านอภิปรายพาดพิงคุณสมบัติที่ถูก ป.ป.ช.ตรวจสอบกรณี MOU สแกนม่านตา ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับนายเบน สมิธว่า ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีถูกตรวจสอบคุณสมบัติอย่างรอบคอบแล้ว ส่วนกรณี MOU สแกนม่านตานั้นไม่เกี่ยวข้องหรือมีส่วนร่วมใดๆ การลงนาม MOU เป็นการร่วมมือทางดิจิทัลเพื่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจดิจิทัล ไม่มีการผูกมัดให้ราชการเสียหาย ซึ่งปัจจุบันถูกยกเลิกไปแล้ว ยืนยันว่าตนไม่รู้จักกับกลุ่มบริษัทที่ลงนามใดๆ และไม่เคยรับผลกระโยชน์ใดๆ ทั้งนี้ นายรังสิมันต์ประท้วงกรณีนายประเสริฐบอกไม่ได้ถูกดำเนินคดีในชั้น ป.ป.ช. ขอให้ชี้แจงด้วยว่าไม่ถูกดำเนินคดีในชั้น ป.ป.ช. ซึ่งนายประเสริฐชี้แจงว่าตนไม่เคยได้รับข้อกล่าวหาจาก ป.ป.ช.เลยในเรื่องนี้

ช่วงค่ำเวลา 19.00 น. นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ชี้แจงถึงการบริหารจัดการสถานการณ์วิกฤตน้ำมันและพลังงานว่า ได้วางแผนการปรับปรุงโครงสร้างพลังงานประเทศแบบพลิกโฉม เพราะตระหนักดีว่าการบริหารจัดการพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศและต้นทุนพลังงาน โดยเฉพาะการบริหารกองทุนน้ำมัน ตนใช้ความระมัดระวัง ซึ่งในยามปกติตนตั้งใจจะผ่าตัดวิธีการทำงานของกองทุนน้ำมัน ยอมรับตกใจว่าเหตุใดกองทุนน้ำมันมีอำนาจมาก สามารถนำเงินจำนวนมหาศาลมาอุดหนุนน้ำมันเท่าใดก็ได้ จนปัจจุบันติดลบ 60,000 ล้านบาท ดังนั้นจึงไม่ควรมีกองทุนใดที่มีอำนาจมากเช่นนี้

“เมื่อสถานการณ์กลับสู่ปกติแล้ว ผมพร้อมปรับเกณฑ์การทำงานของกองทุนน้ำมัน เพื่อชะลอผลกระทบในกรณีที่ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในประเทศมากเกินไป จึงควรมีข้อจำกัดการทำงานมากกว่านี้” นายเอกนัฏกล่าว

รมว.พลังงานกล่าวว่า ในภาวะวิกฤตเช่นนี้กลไกตลาดไม่สามารถทำงานได้ปกติ และการอ้างอิงราคาสิงคโปร์ ก็ผิดปกติ เมื่อเปรียบเทียบกับราคาน้ำมันดิบ ทำให้ค่าการกลั่นบ่งชี้ว่าโรงกลั่นน่าจะมีกำไรมากเกินไปมาก แม้ประเทศไทยจะมีโรงกลั่นเพียงพอ แต่การเทียบราคาสิงคโปร์นั้น เสมือนประเทศไทยไม่มีโรงกลั่นน้ำมัน ดังนั้นในช่วงเวลานี้โรงกลั่นน้ำมันจึงควรแบ่งเบาภาระ  ไม่หากำไรมากเกินควร ตนจึงได้ใช้อำนาจประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงาน หรือ กบง. โดยพิจารณาตัวเลขต่างๆ ทั้งค่าความเสี่ยงสงคราม ค่าประกัน ค่าขนส่ง ฯลฯ ที่เกิดขึ้นในเดือน มี.ค.มาเป็นส่วนลดหน้าโรงกลั่นในเดือนเม.ย. และเมื่อช่วงเดือนเม.ย. ที่ค่าการกลั่นปรับตัวขึ้นอีก ก็จะนำข้อมูลจริงไปพิจารณาและกำหนดส่วนลดอีก เพื่อให้โรงกลั่นช่วยแบ่งเบาภาระความเดือดร้อนประชาชน ซึ่ง ณ เวลานี้ โรงกลั่นให้ความร่วมมือดี ขอยืนยันว่าตนไม่เคยเกรงใจใคร และไม่เกรงใจนายทุนที่ไหนมากไปกว่าประชาชนแน่นอน

 “ข้อเสนอให้ลดภาษีสรรพสามิตเพื่อลดราคาน้ำมันนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่มีผลกระทบ ผมจึงขอนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง ให้ขอใช้เป็นไพ่ใบสุดท้ายที่รัฐบาลจะใช้เพื่อต้องการนำเงินไปใช้แบบพุ่งเป้าช่วยประชาชนที่เดือดร้อนจริงๆ แม้การลดภาษีสรรพสามิตราคาจะลดลง ประชาชนดีใจ แต่เงินของประเทศลดลงในช่วงเวลาที่จำเป็นต้องนำงบประมาณไปใช้เยียวยาประชาชน โดยยังขอใช้กลไกการลดราคาหน้าโรงกลั่น ซึ่งไม่ส่งกระทบต่อฐานะกองทุนน้ำมัน เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ราคามันน้ำราคาถูกในปัจจุบัน ควบคู่กับการใช้กองทุนน้ำมัน” รมว.พลังงานกล่าว

ช่วงท้ายนายเอกนัฏยืนยันว่า หากพบความผิดปกติในการกักตุนน้ำมัน เอาเปรียบประชาชนในช่วงเวลาที่ประชาชนเดือดร้อน ตนจะเอาจริง และเอาตายแน่นอน เพราะหากตัดสินใจชนกับใครแล้วก็สู้สุดซอยไม่ถอย แม้จะเตรียมหากำไรในช่วงเวลานี้ มีเงินก็ขอให้ไปใช้ในคุก.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เฮ!ลดแรง‘ดีเซล-โซฮอล์’

ลดแรงรับสงกรานต์! กบน.หั่นราคาดีเซล-เบนซินทุกชนิด สูงสุด 6 บาท "เอกนิติ" ชง ครม. อัดแพ็กเกจหยุดเลือดไหล อุ้มบัตรคนจน-ขนส่ง-ประมง-ดูแลราคาสินค้า