ผุดคตท.ต้านโกง ถก10หน่วยงาน จี้เก็บภาษี‘แม้ว’

"ปกรณ์​" นำ​ กกร.แถลง​แจงปมนายกฯ ให้สัมภาษ​ณ์โพลหน่วยงานรัฐส่อทุจริต ไม่ใช่การฟ้องปิดปาก เป็นเพียงให้ความเห็นกฎหมาย ขณะที่นายกฯ เซ็นตั้ง "คตท." ทำงานร่วมเอกชนลุยต้านทุจริต ตั้งเป้าตอบโจทย์ความโปร่งใส-ปรับลดกฎหมายที่ไม่จำเป็น หนุนเข้า OECD ตามกรอบปี 2571 ​เรียก 10 หน่วยราชการคุย 20 พ.ค.นี้ ด้าน "วัชระ" เดินสายจี้ ก.คลัง-กรมสรรพากร เร่งเก็บภาษีทักษิณ 17,600 ล้านบาท หากยังเฉยเจอ ม.157 

ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 16.10 น. วันที่ 18 พฤษภาคม  นายปกรณ์​ นิล​ประพันธ์​ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย พร้อมด้วยผู้แทนคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน  (กกร.) และคณะทำงาน Zero Corruption : กกร.และเพื่อนไม่ทน อาทิ นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์, นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์, นายมานะ นิมิตรมงคล ร่วมกันแถลงชี้แจงประเด็นผลการสำรวจของภาคเอกชนที่ระบุว่า การคอร์รัปชันเป็นอุปสรรคสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ​ ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนถึงกรณีการเปิดเผยข้อสำรวจความเห็นของภาคเอกชนถึงองค์กรรัฐ​ 26 หน่วยงานเรียกรับสินบน ​ว่า​เป็นผลการศึกษาของภาคเอกชนและดำเนินการตามหลักวิชาการที่ได้รับการรับรอง ซึ่งสอดคล้องกับแนวปฏิบัติของ OECD และธนาคารโลก

"ซึ่งรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับเรื่องการป้องกันและกำจัดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันมาโดยตลอดทุกรูปแบบ ซึ่งการกำหนดไว้เป็นนโยบายของรัฐบาลชัดเจน ว่าจะมีการปฏิรูปกฎหมายตั้งแต่กรณีกฎหมายล้าสมัย​ กฎหมายระดับรอง​ วิธีการอนุมัติอนุญาต​ และการให้บริการภาครัฐ ให้มีการนำระบบดิจิทัลมาใช้ และใช้ดุลยพินิจให้เหลือเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวไปแล้วหลายเรื่อง​ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการปฏิรูปกฎหมาย​จะเสนอต่อ ครม.ต่อไป ว่าจะต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมายอะไรบ้าง"

เมื่อถามว่า ที่มีการเสนอข่าวว่านายกรัฐมนตรีไม่ยอมรับผลการสำรวจ และสนับสนุนให้หน่วยงานของรัฐฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้สำรวจและเปิดเผยผลการสำรวจ นายปกรณ์​ กล่าวว่า​ นายกฯ มอบหมายให้ตนมาชี้แจงว่า​ คำถามที่ได้รับ​ ณ เวลานั้นคือคำถามสั้นๆ ​จึงพูดตามหลักกฎหมาย ว่าใครก็ตามที่ถูกกล่าวหา​และคิดว่าตัวเองเสียหายก็มีสิทธิ์ที่จะฟ้องร้องดำเนินคดีต่อศาล เช่นกรณีมีการกล่าวหาว่าอาจกระทำการทุจริตก็ให้ไปพิสูจน์กันในศาล​

"ยืนยันว่า​ไม่ได้เป็นการฟ้องปิดปาก เพียงแต่หากมีกรณีที่เกิดความเสียหายเกิดขึ้นก็ควรจะไปดำเนินการทำคดีทางศาล​ ซึ่งก็พูดตามหลักทั่วไปของกฎหมายละเมิดเพื่อเป็นการพิสูจน์ ไม่ได้สนับสนุนให้มีการฟ้องร้องดำเนินคดีหรือมีคำสั่งฟ้องร้องดำเนินคดีต่อใคร"

ขณะที่รายงานของซีโรคอร์รัปชัน ​กกร.​นั้น จะเห็นว่าข้อมูลการสำรวจที่ว่านี้เป็นประโยชน์และสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ที่จะผลักดันประเทศให้มีการปรับโครงสร้างและสามารถที่จะเป็นสมาชิก OECD ได้ จึงเป็นประโยชน์ที่จะตกแก่ประชาชนทุกหน่วยงาน จึงควรที่จะนำแนวทางหรือผลสำรวจที่ว่านี้ไปเป็นฐานในการทบทวนการดำเนินการของหน่วยงานต่างๆ ให้เกิดความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นแก่ภาครัฐ และในช่วงเช้าวันที่ 20 พ.ค.​ นายกฯ ได้เรียกประชุมหัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำความเข้าใจในเรื่องนี้และมอบนโยบายต่อไป

ต่อมานายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 174/2569 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต มีสาระสำคัญว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2569 ว่าจะดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ กฎหมาย และวิธีการทำงานของระบบราชการของไทย เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานของสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development) หรือ “OECD” ให้ทันภายในปี พ.ศ. 2571

ซึ่งหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ต้องผลักดันก็คือ การต่อต้านการทุจริตและการสร้างความซื่อตรง (Anti-Corruption and Integrity) ขึ้นทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน ประกอบกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน มีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลยกระดับการต่อต้านการทุจริตเป็นวาระแห่งชาติ มีการตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อร่วมมือกันต่อต้านการทุจริต ใช้เทคโนโลยีในการอนุมัติ อนุญาตและการให้บริการประชาชน รวมทั้งแก้ไขกฎหมายลำดับรองเพื่อความโปร่งใส ลดขั้นตอนและดุลพินิจโดยไม่จำเป็น อันเป็นประโยชน์ต่อการปิดกั้นและลดทอนการทุจริตและการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งรัฐบาลพิจารณาแล้วเป็นเรื่องที่ตรงกับนโยบายและความมุ่งหมายของรัฐบาล สมควรให้มีคณะกรรมการดังกล่าวขึ้นเพื่อผลักดันข้อเสนอต่างๆ ของเอกชนให้เป็นรูปธรรม อันจะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายในการเข้าเป็นสมาชิก OECD

นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่งให้มี คณะกรรมการประสานงานเพื่อต่อต้านการทุจริต เรียกโดยย่อว่า คตท. มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯเป็นรองประธาน ส่วนกรรมการประกอบด้วยหัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ประธานองค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

 วันเดียวกัน ที่ศูนย์บริการร่วมกระทรวงการคลัง อยู่ติดกับศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต นายวัชระ เพชรทอง อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ มายื่นหนังสือถึงนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.การคลัง และนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง และอธิบดีกรมสรรพากรตามลำดับ เรื่องขอให้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายติดตามภาษีที่ต้องชำระเพิ่มเติมของนายทักษิณ ชินวัตร ความว่า "ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึง ยกฟ้องคดีที่นายทักษิณ ชินวัตร โจทก์ ยื่นฟ้องคดีทางแพ่งกรมสรรพากร จำเลยที่ 1 กับพวก รวม 4 คน เรื่องภาษีอากร มีผลให้นายทักษิณต้องปฏิบัติตามคำสั่งเรียกเก็บภาษีของกรมสรรพากรตามขั้นตอนกว่า 1.76 หมื่นล้านบาท นั้น"

"บัดนี้ระยะเวลาล่วงเลยมาแล้วไม่น้อยกว่า 9 เดือน นับแต่วันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษา ข้าพเจ้าขอทราบผลการติดตามภาษีที่ต้องชำระเพิ่มเติมของนายทักษิณ ดำเนินการเสร็จสิ้นตามกฎหมายแล้วหรือไม่ อย่างไร ซึ่งจะหมดระยะเวลาบังคับชำระภาษีค้างประมาณกลางปี 2570 หากนายทักษิณไม่ชำระภาษีตามคำพิพากษาศาลฎีกา ทั้งๆ ที่มีทรัพย์สินเพียงพอในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย นอกจากเป็นการผิดกฎหมายและจริยธรรมอย่างร้ายแรงแล้วยังผิดหลักนิติรัฐ นิติธรรม ไม่เป็นตัวอย่างที่่ดีแก่เยาวชนและประชาชน ไม่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ"

"หากท่านไม่ดำเนินการเรียกเก็บภาษีที่ต้องชำระเพิ่มเติมเพื่อรักษาประโยชน์ของประเทศชาติ ข้าพเจ้าขอสงวนสิทธิ์ยื่นกล่าวโทษท่านกับสำนักงาน ป.ป.ช. กรณีปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และที่เกี่ยวข้องต่อไป จึงเรียนมาเพื่อโปรดดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และประมวลจริยธรรมฯ หากผลเป็นประการใดโปรดแจ้งให้ข้าพเจ้าทราบภายใน 15 วันด้วย จักขอบคุณยิ่ง" หนังสือนายวัชระระบุ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รัฐบาลลุยรื้อ 'กม.เศรษฐกิจ' 7 พันฉบับ ดึงเอกชนร่วมชี้เป้า

รัฐบาลเร่งปฏิรูปกฎหมายเศรษฐกิจ เปิดเอกชนร่วมชี้เป้ากฎหมายที่เป็นอุปสรรคเสนอรัฐต้น มิ.ย. ลุยทบทวนกฎกระทรวง 7,000 ฉบับ ลดขั้นตอนซ้ำซ้อนต่อยอด BOI Fast Pass ดันลงทุนไตรมาสแรงโต 18%