'คลัง' รายงานเงินแผ่นดินปี 68 พบรายได้ต่ำกว่ารายจ่าย 7.6 แสนล้านบาท 'สว.' แนะให้เก็บ Vat เพิ่ม พร้อมแจงแม้คนจนเดือดร้อนแต่ได้คืน หนุน ขยายฐานภาษีสู่เศรษฐกิจนอกระบบ ชี้ คลังพิจารณาแผนหนี้สาธาธารณะเพื่อการลงทุน หวังดึงรายได้เข้ารัฐโดยตรง
6 ตุลาคม 2569 - เมื่อเวลา 11.45 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณารายงานการเงินแผ่นดิน ประจำปีงบประมาณ 2568 ซึ่งเป็นไปตามกฎฆมายวินัยการเงินการคลังของรัฐที่ต้องรายงานต่อรัฐสภา
โดยนางสุดท้าย ชัยจันทึก ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบบัญชี นำเสนอรายงานต่อที่ประชุมว่า รัฐบาลมีสินทรัพย์ วันสิ้นปีงบประมาณ 2568 รวม 8.7 ล้านล้านบาท มีหนี้สิน 11 ล้านล้านบาท มีสินทรัพย์ต่ำกว่าหนี้สิน 3 ล้านล้านบาท มีรายได้รวม 2.9 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2567 จำนวน 1.3 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 0.46% รัฐบาลมีค่าใช้จ่ายรวมทั้งสิ้น 3.6 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่จำนวน 2.8 แสนล้านบาท คิดเป็น 8.23% จากผลการดำเนินประจำปี 2568 มีรายได้ต่ำกว่าค่าใช้จ่ายสุทธิ จำนวน 7.6 แสนล้านบาท
จากนั้นเป็นการอภิปรายของ สว. โดย นายนิรัตน์ อยู่ภักดี สว. อภิปรายว่าฐานะการเงินของรัฐบาลพบว่าหนี้สินสูงกว่ารายได้ ทั้งนี้ตามกฎหมายกำหนดว่าหนี้สินไม่ควรเกิน 70% ของจีดีพี สังคมจึงเข้าใจว่าอนาคตรัฐบาลไทยจะถังแตก ในข้อเท็จจริงไม่ใช่ หากมองลึก มีสินทรัพย์ในหนี้สิน 11 ล้านล้านบาท หรือปัจจุบันอาจจะมีถึง 12 ล้านล้านบาท แต่มีทรัพย์สิน 8ล้านล้านบาท แต่มีประเด็นที่ตนเป็นห่วงที่ต้องการฝากไปยัง 4 หน่วยงาน คือ กรมบัญชีกลาง พบเงินนอกงบประมาณของแต่ละหน่วยงานคงเหลือ จำนวน 4ล้านล้านบาท หากตนดูไม่ผิดคงไม่ถูกนำไปลงทุน หรือหากนำไปลงทุนคงได้ผลตอบแทนไม่มาก บางหน่วยงาน เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คงเป็นเงินฝากในสถาบันการเงิน ได้ดอกเบี้ยไม่เกิน 0.5% ขณะที่รายจ่ายเฉลี่ยดอกเบี้ย อยู่ที่ 2.75%
นายนิรัตน์ กล่าวต่อว่า ส่วนต่างดังกล่าว จะอยู่ที่ 2% หากคำนวณจากเงิน 4 ล้านล้านบาท จะได้เงิน 8หมื่นล้านบาท กรมบัญชีกลาง และสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะควรนำส่วนดังกล่าวมาพิจารณาบ้าง แทนการจ่ายดอกเบี้ยเฉลี่ย 2.75% หากปรับเงินนอกงบประมาณอยู่ในระบบ ทั้งนี้ไม่ได้ยึด แต่ต้องปรับมาบริหารเพื่อลดสัดส่วนหนี้สาธารณะ หากเงิน 4.4 ล้านล้านบาท จัดให้เป็นเงินสำรอง 1 ล้านล้านบาท ส่วนอีก 3 ล้านล้านบาท ต่อไปไม่จำเป็นต้องกู้เงิน
นายนิรัตน์ กล่าวอีกว่า ส่วนของกรมธนารักษ์ มีทรัพย์สิน 10 ล้านไร่ มีวงเงิน 5 ล้านล้านบาท ให้บริหารจัดการให้มีมูลค่าเหมือนเอกชน เพียงแค่ 20% จะได้เพิ่ม 1 ล้านล้านบาท ขณะที่สำนักบริหารรัฐวิสาหกิจ มีเงินลงทุน 1.7 ล้านล้านบาท หากได้บริหารจัดการที่ดีได้ 5% โดยทุกๆ 1% จะได้ 1.7หมื่นล้านบาท ขอให้บริหารจัดการเงินนำส่งให้ดี
นายนิรัตน์ กล่าวต่อว่า สำหรับนโยบายด้านรายได้ ขอฝากไปยังกรมบัญชีกลาง การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม Vat 7% ทุก 1% ที่เพิ่มขึ้น ทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่ม 1.5ล้านล้านบาท หากเพิ่ม 3% ตามกฎหมายไม่ว่าจะเพิ่มขึ้นตอนอย่างไรก็ตาม จะทำให้มีรายได้กลับเข้ามา 4.5 แสนล้านบาท แม้ว่าผู้มีรายได้น้อยจะเดือดร้อน แต่อยย่าลืมว่า ประชาชนผู้มีรายได้น้อย ไม่เกิน 1 แสนบาท หากเพิ่ม 3% จะเดือดร้อน 3,000 บาท หาร 12 เดือน เท่ากับเดือนละ 275 บาท
"คนจนที่ขึ้นทะเบียนมี 10 ล้านคน หากตีกลับ 50% หรือ 2 แสนล้าน แสดงว่าผู้ที่มีรายได้น้อยที่ขึ้นทะเบียนไว้ สามารถคืนแวตส่วนนี้ได้ หากจ่ายมา 3,000 บาท แต่คืนกลับไปได้ 1 หมื่นบาท ทุกคนมีรายได้กลับเข้ามาทุกเดือนๆ ละเกือบ 1,000 บาท คนจนไม่เดือดร้อน หากจ่าย 3,000 บาท แต่ได้กลับมา 1 หมื่นบาท อย่าลืมว่าคนรวยในประเทศไทยมีมาก เท่ากับคนจน แต่คนรวยค่าใช้จ่ายสูงตามไปด้วย ดังนั้นการเพิ่ม 3% คนรวยไม่เดือดร้อน ของมูลค่าเป็นล้าน-สองล้านบาท ยังมีอำนาจซื้อ ทำไมคนรวยกับคนจนนต้องใช้เงินเท่ากัน หากมีระบบจัดการเชื่อว่าไม่เดือดร้อน" นายนิรัตน์ กล่าว
ด้าน นายขวัญชัย แสนหิรัณย์ สว. อภิปรายว่า โครงการของรัฐในส่วนของของงานก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ที่ค้างจำนวนมาก ต้องใช้เงินของรัฐดำเนินการ หากการลงทุนตีค่าเป็นศูนย์ถือว่าน่าหดหู่ ทั้งนี้ตนมีข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาล คือ การใช้เงินนอกงบประมาณและหนี้สินที่สูงติดเพดานที่กฎหมายวินัยการเงินการคลังกำหนดขอให้พิจารณาให้ดี เพื่อให้ผ่านวิกฤติการเงินไปได้ ขณะที่ความพยายามลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาลพบว่าตึงตัว ไม่สามารถสร้างรายได้ทันกับรายจ่าย ขณะเดียวกันประชาชนเดือดร้อนจากวิกฤติน้ำท่วม ระบบเศรษฐกิจมีปัญหา ตนขอเสนอให้กระทรวงการคลังเร่งปฏิรูปภาษีจริงจัง ขยายฐานภาษีไปสู่เศรษฐกิจนอกระบบ เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล นอกจากนั้นรายงานการเงินของหน่วยงานรัฐ ยังพบความบกพร่องในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและกองทุน มีบางรายการที่ สตง. รับรองไม่ได้ ดังนั้นขอให้ปรับปรุง
โดยนางสุดท้าย ชี้แจงต่อที่ประชุมวุฒิสภาว่า เงินนอกงบประมาณส่วนใหญ่อยู่ในรูปทุนหมุนเวียน และกองทุน ซึ่งเป็นเงินที่ใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ เงินส่วนดังกล่าวตามนโยบายของกระทรวงการคลัง หากหน่วยงานใดมีเงินนอกงบประมาณ ตอนพิจารณางบประมาณประจำปีให้นำเงินส่วนดังกล่าวเชื่อมโยงกับวงเงินที่ควรได้รับประจำปี และกรณีทุนหมุนเวียนที่มีเงินสะสมส่วนเกินสามารถเรียกให้นำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน แต่อาจต้องพิจารณาเป็นรายกรณี
นางสุดท้าย กล่าวต่อถึงข้อเสนอเพิ่มภาษี Vat เป็นแนวคิดที่ตรงกัน กระทรวงการคลังพยายามดำเนินการ ส่วนตัวเลขที่ชี้ให้เห็นนั้น เป็นรายละเอียดที่เป็นประโยชน์ โดยกระทรวงการคลังจะพิจารณาเพิ่มเติม
นายนิรัตน์ อภิปรายตอนท้าย โดยเสนอว่า หากเพิ่ม 4 ล้านล้าน จะเพิ่มทรัพย์สินและหนี้ แต่หากติดกับดักหนี้สาธารณะต่อจีดีพี รัฐบาลจะไม่มีรายได้กลับเข้ามา จะเก็บจากประชาชน ทั้งนี้มีการลงทุน และโครงการต่างๆ จำนวนมาก 5-6 ล้านล้านบาท หากรัฐบาล โดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะชี้แจงประชาชนให้ทราบว่า ต่อไปนี้ประเทศไทยจะเริ่มลงทุนโดยตรง หนี้สาธาธารณะเพื่อการลงทุนโดยตรง แม้จะเพิ่มหนี้ แต่ได้ทรัพย์สินเพิ่มขึ้นด้วย สิ่งที่รัฐจะได้คือรายได้ที่เข้าโดยตรง ทั้งนี้แนวคิดที่ให้เอกชนลงทุนตนรับได้ แต่รัฐจะได้จากภาษี vat ไม่ใช่รายได้โดยตรงจากเอกชน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เดือด! 'นันทนา' พ้อเข้าสภาเหมือนอยู่กลางฝูงไฮยีน่า แฉ สว.สีน้ำเงิน กลั่นแกล้งเขี่ยพ้น กมธ.
“นันทนา” เดือดกลางวุฒิสภา หลังชวดเก้าอี้ กมธ.วิสามัญฯ ซัด “สว.สีน้ำเงิน” กินรวบ ด้าน “อัจฉรพรรณ” รีบลุกแจงบอกสัดส่วนที่ไม่ได้เกี่ยวกับสีใดสีหนึ่ง ทำถูกเหน็บ ไม่อยากคุยกับนอมินี เจ้าตัวสวนทันควัน บอก “ฉันไม่ใช่นอมินี” ก่อน “จารย์นัน” โร่ฟ้องประชาชน พ้อ เป็น สว.มา 2 ปี 2 เดือน ได้นั่ง
'สว.วุฒิพงศ์' โวย 'นายกฯ-รมต.มท.' เมินตอบกระทู้น้ำท่วม เหน็บตื่นจากงานเลี้ยงที่ไปมาได้แล้ว
‘สว.วุฒิพงศ์’ ซัด ‘นายกฯ-รมต.มท’ เมินตอบกระทู้น้ำท่วม เหน็บตื่นจากความฝัน-งานเลี้ยงได้แล้ว ถ้าไม่ตื่นจะให้.ปลุกมาใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ปภ.ระดมเครื่องมือช่วยชาวบ้านให้น้ำลด ลั่นทำไม่ได้ก็ออกไป
'สว.ประพนธ์' ตั้งกระทู้ถาม กองทุน สสส. ข้องใจใช้เงินลงทุนสินทรัพย์ 'พัฒนา' แจงยึดตามกม.
ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม วาระพิจารณากระทู้ถามของนพ.ประพนธ์
เปิด 7 รายชื่อชิง 1 เก้าอี้ ป.ป.ช. อธิบดีศาล - อัยการ - ตำรวจ มาครบ
ปิดรับสมัครป.ป.ช.หนึ่งเก้าอี้ชิงเดือด7 ชื่อ อธิบดีศาลคดีทุจริตฯ-อดีตรองอัยการสูงสุด-อธิบดีอัยการ-บิ๊กสีกากี-ผู้พิพากษาศาลฎีกา
เปิด 5 ชื่อ ชิงเก้าอี้ กกต. วุฒิสภาปิดรับสมัคร ตรวจสอบคุณสมบัติ เรียกแสดงวิสัยทัศน์
ปิดรับสมัครชิงเก้าอี้ กกต.แทนตำแหน่งว่าง ได้ผู้สมัคร 5 ราย “อดีตคณบดีมหิดล-ที่ปรึกษาประธาน ป.ป.ช.-รองอธิการฯ-ทนายความ-ผู้สอบบัญชี” ตบเท้าเข้าชิง เตรียมส่งตรวจคุณสมบัติ-ประวัติ ก่อนเรียกแสดงวิสัยทัศน์และสัมภาษณ์ เปิดประชาชนส่งข้อมูลถึง 6 ต.ค.นี้
'นิพิฏฐ์' ทำ 2 เรื่องใหญ่ ฟ้อง กกต. - ยุบพรรค 'ฮั้ว สว.'
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ยินดีร่วมมือกับทุกฝ่าย

