
“ชัยวุฒิ” กางแผนงานจัดระเบียบสายไฟสื่อสาร ลงใต้ดิน ระบุรัฐบาลทำมาอย่างต่อเนื่อง แต่ให้ 100 % ต้องใช้เวลานาน ยอมรับจุดอ่อนประชาสัมพันธ์สู้ “ชัชชาติ” ไม่ได้ ต้องปรับปรุง
3 ก.ค.2565 – ที่พรรคพลังประชารัฐ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสายสื่อสารที่จะมีการไปพูดคุยกับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ว่า การจัดระเบียบสายสื่อสารแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือ ส่วนที่ทำร่วมกับทางการไฟฟ้า เพราะสายอยู่บนเสาไฟฟ้าและผู้บริการอินเทอร์เน็ตจะต้องรื้อสายที่ไม่ใช้ออก ซึ่งขนาดนี้เขาก็ดำเนินการกันอยู่แล้ว ส่วนที่สอง คือต้องประสานกับผู้ว่าฯกทม.เพื่อเอาสายลงใต้ดิน เพราะเวลานำสารลงใต้ดินต้องขออนุญาตใช้ทางฟุตบาต และกทม.ดูแลอยู่จึงต้องมีความร่วมมือกัน
นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ฉะนั้นการสร้างสายสื่อสารใต้ดินจะต้องมีความร่วมมือกันและมาดูว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ค่าใช้จ่ายเป็นอย่างไร โดยคนที่จะมาใช้ต้องจ่ายค่าเช่า ในการใช้บริการท่อด้วย ซึ่งผู้ใช้บริการจะกำกับดูแลด้วย สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โดยรัฐบาลมอบกสทช.เป็นเจ้าภาพเรื่องนี้อยู่แล้ว ตนเองก็เป็นตัวแทนของฝ่ายรัฐบาลที่มาประสานงานให้ สามารถนำท่อลงใต้ดิน และสายไฟฟ้าลงท่อใต้ดินให้ได้มากที่สุด
นายชัยวุฒิ กล่าวว่า โดยในวันพรุ่งนี้ (4 ก.ค.65) จะมีหน่วยงาน อาทิ กสทช. ผู้ให้บริการบางรายที่ได้เชิญมา การไฟฟ้านครหลวง และตนเอง พร้อมทั้งผู้ว่าฯกทม. ซึ่งเบื้องต้นเป็นการพูดถึงแนวทางการนำสายไฟฟ้าลงใต้ดิน ซึ่งผู้ว่ากทม.คนก่อนก็ได้ทำมาอยู่แล้วเพียงแต่จะถามความต่อเนื่องว่าจะทำอย่างไรต่อไปกับเรื่องนี้ เพราะมีการเปลี่ยนผู้ว่าฯกทม. และที่ผ่านมาได้มีการคุยกับผู้ว่าฯคนเก่าอยู่แล้ว ซึ่งที่จะพูดคุยในวันพรุ่งนี้ เพราะเป็นการเปลี่ยนผู้ว่าฯกทม.จึงอยากจะมีการพูดคุยกันสักครั้งหนึ่งถึงนโยบายของผู้ว่าฯกทม.คนใหม่ว่ามี นโยบายอย่างไร
“ปัจจุบันนี้เทคโนโลยีเปลี่ยนไป คนมาใช้อินเตอร์เน็ตกันเยอะ และสายสื่อสารมีจำนวนมาก จึงทำให้มีจำนวนสายที่โยงบนเสาไฟฟ้ามาก ดูไม่สวยงาม ผมก็มองว่าควรที่จะมีการจัดระเบียบและนำลงใต้ดินในบางช่วงได้แล้ว ซึ่งปัจจุบันนี้มีระบบเทคโนโลยีที่ดีขึ้น และมีรายได้ที่ดีขึ้น เพื่อพี่น้องประชาชนภาครัฐก็น่าจะลงทุนในเรื่องนี้ได้ สมัยก่อนที่ทำยากเพราะต้องใช้งบประมาณที่สูง ไม่อยากให้เป็นภาระต่อผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ แต่ในวันนี้มีความพร้อมและมีคนใช้บริการจำนวนมาก สมควรแล้วที่จะนำลงใต้ดิน ทางนายกฯได้เป็นห่วงในเรื่องนี้มากจึงอยากจะแก้ปัญหาให้ได้ในรัฐบาลนี้” นายชัยวุฒิ กล่าว
เมื่อถามถึงกระแสของนายชัชชาติ ฟีเวอร์ จะทำให้การเมืองใหญ่ต้องขยับตามการทำงานของผู้ว่าฯกทม. หรือไม่ นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ตนเองว่าไม่เกี่ยวกัน ทางเราก็ทำงานของเราอยู่แล้ว แต่ต้องยอมรับว่าทางนายกฯ คณะรัฐมนตรี รวมถึงศูนย์ราชการต่างๆที่ทำงานก็อาจจะประชาสัมพันธ์หรือสื่อสารไม่ได้เก่งเท่านายชัชชาติ เพราะเขาอาจจะมีการชำนาญในเรื่องของการสื่อสาร แต่เราก็จะปรับปรุงในการประชาสัมพันธ์ให้ดีขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ว่ารัฐบาลได้ทำอะไรไปบ้าง เช่น การจัดระเบียบสาย ที่มีสื่อมวลชนได้ช่วยกันนำเสนอ และมีการนำมาทำได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งการนำสายไฟลงใต้ดินนั้นเป็นเรื่องของรัฐบาล และรัฐบาลก็ทำมาโดยตลอด เช่น เกาะรัตนโกสินทร์ ที่ทำเสร็จมานานแล้ว สุขุมวิทตั้งแต่ซอย 1-77 ก็นำลงใต้ดินทั้งหมดแล้ว การจะให้ทำ 100 เปอร์เซ็นต์ ก็ต้องใช้เวลา เพราะใช้งบประมาณมหาศาล ขณะเดียวกันถ้าพี่น้องประชาชนมีปัญหา หรือมีความเดือดร้อนในเรื่องต่างๆขอให้ติดต่อผ่านช่องทางต่างๆที่เรามี เราจะได้ลงไปดูแล แต่ต้องยอมรับว่ารัฐบาลอาจจะประชาสัมพันธ์สู้นายชัชชาติไม่ได้.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ผู้ว่าฯชัชชาติ' มอบคำขวัญวันเด็ก 2569 โดนใจเด็กยุคใหม่
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. มอบคำขวัญวันเด็ก ประจำปี 2569 ดังนี้ ถึงหัวจะดื้อความรู้
พรรครักชาติ สดุดีวีรชนทหารกล้า ฉะกลับ 'สม รังสี' เขมรรุกรานต้องชดใช้ค่าเสียหาย
นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ พร้อมด้วย รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค นำทีมผู้สมัคร สส.กทม.พรรครักชาติ ร่วมสดุดีและรำลึกถึงเหล่าวีรชนทหารกล้า โดยนำดอกเบญจมาศสีขาว ไหว้ตั้งจิตระลึกถึงคุณงามความดีที่เหล่าทหารกล้าเสียสละเพื่อชาติไทย ณ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
‘ชัยวุฒิ’ จี้ ปชน. เลิกโฟกัสแก้รัฐธรรมนูญ หันมาปกป้องอธิปไตยบ้าง
"ชัยวุฒิ" จี้ ปชน. เลิกโฟกัสแก้รัฐธรรมนูญ เรียกร้องทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตย ใช้เครือข่าย NGO สื่อสารกับ สหรัฐฯ ให้เข้าใจปมขัดแย้งไทย–กัมพูชา
'ชัยวุฒิ' ซัดฝ่ายอยากแก้รัฐธรรมนูญ ทำการเมืองไทยเข้าสู่ภาวะชะงักงัน
นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ กล่าวภายหลังที่มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาว่า ผลกระทบจากเกมการเมืองของฝ่ายที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่กลับไม่ได้แก้ในสิ่งที่ต้องการจนนำไปสู่การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทั้งที่ทราบดีอยู่แล้วว่าผลลัพธ์คือการที่นายกรัฐมนตรียื่นยุบสภาฯ

