จับตา ‘วุฒิสภา’ ชี้ชะตา ร่างพ.ร.บ.กยศ.ฉบับใหม่ 1 พ.ย.นี้

30 ต.ค.2565-นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง ไม่มีดอกเบี้ย-ไม่มีเบี้ยปรับ-ไม่ตัองมีผู้ค้ำ ! จับตาวุฒิสภาชี้ชะตาร่างพ.ร.บ.กยศ.ฉบับใหม่ 1 พฤศจิกาฯนี้ระบุว่า ช่วงปัจจุบันมีกฎหมายดี ๆ กฎหมายที่ถือเป็นการปฏิรูปปรับเปลี่ยนโครงสร้างทยอยมีผลใช้บังคับหลายฉบับ อาทิ กฎหมายปรับเป็นพินัย กฎหมายป้องกันทำผิดซ้ำ สมัยประชุมสุดท้ายของรัฐสภาที่จะเปิดวันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 นี้ ร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ …) พ.ศ. … ก็จะเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาในวันนั้นทันที

ประเด็นหลักการสำคัญของร่างฯที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติเสียงข้างมากเสนอมาอันเป็นที่โฟกัสกันมากที่สุด… “3 ไม่ 2 มี”

กล่าวคือ… – ไม่มีดอกเบี้ย  – ไม่มีเบี้ยปรับ  – ไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน  – มีระยะเวลาปลอดหนี้ 2 ปี – มีผลย้อนหลัง หลักการใหม่ที่ว่ามานี้ไม่ได้อยู่ในร่างฯที่คณะรัฐมนตรีเสนอเข้ามาและผ่านมติในวาระ 1 แต่มาลงมติแก้ไขกันในขั้นวาระ 2  ในลักษณะที่พรรคร่วมรัฐบาลเห็นต่างกัน เป็นการแก้ไขที่ไปสุดทางเลยทีเดียว

ประเด็นที่จับตากันคือวุฒิสภาคงสารัตถะนี้ไว้ทั้งหมด หรือจะแก้ไขในวาระที่ 2 ให้กลับไปใกล้เคียงร่างฯเดิมของคณะรัฐมนตรีหรือไม่ประการใด หลักคือยังคงให้มีดอกเบี้ยและเบี้ยปรับแต่ปรับลดลงมาให้ต่ำมาก ๆ ทั้งนี้ใช่ว่าหลักการเดิมของร่างฯที่คณะรัฐมนตรีเสนอมาและผ่านวาระ 1 สภาผู้แทนราษฎร แม้จะมีดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ จะไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาระดับปฏิรูปใหญ่

ตรงกันข้าม หากพิจารณดูให้ดีจะพบว่าหลักการเดิมของร่างฯฉบับที่คณะรัฐมนตรีเสนอมาถือเป็นการปฏิรูปใหญ่มากทีเดียว โดยมาจากข้อเสนอของคณะทำงานที่เกี่ยวกับการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนของธนาคารแห่งประเทศไทย และยกร่างโดย คณะกรรมการพัฒนากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ถือเป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการชำระหนี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ไม่ใช่เพียงแค่ปะผุ และจะเป็นตัวแบบให้มีการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนส่วนอื่นต่อไป เพราะหนี้กยศ.เป็นหนี้ครัวเรือนที่เป็นคดีฟ้องร้องอันดับ 3

– ลดดอกเบี้ยจากเดิมไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี เหลือไม่เกินร้อยละ 2 ต่อปี  – ลดเบี้ยปรับจากเดิมไม่เกินร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือร้อยละ 18 ต่อปี เหลือไม่เกินร้อยละ 1 ต่อปี  – กำหนดให้ผ่อนชำระเป็นรายเดือน รายไตรมาส หรือรายปี ก็ได้ จากเดิมกำหนดให้ผ่อนชำระเป็นรายปีเท่านั้น  – กำหนดหลักเกณฑ์ให้หักเงินที่ลูกหนี้ชำระหนี้แต่ละงวดตามลำดับดังนี้ 1. เงินต้นเฉพาะส่วนที่ครบกำหนด 2. ดอกเบี้ย และ 3. เบี้ยปรับหรือเงินเพิ่ม โดยเฉพาะประเด็นสุดท้ายนี่ถือว่าสำคัญที่สุด

ก่อนหน้านี้และในปัจจุบัน ยอดหนี้ที่ลูกหนี้ผ่อนชำระในแต่ละงวด เจ้าหนี้จะหักใช้ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เบี้ยปรับ และดอกเบี้ยก่อน จึงจะไปหักเงินต้นที่ครบกำหนดชำระ ทำให้ยอดเงินที่ผ่อนชำระไปไม่ว่าเท่าไรต่อเท่าไรแทบไม่ได้ไปลดเงินต้นเลย หรือลดน้อยมาก เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ลูกหนี้หมดกำลังจะชำระหนี้

การกำหนดหลักเกณฑ์ใหม่ให้หักเงินชำระหนี้เป็นเงินต้นที่ครบกำหนดชำระเป็นอันดับแรก ตามร่างเดิมของคณะรัฐมนตรีที่อยู่ในมาตรา 18 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 44/1 (3) ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่กำหนดหลักเกณฑ์เช่นนี้ไว้ในกฎหมาย

“ในกรณีที่ผู้กู้ยืมเงินมีหนี้ค้างชำระทั้งเงินต้น ดอกเบี้ย และเงินเพิ่ม เงินที่ผู้กู้ยืมเงินชำระให้นำไปหักต้นเงินเฉพาะส่วนที่ ครบกำหนด ดอกเบี้ย และเงินเพิ่ม ตามลำดับ”

หากมีผลบังคับใช้ จะเป็นจุดเริ่มต้นในการแก้ไขกฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์การชำระหนี้ในหนี้ครัวเรือนประเภทอื่นต่อไป

มาตรา 44/1 (3) นี้ถูกตัดออกในชั้นวาระ 2 ของสภาผู้แทนราษฎร แม้จะเป็นด้วยเหตุผลด้านเทคนิคคือปรับแก้ให้สอดคล้องกับสารัตถะใหม่ที่แก้ไขให้ไม่มีทั้งดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ (เงินเพิ่ม) ทำให้ไม่มีความจำเป็นจะต้องมีบทบัญญัตินี้ก็ตาม แต่ก็ได้ก่อให้เกิดผลกระทบข้างเตียงอย่างคาดไม่ถึงในมิตินี้ คือจะไม่มีกฎหมายกู้ยืมเงินต้นแบบที่กำหนดหลักเกณฑ์จัดลำดับการหักเงินชำระหนี้จากเงินผ่อนชำระของลูกหนี้แต่ละงวดให้หักเงินต้นเป็นลำดับแรก

อาจกล่าวได้ว่าส่งผลกระทบต่อการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนในภาพรวม วาระแรกที่จะโหวตกันทันทีในวันอังคารที่ 1 พฤศจิกายน 2565 นี้เชื่อว่าไม่มีปัญหา วุฒิสภารับร่างฯจากสภาผู้แทนราษฎรไว้พิจารณาแน่นอน โดยมีระยะเวลาพิจารณาให้เสร็จภายใน 30 วัน ต่อเวลาได้อีก 30 วัน สุดท้าย วุฒิสภาจะคงสารัตถะที่ผ่านมติมาจากสภาผู้แทนราษฎรไว้ทั้งหมด หรือปรับเปลี่ยนแก้ไขใหม่ด้วยเหตุผลใด แล้วสภาผู้แทนราษฎรจะเห็นด้วยกับการแก้ไขนั้นหรือไม่ ต้องตั้งกรรมาธิการร่วมขึ้นมาหรือไม่ และจะทันวาระของสภาผู้แทนราษฎรที่เหลืออยู่ไม่มากหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สว.หนุนงานวิจัย ม.แม่ฟ้าหลวงแก้ปัญหาเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ-มลพิษข้ามแดน

คณะสว.หนุนงานวิจัย ม.แม่ฟ้าหลวง แก้ปัญหาเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ-มลพิษข้ามแดนลุ่มน้ำกก–แม่น้ำโขง ชี้ชัดมีสารเคมีตกค้างในระดับอันตราย

ฉายาสภา68 'รังหนอนสีเทา' สภาสูง 'รังของหนู' พิสิษฐ์-นันทนา คว้าคู่กัดแห่งปี

ฉายาสภา 68 ‘รังหนอนสีเทา’ ขณะที่สภาสูงคือ ‘รังของหนู’ ประธานวุฒิ ‘หมงล้งบุรีรัมย์’ พิสิษฐ์-นันทนา คว้าคู่กัดแห่งปี งดให้ ‘ประธานสภาฯ-ผู้นำฝ่ายค้านฯ-ดาวเด่น’ หวั่นเอาไปโจมตีช่วงเลือกตั้ง

วุฒิสภาสอบงบเจ้าภาพซีเกมส์ พบปัญหาจ่ายเงินนักกีฬาล่าช้า จี้ กกท. ถอดบทเรียนจัดงานผิดพลาด

หน่วยงานกีฬา อ้างกลางที่ประชุม กมธ.ติดตามงบฯ สว. ห่างหายจากจัดซีเกมส์ 19 ปี เลยเป็นแบบนี้ ด้าน “ภิญญาพัชญ์“ เผย แม้จัดสรรงบประมาณครบ แต่พบปัญหาบริหารล่าช้า กระทบการจ่ายเงินนักกีฬา

ยกเลิก MOU 'เจ้ากรมแผนที่ทหาร-นักวิชาการ' สะท้อนต่างมุม

วงเสวนาไทย–กัมพูชาสะท้อนต่างมุม “เจ้ากรมแผนที่ทหาร” ชี้ปัญหาเขตแดนเป็นมรดกยุคอาณานิคม ย้ำ MOU คือกลไกแก้ปัญหาที่สั่งสมกว่า 20 ปี ขณะที่ “สว.ชิบ” เปิด 8 เหตุผล กมธ.วุฒิสภา หนุนยกเลิก MOU 2544 ป้องกันไทยเสียผลประโยชน์ทางทะเล

เอกฉันท์!‘กนง.’ลดดอกเบี้ย0.25% คงจีดีพีปี68ที่2.2%ครึ่งปีหลังชะลอ

เอกฉันท์! ‘กนง.’ มีมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อปี จาก 1.50% ต่อปี เป็น 1.25% ต่อปี โดยให้มีผลทันที พร้อมคงจีดีพีปี 68 ไว้ที่ 2.2% แต่ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจปี 69 เหลือ 1.5% ส่วนปี 70 ที่ 2.3%

สภาสูงตามบี้การใช้จ่ายงบประมาณเป็นเจ้าภาพซีเกมส์

'กมธ.ติดตามงบประมาณ สว.' สอบเจ้าภาพ 'ซีเกมส์'ใช้งบคุ้มค่าหรือไม่ ด้าน 'กกท.'แจง เหตุใช้งบกลาง เพราะเงินที่มีไม่ครบถ้วน 'ภิญญาพัชญ์' เผยเรียกแจงเพิ่มสัปดาห์หน้าทำไมเปลี่ยนออแกไนซ์กลางคัน