ดร.ณัฏฐ์ ผ่าวาทกรรมเลือกพรรคที่รักชาติ-ไม่รักชาติ แค่กลยุทธ์หาเสียงไม่เข้าข่ายใส่ร้าย

 ดร.ณัฏฐ์ ผ่าปม วาทกรรมทางการเมือง ให้ตัดสินใจ “เลือกพรรคที่รักชาติ หรือพรรคไม่รักชาติ” เป็นเพียงกลยุทธ์หาเสียง ปลุกกระแสชาตินิยม สามารถทำได้ภายใต้กรอบกฏหมาย ไม่ใช่การใส่ร้ายป้ายสี

 30 มกราคม 2569 - โค้งสุดท้ายการเลือกตั้ง สส.2569 แต่ละพรรคการเมืองต่างงัดวาทกรรมทางการเมือง อาทิ “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” หรือ ให้ตัดสินใจเลือกข้างว่าจะเลือก พรรครักชาติ หรือ พรรคไม่รักชาติ ทำให้เกิดข้อถกเถียงในวงกว้างทำให้เกิดความเห็นต่างทางการเมืองหรือไม่นั้น

ล่าสุด “ดร.ณัฏฐ์” หรือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ได้ให้ความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะและกล่าวว่า กลยุทธ์ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง สส.ในช่วงโค้งสุดท้าย พรรคการเมืองหรือผู้สมัคร ต่างงัดกลยุทธ์ในการหาเสียงเพื่อจูงใจให้ประชาชนตัดสินใจเลือก ในการคิดวาทกรรมทางการเมือง เป็นปกติทุกสมัย ถือเป็นสีสันทางการเมือง

หากย้อนดูการเลือกตั้งในอดีตที่ผ่านมา คู่แข่งพรรคกาเมืองที่เพลี่ยงล้ำ จะงัดกลยุทธ์เพื่อสร้างคะแนนนิยมในโค้งสุดท้าย เพื่อจูงใจให้ประชาชนตัดสินใจเลือก 

กลยุทธ์วาทกรรมทางการเมือง คาบเกี่ยวกับการใส่ร้ายป้ายสีเพื่อทำลายคู่แข่งทางการเมือง

พูดภาษาชาวบ้าน คือ เป็นกลยุทธ์ในการหาเสียง เพื่อให้พี่น้องประชาชนตัดสินใจเลือกว่าจะเลือกพรรคการเมืองใด ไม่เป็นการใส่ร้ายป้ายสี

การงัดกลยุทธ์วาทกรรมทางการเมืองเพื่อใช้เป็นข้อความในการรณรงค์หาเสียง พรรคการเมืองหรือผู้สมัคร สามารถงัดกลยุทธ์หมัดเด็ดในการหาเสียงโค้งสุดท้ายได้ เพราะไม่เป็นการหาเสียงด้วยการใส่ร้ายด้วยความเท็จเพื่อจูงใจในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง ตาม พรป.สส. มาตรา 73 (5)

การงัดกลยุทธ์ในการเปิดเวทีปราศรัยโค้งสุดท้าย โดยคิดกำหนดวาทกรรมเพื่อโน้มน้าประชาชนในการเลือก หากมองในแง่หลักประชาธิปไตย ทุกพรรคการเมืองสามารถคิดข้อความที่เป็นวาทกรรมการเมืองเพื่อให้ประชาชนใช้ในการตัดสินใจเลือกพรรคหรือผู้สมัครของตนได้

ในอดีตที่ผ่านมา การงัดกลยุทธ์วาทกรรมทางการเมือง เช่น ไม่เลือกเรา เขามาแน่ พรรคประชาธิปัตย์เคยหยิบนำมาใช้ในโค้งสุดท้าย ทำให้คะแนนนิยมเพิ่มขึ้น

ล่าสุด ที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ยกวาทกรรม ให้พี่น้องประชาชนตัดสินใจให้ชัดว่า จะเลือกพรรครักชาติ หรือพรรคไม่รักชาติ แม้ข้อความวาทกรรมที่นำเสนอออกมา หากมองในแง่กฎหมายมหาชน ไม่มี เครื่องมือ ใดมาเป็นเครื่องชี้วัดว่า พรรคการเมืองใดเป็นพรรคการเมืองที่จรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์หรือไม่” แต่ผู้นำเสนอใช้วาทกรรมในการรณรงค์หาเสียงมีเป้าหมายต้องการให้ประชาชนเลือกพรรคการเมืองที่ตนเองสังกัดอยู่เท่านั้น

เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะตาม พรป.พรรคการเมือง บัญญัติให้ พรรคการเมืองต้องมีอุดมการณ์ทางการเมืองต่อระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทั้งรัฐธรรมนูญมาตรา 2 ได้บัญญัติให้ประเทศไทยมีการระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ระบอบการปกครองของไทย ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ  “ระบอบประชาธิปไตย”และ “พระมหากษัตริย์” ไม่แยกต่างหากจากกัน

การหาเสียง โดยคิดวาทกรรม เพื่อกระตุ้นความเป็น “ชาตินิยม” พรรคการเมืองสามารถกระทำได้ภายใต้กรอบกฎหมาย

การหยิบยกวาทกรรมทางการเมือง ให้ประชาชนตัดสินใจว่า จะเลือกพรรครักชาติหรือพรรคไม่รักชาติ เป็นการจูงใจให้พี่น้องประชาชนตัดสินใจในกระบวนสุดท้าย แต่ไม่ถึงกับเป็นการใส่ร้ายพรรคการเมืองอื่นด้วยข้อความอันเป็นเท็จเพื่อให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง

ในมิติทางการเมือง ในการงัดกลยุทธ์ในการหาเสียง เช่น มีลุง ไม่มีเรา หรือ มีเรา ไม่มีเทา หรือ “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” หรือ “ให้ตัดสินใจให้เลือกพรรคที่รักชาติ หรือไม่รักชาติ” ล้วนเป็นวาทกรรมทางการเมือง ในช่วงหาเสียงในการเลือกตั้ง แต่ไม่มีผลถึงขนาดใส่ร้ายป้ายสี เพราะการรณรงค์หาเสียงด้วยวาทกรรมทางการเมือง อยู่ที่ดุลพินิจของพี่น้องประชาชนที่จะเลือกพรรคการเมืองใดหรือผู้สมัครรายใด  

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

มองการเปลี่ยนแปลงการปกครองสวีเดน ค.ศ. 1809 : รัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1809

สวีเดนมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2 ครั้ง ครั้งแรก ค.ศ. 1718 แต่อยู่ได้ถึง ค.ศ. 1772 ก็มีอันต้องสิ้นสุดลง โดยมีสาเหตุมาจากนักการเมืองเอง ส่งผลให้เกิดการเหวี่ยงตัวกลับไปสู่อำนาจทางการเมืองของพระมหากษัตริย์