น้ำมันที่หายไป 57 ล้านลิตร เมื่อความจริงกำลังถูกท้าทาย

5 เมษายน  2569 – นายนพดล กรรณิกา  อาจารย์ประจำวิชาความปลอดภัยทางไซเบอร์และนโยบาย วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม เปิดเผยว่า ในช่วงเวลาที่สังคมเผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนของราคาพลังงาน เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากบุคคลสาธารณะย่อมมีพลังมากกว่าปกติ ทิศทางของกระแสสังคมส่วนหนึ่งที่ตั้งข้อสังเกตต่อสถานการณ์น้ำมันของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเด็น “น้ำมันหาย 57 ล้านลิตร” การกักตุนเพื่อเก็งกำไร หรือการตั้งคำถามต่อโครงสร้างราคาน้ำมัน ล้วนสะท้อน “ความกังวลของสังคม” ที่มีอยู่จริง และไม่ควรถูกมองข้าม

อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง คำกล่าวเหล่านี้จำเป็นต้องถูกพิจารณาอย่างรอบคอบ แยกแยะระหว่าง “ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้” กับ “ข้อกล่าวอ้างที่ยังไม่มีหลักฐานรองรับ” เพราะในโลกยุคข้อมูลข่าวสาร ความเร็วของคำพูดสามารถสร้างผลกระทบได้มากกว่าความถูกต้องของความจริง

เมื่อพิจารณาอย่างเป็นระบบ จะพบว่าหลายประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมานั้น ยังเป็นเพียงข้อมูลที่ยังไม่ได้มีการพิสูจน์ยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพลังงาน กรมธุรกิจพลังงาน หรือ PTT Public Company Limited ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในระบบพลังงานของประเทศ ตัวเลขอย่าง “57 ล้านลิตร” หากเป็นความจริง ย่อมต้องสะท้อนความผิดปกติในหลายมิติของระบบ ไม่ใช่เพียงจุดใดจุดหนึ่ง และจะต้องมีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สามารถตรวจสอบได้

ลองจินตนาการดูครับ…ทันทีที่ เราได้ยินว่า “น้ำมันหายไป 57 ล้านลิตร” ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นในใจคุณ คืออะไร ผมคิดแบบนี้ครับว่า สำหรับคนจำนวนไม่น้อย ความรู้สึกแรกไม่ใช่การวิเคราะห์ ไม่ใช่การตรวจสอบที่มา แต่คือ “อารมณ์” ทั้งความโกรธ ความตกใจ ความไม่พอใจ และความไม่ไว้วางใจ

และผมคิดว่า นี่คือจุดที่สำคัญที่สุดของเรื่องนี้ เพราะในโลกวันนี้ ประเทศไม่ได้เผชิญแค่วิกฤตพลังงาน แต่กำลังเผชิญวิกฤตความเชื่อของสังคมที่เร็วกว่าความจริงเสมอ เพราะเมื่อความจริงมาถึงช้า ความเชื่อมักจะเข้าแทนที่ความจริง

เราลองมาวิเคราะห์ตัวเลขและบริบทของ น้ำมันที่หายไป 57 ล้านลิตร กัน เริ่มจาก จุดตั้งต้นของข้อมูล คือ มีการขนส่งน้ำมัน 217 ล้านลิตร แต่ไปถึงปลายทาง 160 ล้านลิตร “หายระหว่างทาง” เท่ากับ 57 ล้านลิตร

บริบทของตัวเลขนี้ เป็น กรณีเฉพาะพื้นที่ (สุราษฎร์ธานี)  เกิดใน “กระบวนการขนส่งทางเรือ” แต่ยังอยู่ในขั้น ตรวจสอบข้อเท็จจริง ยังไม่ได้สรุปว่า หายจริงทั้งหมด หรือ ถูกขโมย หรือ เป็นความคลาดเคลื่อนทางระบบ

บทบาทของ DSI คือ หลังพบ “ความผิดปกติ” รัฐบาล สั่งให้ DSI รับเป็นคดีพิเศษ  DSI จึงทำหน้าที่สอบสวนเชิงลึก ตรวจเส้นทางน้ำมัน และเรียกผู้เกี่ยวข้องสอบ

เมื่อพิจารณาถึงขั้นนี้ จึงถึงจุดวิเคราะห์เชิงลึกที่สำคัญ (Critical Insight) พบสิ่งที่ “เป็นความจริง” คือ มีข้อมูลรัฐระดับแถลงข่าว ว่าพบความผิดปกติ ตัวเลข 57 ล้านลิตร มีที่มาจากข้อมูลการขนส่งจริง รัฐบาลรับเรื่องและสั่งสอบจริงแต่สิ่งที่ยังไม่ใช่ข้อสรุป คือ ยัง ไม่ยืนยันว่าเป็นการ ‘ขโมย’ หรือ ‘กักตุน’ ทั้งหมด และ ยัง ไม่ยืนยันว่าเป็นขบวนการระดับประเทศ และยัง ไม่ยืนยันว่าหายจริง 100%

จุดที่สังคมต้องระวัง นี่คือ จุดอันตรายของการสื่อสาร จากความผิดปกติในการขนส่ง ที่อยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน ถูกขยายเป็น “น้ำมันหายจริง + มีขบวนการใหญ่”

ในเชิงยุทธศาสตร์ ตัวเลข 57 ล้านลิตรจึงเป็น “ข้อมูลตั้งต้นของการสืบสวนสอบสวน” มากกว่าจะเป็น “ข้อเท็จจริงที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว”

สิ่งที่สังคมไทยจำเป็นต้องมีในเวลานี้ คือ “ความรู้เท่าทันข้อมูล” หรือ literacy ในการแยกแยะความจริง โดยต้องแยกให้ชัดระหว่าง 3 ระดับ ได้แก่ ระดับที่ 1 ของ “การพบความผิดปกติ” ระดับที่ 2 ของ “การอยู่ระหว่างการสอบสวน” และระดับที่ 3 ของ “การพิสูจน์แล้วว่าผิดจริง” ซึ่งกรณีนี้ยังอยู่เพียงระดับที่สอง

2. อย่าข้ามขั้นของ “ความจริง”

สิ่งที่อันตรายไม่ใช่ตัวเลขแต่คือการ “สรุปก่อนสอบเสร็จ” สังคมจำนวนไม่น้อยได้สรุปไปแล้วว่ามันคือการขโมย มันคือขบวนการ และมันคือการเอาเปรียบประชาชน นี่แหละครับ คือจุดที่น่ากังวลที่สุด

3. ใช้กรอบการวิเคราะห์แบบวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science)

ในยุคที่ข้อมูลไหลเร็วกว่าเหตุการณ์ การตั้งคำถามกับข้อมูลไม่ใช่เรื่องของนักวิชาการเท่านั้น แต่เป็นทักษะพื้นฐานของประชาชนทุกคนในระบอบประชาธิปไตยเพราะสิ่งที่เราเห็นหรือได้ยินหรือแชร์ต่อ อาจไม่ใช่ “ความจริง” แต่เป็นเพียง “การตีความของใครบางคน” ผมจึงขอเสนอกรอบการวิเคราะห์ตามแนววิทยาศาสตร์ข้อมูล ดังต่อไปนี้

“ข้อมูลมาจากไหน” ตรวจสอบแหล่งที่มา (Source Verification)

คำถามแรกที่สำคัญที่สุด คือ ข้อมูลนั้นมาจากใคร เป็นหน่วยงานรัฐ งานวิจัย สื่อมวลชน หรือเป็นเพียงคำพูดในไลฟ์สด หรือจากบุคคลนักเคลื่อนไหวต่าง ๆ เพราะแหล่งที่มาเป็นตัวกำหนด “ระดับความน่าเชื่อถือ” ของข้อมูล

ข้อมูลจากหน่วยงานที่มีระบบตรวจสอบ ย่อมมีน้ำหนักต่างจากข้อมูลที่ยังไม่ได้ผ่านการกลั่นกรอง

ในกรณีตัวเลขอย่าง “57 ล้านลิตร” ความแตกต่างระหว่าง “ข้อมูลจากรายงานทางราชการ” กับ “คำกล่าวในเวทีการเมือง” คือความแตกต่างระหว่าง “ข้อเท็จจริงเบื้องต้น” กับ “การตั้งข้อกล่าวหา”

“ข้อมูลดิบ หรือ การตีความ” ที่ผมเสนอให้ แยกข้อเท็จจริง (Fact) ออกจากความคิดเห็น (Opinion)

ข้อมูลดิบ (raw data) คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เช่น “มีการขนส่งน้ำมัน X ลิตร ถึงปลายทาง Y ลิตร” แต่เมื่อมีคนพูดว่า

“น้ำมันถูกขโมย” หรือ “มีขบวนการกักตุน” สิ่งเหล่านี้เมื่อยังไม่พิสูจน์ มันคือ “การตีความ” (interpretation) ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม คือ ผู้คนจำนวนมาก “รับเอาการตีความเหมือนกับเป็นข้อเท็จจริง”

นี่คือจุดที่ความเข้าใจเริ่มคลาดเคลื่อน และเป็นจุดเริ่มต้นของความไม่เชื่อมั่น

“มีการขยาย การเล่าเรื่อง (narrative) จากความจริงหรือไม่” จึงเสนอให้ระวังการสร้างเรื่องเล่า (Narrative Amplification) ที่บิดเบือนไปจากความจริง

ข้อมูลเพียงตัวเลขเดียว เมื่อถูกนำไปเล่าในรูปแบบที่กระตุ้นอารมณ์สามารถกลายเป็น “เรื่องเล่า” ที่มีอิทธิพลได้ทันที เช่น จากน้ำมันหายระหว่างขนส่ง กลายเป็น ขบวนการปล้นประเทศ จากความผิดปกติที่กำลังตรวจสอบกลายเป็น “ความจริงที่ถูกปกปิด”

กระบวนการนี้เรียกว่า “การขยายการเล่าเรื่อง (narrative)” ซึ่งอาศัยตัวเลขใหญ่ คำที่กระตุ้นอารมณ์ การสร้างภาพศัตรู และเมื่อการเล่าเรื่องนี้แพร่กระจายมันจะ “เร็วกว่า และแรงกว่า” ข้อเท็จจริงเสมอ

สรุปเป็น “กรอบคิด 3 ชั้น” สำหรับประชาชน เมื่อเจอข้อมูลใด ๆ ให้คิด 3 ชั้นเสมอ

ชั้นที่ 1: แหล่งที่มา นั่นคือ ใครเป็นคนพูด

ชั้นที่ 2: ประเภทข้อมูล นั่นคือ ข้อเท็จจริง หรือ การตีความ

ชั้นที่ 3: การขยายผล นั่นคือ ถูกเล่าให้เชื่อแบบไหน

ข้อคิดเชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติ หากประชาชนส่วนใหญ่ไม่แยกข้อเท็จจริงออกจากการตีความ ไม่ตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูล และเชื่อกรอบการเล่าเรื่องที่ถูกปั่นกระแสโซเชียลแรงที่สุด ประเทศจะเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า “ความเชื่อเข้าแทนที่ความจริง” ซึ่งอันตรายกว่าวิกฤตพลังงานเสียอีก

กล่าวโดยสรุป ในโลกที่ข้อมูลมีมากมาย สิ่งที่สำคัญไม่ใช่การ “รู้มากขึ้น” แต่คือการ “เข้าใจให้ถูกต้องมากขึ้น”

เพราะความจริงไม่ได้หายไปไหน แต่กำลังถูกกลบ ถูกท้าทาย…ด้วยการตีความที่เร้าใจสังคมที่สุด แต่ไม่ใช่การตีความที่ถูกต้องครบถ้วนตามความเป็นจริงมากที่สุด

นี่ไม่ใช่แค่เรื่อง “ราคาน้ำมัน” แต่คือ “การบริหารความเชื่อมั่นของประเทศ”

ในยุคนี้ สิ่งที่ทำถูกต้อง…อาจไม่พอ ถ้าประชาชน “ไม่เข้าใจว่าทำไมมันถูกต้อง” และถ้ารัฐยัง “ทำถูกต้อง แต่สื่อสารไม่ทัน” สุดท้าย…ความจริงจะแพ้ “ความรู้สึก”

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ธพ. ผนึก DSI ตรวจพบลักลอบเก็บน้ำมันเกินกำหนด4หมื่นลิตร

ธพ. ผนึกกำลัง DSI ยกระดับคุมเข้มพลังงาน ตรวจพบลักลอบเก็บน้ำมันเกินกำหนดในสระบุรี ย้ำหากพบฝ่าฝืนจัดเก็บน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษตามกฎหมาย จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ชุดสอบกักตุนน้ำมัน ลงตรวจคลังน้ำมัน 8 จุด ยังไม่เจอไอ้โม่ง

รมว.ยธ. แจง "ดีเอสไอ-กรมธุรกิจพลังงาน" ค้นคลังน้ำมัน 8 จุด 4 จังหวัด ยังไม่พบผิดปกติ - ปลัด ก.พานิชย์ เผย เตรียมสินค้าทางเลือกให้ประชาชน ช่วงสถานการณ์น้ำมันขาดแคลน

ตรวจ‘คลังนํ้ามัน’ กวดขันห้ามกักตุน

กรมธุรกิจพลังงานนำกำลังเข้าตรวจสอบคลังน้ำมันพระโขนง ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ขณะที่ดีเอสไอสอบกำลังผลิต-การส่งออก เป็นไปตามขั้นตอนป้องกันให้ปริมาณน้ำมันเป็นไปตามกลไกตลาด