วันที่ 23 สิงหาคม 2569 นางคมคาย อุดรพิมพ์ สส.มหาสารคาม พรรคภูมิใจไทย ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงกรณีมีการเรียกรับเงิน 500,000 บาท เพื่อแลกกับโควตาเข้าเรียนหลักสูตร ปปร. รุ่นที่ 30 สถาบันพระปกเกล้า ว่า ได้ติดตามเรื่องนี้จากสื่อมวลชนหลายสำนักด้วยความวิตกกังวลและไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน ทั้งองค์กรตำรวจและสถาบันหลักทางวิชาการของรัฐสภา หากย้อนดูเหตุการณ์พบว่ามีนายตำรวจยศร้อยตำรวจเอก อ้างตัวเป็นคนกลาง สามารถประสานงานผู้บริหารระดับเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าเพื่อขอโควตาพิเศษได้ โดยเรียกรับเงินสด 500,000 บาท แต่เมื่อประกาศรายชื่อกลับไม่มีชื่อ จึงเข้าแจ้งความที่ สภ.รัตนาธิเบศร์ กลายเป็นประเด็นที่สังคมตั้งคำถามอย่างมาก
นางคมคาย กล่าวว่า เรื่องนี้น่าสะเทือนใจอย่างยิ่ง สถาบันพระปกเกล้าเป็นองค์กรวิชาการระดับสูงภายใต้การกำกับดูแลของประธานรัฐสภา มีหน้าที่ผลิตหลักสูตรสร้างผู้นำและสอนเรื่องธรรมาภิบาล ความซื่อสัตย์สุจริตให้กับคนทั้งประเทศ แต่หากผลการตรวจสอบพบว่ามีพฤติการณ์ทุจริตหรือซื้อขายโควตาการศึกษาจริง ย่อมทำลายความเชื่อมั่นและเกียรติภูมิของรัฐสภาอย่างร้ายแรง หากพบว่ามีการซื้อขายโควตาหรือทุจริตจริง จะเข้าข่ายความผิดร้ายแรงหลายส่วนคือ
1.ผิด พ.ร.บ. สถาบันพระปกเกล้า : ขัดต่อวัตถุประสงค์สถาบันฯ เข้าข่ายประพฤติชั่วและบกพร่องต่อหน้าที่อย่างร้ายแรง ซึ่งสภาสถาบันฯ มีอำนาจถอดถอนได้
2.ผิดประมวลจริยธรรมและวินัยของบุคลากร : มีผลประโยชน์ทับซ้อน นำตำแหน่งหน้าที่ไปแสวงหาประโยชน์ส่วนตน โทษทางวินัยสูงสุดคือ "ปลดออก" หรือ "ไล่ออก" โดยไม่ได้รับเงินชดเชยใดๆ
3.ผิดประกาศและระเบียบการคัดเลือกผู้เข้าศึกษา : การเปิดโควตานอกระบบเพื่อแลกเงิน ถือเป็นการแทรกแซงกระบวนการของคณะกรรมการคัดเลือก ทำให้การรับบุคคลเข้าศึกษาตกเป็นโมฆะและไม่ชอบด้วยกฎหมาย
นางคมคาย กล่าวอีกว่า สิ่งที่ประธานรัฐสภาในฐานะประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า ควรดำเนินการคือ การตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและสอบสวนวินัยร้ายแรง หากพบว่ามีมูลควรพิจารณาให้ผู้ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ความโปร่งใสและป้องกันการยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน และประสาน ป.ป.ช. ไต่สวนตามขั้นตอน เพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีและความเชื่อมั่นของสถาบันพระปกเกล้ากลับคืนมา
นางคมคาย ยังกล่าวถึงประเด็นทางกฎหมาย ว่า หากมีการเรียกรับเงินโดยอ้างว่าจะนำไปให้ผู้บริหารเพื่อแลกโควตา อาจเข้าข่ายความผิดเกี่ยวกับการเรียกรับสินบน และหากมีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องจะเข้าข่ายเจ้าพนักงานเรียกรับผลประโยชน์ ซึ่งเรื่องเป็น 'ความผิดอาญาแผ่นดิน' รัฐคือผู้เสียหายโดยตรง ต้องดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดย กมธ.ตำรวจจะติดตามการทำงานของ สภ.รัตนาธิเบศร์ และพนักงานสอบสวนว่าได้ดำเนินการตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทุจริตหรือไม่ รวมถึงการส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. หรือ ป.ป.ท.ภายใน 30 วัน
หากพบการละเว้นหรือบิดเบือนข้อเท็จจริง อาจเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ จะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด
"ในฐานะโฆษก กมธ.ตำรวจว่า เราสามารถใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายคำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการ เพื่อหยิบยกเรื่องที่เป็นภัยต่อสังคมและกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมขึ้นมาตรวจสอบได้ทันที ดิฉันจะเสนอให้บรรจุเรื่องดังกล่าวเป็นวาระด่วน พร้อมเรียก ผกก.สภ.รัตนาธิเบศร์, พนักงานสอบสวน นายตำรวจคนกลาง และตัวแทนสถาบันพระปกเกล้า เข้ามาชี้แจง พร้อมตรวจสอบเส้นทางการเงิน หากพบตำรวจร่วมทุจริตจริง จะส่งเรื่องให้จเรตำรวจแห่งชาติดำเนินคดีวินัยร้ายแรง และส่งสำนวนตรงถึง ป.ป.ช. ทันทีโดยไม่มีการปกป้องคนผิดอย่างเด็ดขาด"
นางคมคาย ย้ำว่า กมธ.ตำรวจจะทำหน้าที่เป็นกลาง ตรวจสอบตามพยานหลักฐาน ไม่ปรักปรำหรือชี้นำสังคม เพื่อทำลายชื่อเสียงของใครทั้งสิ้น พร้อมให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ทั้งผู้ร้องเรียน สถาบันพระปกเกล้า ผู้บริหารสถาบันฯ และนายตำรวจที่ถูกพาดพิง ได้เข้ามาชี้แจงแสดงหลักฐานความบริสุทธิ์ หากตรวจสอบพบว่าเป็นเพียงการแอบอ้างโดยผู้บริหารสถาบันฯ ไม่รู้เห็น ก็ต้องคืนความเป็นธรรมและปกป้องชื่อเสียงของสถาบัน แต่หากมีหลักฐานยืนยันการทุจริต ทุกฝ่ายต้องรับผิดตามกฎหมาย เพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการยุติธรรมและฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐสภาและตำรวจไทย.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ปมร้อนเงินแลกที่นั่ง ปปร.30 เลขาฯ พระปกเกล้าลั่น ‘เลื่อนลอย’ จ่อเอาผิดถึงที่สุด
ปมร้อนกล่าวอ้างเงินแลกที่นั่ง ปปร.30 เลขาฯ สถาบันพระปกเกล้ายืนยัน “เลื่อนลอย ไม่เป็นความจริง” เผยผู้สมัครยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรไม่เคยให้หรือเสนอผลประโยชน์แก่ใ
"อาสพลธ์" เผย กมธ.ป.ป.ช. จ่อเรียกผู้เกี่ยวข้องแจงปมจ่าย 5 แสน แลกโควตาเรียน ปปร.30 ชี้เข้าข่ายสินบน ผิดทั้งผู้ให้-ผู้รับ ยอมความไม่ได้ เร่งปิดช่องโหว่ขายเก้าอี้
วันที่ 22 สิงหาคม 2569 นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงกรณีที่มีข่าวบุคคลแจ้งความดำเนินคดีกับเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เรียกรับเงิน 500,000 บาท เพื่อแลกกับโควตาเข้าเรียนหลักสูตร ปปร. รุ่นที่ 30
จับตา! ปฏิกิริยา ภท. หลัง 'ทักษิณ' ขยับ กดทับ 'อนุทิน'
นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิปและข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ "ทักษิณขยับ กดทับอนุทิน?" โดยระบุว่า
'ไอติม' ยังคาใจ! 'นายกวิทยา' รับ 4 เรื่อง ปฏิเสธ 3 รวมถึง 'ทำเพื่อข้างบน'
'พริษฐ์' ยังข้องใจคำชี้แจงของ 'วิทยา' นายกเทศมนตรีโพนสา ถึง 4 เรื่องที่ยอมรับ กับ 3 สิ่งที่ปฏิเสธ โดยเฉพาะประเด็น 'ทำเพื่อข้างบน'
'อนุทิน' ลั่นจัดระเบียบปืน 10 ล้านกระบอก!
'อนุทิน' ลั่นห้ามพกปืนทุกคน ใบอนุญาตหมดอายุ สั่งจัดระเบียบปืน 10 ล้านกระบอก เตือนนักการเมืองจริยธรรมหมดอนาคต แจงดรามายิงโจรในบ้าน ชี้เจตนารมณ์ ไม่อยากให้ใครอยู่ใกล้ปืน
นายทะเบียน ภท. เผย 'ฉลอง เรี่ยวแรง' ลาออกพรรคภูมิใจไทยตั้งแต่ปี 67
นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะนายทะเบียนพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่านายฉลอง ได้ยื่นใบลาออก โดยในหนังสือลาออก ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2567

