“พิพัฒน์” ตั้งเป้าลดประสบอันตรายจากการทำงานร้อยละ 1 ห่วงแรงงานไทยเป็นออฟฟิศซินโดรม เร่งหาทางสกัด

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2567 เวลา 10.00 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดงานเสวนา “การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน” ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนเงินทดแทน โดยมี นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ผู้บริหารสำนักงานประกันสังคม ผู้ร่วมงานเสวนา และสื่อมวลชน ให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุมแกรนด์บอลรูม ชั้น 3 โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร
.
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การจัดงานเสวนา “การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนเงินทดแทน” เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้นายจ้าง ลูกจ้างที่อยู่ในระบบประกันสังคม เกิดความตระหนักรู้ในการป้องกันและลดการประสบอันตรายเนื่องจากการทำงาน ตลอดจนการให้ความคุ้มครองสิทธิประโยชน์และการให้บริการทางการแพทย์กรณีเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน รวมถึงให้การบำบัดรักษา และส่งเสริมฟื้นฟูสมรรถภาพให้ลูกจ้างสามารถเลี้ยงชีพได้ด้วยตนเอง โดยมุ่งเน้นการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ตามภารกิจของสำนักงานกองทุนเงินทดแทน สำนักงานประกันสังคม ซึ่งได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ในการร่วมผลักดันให้เกิดความปลอดภัยในการทำงานอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนการลดความสูญเสียที่เกิดขึ้นทั้งต่อคนทำงานและผู้ประกอบการ โดยตั้งเป้าลดการประสบอันตรายในการทำงานจากเดิมในปี 2566 จำนวน 81,536 ราย คิดเป็นร้อยละ 3.1 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 2.8 ในปี 2567 ทั้งจำนวนผู้เสียชีวิต ผู้ทุพพลภาพ ผู้สูญเสียอวัยวะบางส่วน


.
นายพิพัฒน์ ยังได้กล่าวถึง อันตรายจากโรคออฟฟิศซินโดรม ที่มีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้น เนื่องจากแรงงานส่วนใหญ่นั่งทำงานในท่านั่งที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ซึ่งโรคนี้อาจทำให้พิการได้ในระยะยาว เป็นภัยที่มองไม่เห็นและอาจจะรุนแรงกว่าการประสบความอันตรายจากการทำงานในสถานประกอบการ จึงได้ให้สำนักงานประกันสังคมนายจ้าง ลูกจ้างตระหนักถึงอันตรายจากตรงนี้ด้วย
.
ด้าน นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดงานเสวนาฯ ในครั้งนี้ว่า เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ ถอดบทเรียนการบูรณาการงานด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน การนำเสนอผลการดำเนินงานของหน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานกองทุนเงินทดแทน เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้รับฟังความคิดเห็นในการพัฒนางานประกันสังคม การพัฒนาสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น ให้สังคมแรงงานเข้าถึงข้อมูลของสำนักงานประกันสังคมได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ ซึ่งการเสวนาฯ ในวันนี้มีผู้เข้าร่วม จำนวน 600 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ผู้บริหารกระทรวงแรงงานฝ่ายการเมือง ผู้บริหารสำนักงานประกันสังคม คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน คณะอนุกรรมการพัฒนาส่งเสริมและป้องกันด้านความปลอดภัยในการทำงาน ผู้แทนจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กรมควบคุมโรค สมาคมส่งเสริมความปลอดภัย และอาชีวอนามัยในการทำงาน โรงพยาบาลในสังกัดมหาวิทยาลัย สภาองค์การนายจ้าง สภาองค์การลูกจ้าง เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพ (จป.วิชาชีพ) ผู้แทนสถานประกอบการและเจ้าหน้าที่ประกันสังคม โดยกิจกรรมในงานประชุมประกอบด้วยการมอบโล่และประกาศเกียรติคุณแก่สถานประกอบการต้นแบบการลดการประสบอันตรายและคลินิกโรคจากการทำงาน การเสวนาทางวิชาการเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงาน นอกจากนี้ภายในงานได้จัดนิทรรศการ การประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้งานประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทน รวมถึงการนำเสนอผลการดำเนินงานของหน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานกองทุนเงินทดแทนอีกด้วย

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เฮ! รบ.เปิดโอกาสนักศึกษาไทยฝึกงานภาคบริการที่มาเก๊า 20 อัตรา เงินเดือนสูงสุด 7.1 หมื่นบ.

รัฐบาล เปิดโอกาสนักศึกษาไทย ฝึกงานภาคบริการที่มาเก๊า 20 อัตรา เงินเดือนสูงสุด 7.1 หมื่นบาท สมัครฟรี ถึง 23 ก.ย.นี้

รัฐบาลชวนอัปสกิล เปิด 'One Platform' รวม 967 หลักสูตรพัฒนาทักษะ

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะของกำลังแรงงานเพื่อให้ประชาชน

รบ. การันตี 27 ก.ย. เลือกตั้ง 'บอร์ด สปส.' เพิ่มคูหารองรับ 5 ล้านคน

รัฐบาลการันตี 27 ก.ย. นี้ เดินหน้าเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ขยายคูหา 5 พันหน่วย ลงลึกถึงระดับอำเภอ รองรับผู้ลงคะแนนกว่า 5 ล้านคน

'พิพัฒน์' นั่งหัวโต๊ะถก คกก.ควบคุมมลพิษนัดแรก! จ่อต่ออายุผู้ทรงคุณวุฒิ

'พิพัฒน์' นั่งหัวโต๊ะ ถก คกก.ควบคุมมลพิษครั้งแรก จ่อต่ออายุผู้ทรงคุณวุฒิ-คกก.ชุดเดิม รับผิดชอบเมื่อเกิดเหตุน้ำมัน-สารเคมีรั่วไหล รวบรวมผู้เสียหาย ส่งต่อหน่วยงานหาผู้รับผิดชอบ-ดูแล