จับตาเคสกู้เงินโปะบัตรคนจน ผลตัดสินกำหนดอนาคตการคลังประเทศ

9 มิถุนายน 2569 – นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ  และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก  เขียนข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า  เงินกู้วิกฤตพลังงานกับบัตรคนจน: คดีสำคัญที่อาจกำหนดอนาคตวินัยการคลังไทย

การที่ นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน เข้ายื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งไม้ต่อให้ศาลปกครองตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่อนุมัติให้นำเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินเพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน จำนวน 18,800 ล้านบาท ไปใช้กับโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) ตลอดปีงบประมาณ 2569 ได้ก่อให้เกิดข้อถกเถียงทางกฎหมายและการคลังสาธารณะอย่างกว้างขวางในขณะนี้

หลายคนอาจเข้าใจผิดว่านี่คือการคัดค้านการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย หรือเป็นเพียงเกมการเมืองเพื่อดิสเครดิตระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาล แต่หากพิจารณาให้ลึกลงไป ยุทธวิธีทางการเมืองนี้ถูกคำนวณมาอย่างดี ฝ่ายค้านเลือกที่จะไม่คัดค้านเงินกู้ 200,000 บาทในโครงการช่วยเหลือตามมาตรา 5(1) โดยขอให้ประธานรัฐสภาส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปัญหาการออก พ.ร.ก. เฉพาะมาตรา 5(1) ขัดต่อรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้ เพราะตระหนักดีถึงกระแสมวลชนและคะแนนนิยม

แก่นแท้ของเรื่องนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ “ควรช่วยคนจนหรือไม่” หากแต่อยู่ที่ “รัฐบาลสามารถนำเงินกู้ที่กฎหมายกำหนดวัตถุประสงค์ไว้เฉพาะ ไปใช้กับรายจ่ายประจำที่รัฐต้องจ่ายอยู่แล้วได้หรือไม่”

หัวใจของข้อพิพาท: เส้นแบ่งที่มาตรา 5

ตัวบทกฎหมายใน พ.ร.ก. กู้เงินฉบับนี้ (กรอบวงเงิน 4 แสนล้านบาท) บัญญัติข้อจำกัดไว้อย่างชัดเจนและเคร่งครัดว่า:

“เงินกู้ตามพระราชกำหนดนี้จะนำไปใช้เพื่อการอื่นนอกจากการดังต่อไปนี้มิได้”

และใน มาตรา 5 (1) ระบุว่า “เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน”

ถ้อยคำดังกล่าวมีน้ำหนักทางกฎหมายสูงมาก เพราะเป็นบทบัญญัติที่ล็อก “วัตถุประสงค์” ของการใช้เงินกู้โดยตรง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พ.ร.ก. ไม่ได้เซ็นเช็คเปล่าให้รัฐบาลกู้เงินไปใช้จ่ายอะไรก็ได้ตามใจชอบ แต่อนุญาตให้กู้ภายใต้เงื่อนไขเฉพาะเพื่อแก้วิกฤตพลังงานเท่านั้น

เมื่อรัฐบาลนำเงินกู้ก้อนนี้ไปจ่ายเป็นค่าสวัสดิการพื้นฐานรอบปกติ (เช่น ค่าครองชีพพื้นฐาน 300 บาท ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเดินทาง) ซึ่งเป็นงบประมาณที่รัฐบาลมีหน้าที่ต้องจัดสรรให้อยู่แล้วในทุกๆ ปี เพียงแต่รอบนี้รัฐบาลประเมินงบประมาณผิดพลาดจนเงินหมดลงตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคม คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า “นี่คือการเยียวยาวิกฤตพลังงานตรงตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย หรือเป็นเพียงการหาทางลัดเพื่อโปะงบประจำที่ขาดมือ?” 💸

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “ผู้รับเงิน” แต่อยู่ที่ “เหตุผลของการจ่าย”

ข้อโต้แย้งทางฝั่งผู้ร้องไม่ได้ปฏิเสธว่าผู้ถือบัตรคนจนไม่ใช่กลุ่มเปราะบาง และไม่มีใครเถียงว่าพวกเขาไม่เดือดร้อนจากค่าครองชีพ แต่ประเด็นคือสวัสดิการนี้เป็นสิ่งที่รัฐต้องจ่ายในสถานการณ์ปกติอยู่แล้ว หากรัฐบาลสามารถหยิบเงินกู้พิเศษมาใช้แทนงบปกติได้ เพียงเพราะอ้างว่า “ชาวบ้านเดือดร้อนจากวิกฤตพลังงาน” ขอบเขตของกฎหมายจะเหลืออะไร?

เพราะในความเป็นจริง ประชาชนเกือบทุกคนในประเทศย่อมได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หากตีความกฎหมายอย่างกว้างเกินไป เงื่อนไขในมาตรา 5 ย่อมกลายเป็นเพียง “เสือกระดาษ” ที่ไม่มีผลจำกัดอำนาจบริหารของรัฐบาลเลย และจะกลายเป็นบรรทัดฐานที่อันตรายในการซุกซ่อนหนี้สาธารณะในอนาคต

ส่องคดีระดับโลก: เมื่อ “เงินกระเป๋าพิเศษ” ถูกนำไปใช้ผิดประเภท

หลักการควบคุมอำนาจเงินแผ่นดินไม่ใช่เรื่องใหม่ และในต่างประเทศที่เข้มงวดเรื่องวินัยการคลัง ศาลเคยระงับการกระทำลักษณะนี้ของฝ่ายบริหารมาแล้ว:

กรณีงบสร้างกำแพงชายแดนของ โดนัลด์ ทรัมป์: หัวใจของคดีคือ ฝ่ายบริหารจะโยกย้ายเงินที่รัฐสภาอนุมัติไว้เพื่อวัตถุประสงค์หนึ่ง ไปใช้กับอีกวัตถุประสงค์หนึ่งตามใจชอบไม่ได้ เพราะอำนาจในการอนุมัติเงินแผ่นดินเป็นของฝ่ายนิติบัญญัติ (รัฐสภา) ไม่ใช่ฝ่ายบริหาร

คดีประวัติศาสตร์ศาลรัฐธรรมนูญเยอรมนี (พ.ย. 2023): นี่คือ “โมเดลแฝด” ที่ใกล้เคียงกับไทยที่สุด รัฐบาลเยอรมันพยายามโอนย้าย “เงินกู้เหลือใช้จากวิกฤตโควิด-19” ไปใส่ในกองทุนเปลี่ยนผ่านพลังงานและสภาพภูมิอากาศ (KTF) เพื่อขับเคลื่อนนโยบายปกติ ศาลรัฐธรรมนูญเยอรมันวินิจฉัยทันทีว่า “ขัดรัฐธรรมนูญอย่างร้ายแรง” โดยย้ำว่า เหตุแห่งการกู้และวัตถุประสงค์ต้องเชื่อมโยงกันอย่างแท้จริง เงินกู้ฉุกเฉินต้องใช้กับเหตุฉุกเฉินนั้น ไม่ใช่เอามาดองหรือโอนไปแก้ปัญหางบประมาณทั่วไปของรัฐบาล

ข้อต่อสู้ของฝั่งรัฐบาล: มุมมองที่ต่างออกไป

อย่างไรก็ตาม คดีนี้ไม่ได้มีคำตอบที่ง่ายดายเพียงด้านเดียว รัฐบาลเองก็มีแนวคิดทางกฎหมายที่สามารถยกขึ้นสู้ได้เช่นกัน:

1.กลุ่มเป้าหมายตรงกัน: รัฐบาลอ้างได้ว่าผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐคือกลุ่มที่เปราะบางที่สุด และได้รับแรงกระแทกจากวิกฤตพลังงานหนักที่สุด การส่งเงินอุดหนุนจึงเข้าข่ายมาตรา 5 (1)

2. ตัวบทไม่ได้ห้ามโครงการเดิม: ใน พ.ร.ก. ไม่ได้เขียนคำว่าต้องใช้กับ “โครงการใหม่” เท่านั้น ดังนั้น แม้จะเป็นโครงการเดิม แต่ถ้าผลลัพธ์ของมันช่วยบรรเทาทุกข์จากวิกฤตพลังงานได้ ก็ย่อมอยู่ในขอบเขตที่ทำได้

คดีนี้จึงกลายเป็นการต่อสู้กันด้วย “ศาสตร์แห่งการตีความเจตนารมณ์กฎหมาย” อย่างละเอียดและเข้มข้น

บทสรุป: คดีนี้สำคัญกว่าตัวเลข 18,800 ล้านบาท

ปลายทางของคดีนี้ ฝ่ายค้านย้ำชัดว่าไม่ได้ต้องการให้ระงับการแจกเงิน ประชาชนต้องได้เงินเท่าเดิม แต่รัฐบาลต้องไปเปลี่ยนแหล่งเงิน เช่น ไปดึงมาจาก เงินสำรองจ่ายฉุกเฉิน (งบกลาง) ที่มีอยู่ 5 หมื่นล้านบาท หรือออก พ.ร.บ. โอนงบประมาณ ให้ถูกต้องตามขั้นตอน

สิ่งที่ทำให้คดีนี้น่าจับตามองที่สุด จึงไม่ใช่แค่เรื่องตัวเงินหมื่นกว่าล้าน แต่คือ “อนาคตวินัยการคลังของประเทศไทย”

ถ้าหากรัฐบาลชนะ: รัฐบาลในอนาคตจะมี “ความยืดหยุ่น” สูงมาก สามารถตีความกฎหมายกู้เงินแบบเหมาเข่งเพื่อดึงเงินพิเศษมาโปะรายจ่ายประจำได้เรื่อยๆ ตราบใดที่หาเหตุผลเชื่อมโยงได้

ถ้าหากฝ่ายค้านชนะ: จะเกิดบรรทัดฐานใหม่ที่ระบุชัดเจนว่า ฝ่ายบริหารต้องเคารพขอบเขตของรัฐสภาอย่างเคร่งครัด เงินกู้พิเศษต้องใช้เพื่อเหตุพิเศษเท่านั้น ห้ามนำมาสอดไส้แก้ปัญหาถังแตกเด็ดขาด

ไม่ว่าผลคำวินิจฉัยจะออกมาในทิศทางใด คดีนี้จะเป็นหมุดหมายสำคัญที่จะกำหนดมาตรฐานและปิด-เปิดช่องโหว่ในการใช้เงินกู้ของรัฐไทยไปอีกนานแสนนานครับ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ยายวัย 91 ปี เลี้ยงลูกพิการ 4 คน ไม่ผ่านเกณฑ์รับสิทธิบัตรคนจน

ผู้ใหญ่บ้านทุ่งไผ่ อ.ปะคำ จ.บุรีรัมย์ ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลคุณยาย 91 ปี เลี้ยงลูกพิการ 4 คน หลังชวดสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เหตุเคยมีเงินบริจาคหลักแสน แม้ความจริงถูกใช้จ่ายเกือบหมดแล้ว เร่งส่งข้อมูลอำเภอ พิจารณาช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ตกหล่น

‘คลัง’ยอมแล้ว!จ่อชงทบทวนเกณฑ์คัดกรองบัตรคนจน

‘คลัง’ ยอมแล้ว! เตรียมชงคณะกรรมการบัตรคนจนทบทวนเกณฑ์โครงการบัตรคนจน ปมลูกใช้สิทธิพ่อแม่ลดหย่อนภาษี ยืนยันได้ข้อสรุปใหม่ก่อนประกาศผลคัดกรองวันที่ 17 ก.ค. นี้ พร้อมรับฟังข้อเรียกร้องสมาคมภัตตาคารไทยอ้อนขอเข้าร่วมไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ยันอยู่ระหว่างเร่งพิจารณาโครงการให้ความช่วยเหลือให้ตรงจุดต่อไป

'ศิริกัญญา' ยื่นผู้ตรวจการฯ สอบรัฐบาลถังแตก ใช้เงินกู้แก้วิกฤตพลังงานโปะรายจ่ายประจำ ชี้ผิดวินัยการคลัง-ละเมิดรธน.

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน เข้ายื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้ตรวจสอบรัฐบาลในกสรใช้เงินกู้ไปกับงบรายจ่ายประจำส่อผิดกฎหมาย ว่า ตนมายื่นเรื่องร้องเรียนกับผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ยื่นเรื่องไปที่ศาลปกครอง ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติ ครม.อนุมัติ โครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในส่วนที่อนุมัติเงิน 18,800 ล้านบาท เพื่อใช้ในสวัสดิการตามปีงบประมาณ 2569 ตลอดปี

'ไหม' จี้รัฐบาลทบทวน มติครม. ออกเกณฑ์ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ ยุติความสับสน

'ไหม' แนะ 'รัฐบาล' ทบทวนมติ ครม. ออกหลักเกณฑ์กลั่นกรองผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มองแม้ทบทวนเฉพาะปีนี้ แต่รอบภาษีปีหน้าต้องมาลุ้นกันอีก

ซ้ำซ้อน! 'อดีตรมว.คลัง' ชี้ชัด 'บัตรคนจน-ไทยช่วยไทยพลัส' ใช้กระสุนพร่ำเพรื่อเกินความจำเป็น

ธีระชัยชี้กระทรวงคลังเริ่มโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ไม่ได้คิดให้รอบคอบ มาถึงวันนี้ คงจะเพิ่งรู้ตัวและหาทางแก้ไข

อาจารย์เศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ชำแหละบทเรียนสังคมไทย เมื่อลดหย่อนพ่อแม่ชนกับบัตรคนจน

ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญข้อจำกัดทางการคลังมากขึ้นทุกปี และกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว การพยายามทำให้สวัสดิการมุ่งเป้าไปยังคนที่เดือดร้อนจริงมากขึ้น จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก และนี่คือจุดเริ่มต้นของดรามาครั้งนี้