นักข่าวเทวดา ชำแหละ ThaiPBS ฤาจะถึงคราอวสานสื่อสาธารณะ

11 ต.ค.2569-นายประวิตร โรจนพฤกษ์ นักเคลื่อนไหว และผู้สื่อข่าวอาวุโส เจ้าของฉายา”นักข่าวเทวดา” โพสต์เฟซบุ๊ก Pravit Rojanaphruk เรื่อง “ThaiPBS: ฤาจะถึงคราอวสานสื่อสาธารณะ? ข้อสังเกตตอนที่ 1 ว่าด้วยค่าพิธีกร 40,000 และ การ ‘ล็อกชื่อ’ ผลิตข่าวต่างประเทศ” เนื้อหาระบุว่า 40,000 บาทต่อการจัดรายการนั้นเกินสูงไปสำหรับการใช้จ่ายของสื่อสาธารณะ หน้าที่สื่อสาธารณะไม่ควรเป็นการผลิตซ้ำคอนเท้นท์ของสื่ออาวุโสอย่างสุทธิชัย หยุ่น หรือนายยวีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะพิธีกร เพราะทั้งสองคนมีที่ทางในสังคม มีพื้นที่ที่สามารถหาได้ในสื่อเอกชนอยู่แล้วเพราะชื่อเสียงและประสบการณ์

สื่อสาธารณะอย่างไทยพีบีเอสควรใช้เงินภาษีบาปอย่างคุ้มค่าและก้าวหน้า จ้างและสร้างคนเก่งหน้าใหม่มาเป็นพิธีกร โดยเฉพาะในเมื่อไม่ต้องพึ่งเรตติ้งค์หรือโฆษณา แทนที่จะผลิตซ้ำโครงสร้างความเหลื่อมล้ำของสื่อ โดยจ่ายค่าตอบแทน (หรือค่าโง่) จากภาษีประชาชนถึงตอนละ 40,000 บาท ในขณะที่นักข่าวหน้าใหม่ที่นั่นเงินเดือนแค่สองหมื่น (คือถ้าสื่อเอกชนเจ้าไหนอยากจ้างด้วยเรทนี้ หรือสูงกว่า ซักแสนสองแสนต่ออีพี ผมไม่มีปัญหาเลย) หรือขอพูดเป็นภาษาอังกฤษคือ We don’t need more of the same from Thai public broadcaster, to replicate and reinforce media structural inequality.

ส่วนกรณีค่าจ้างแบบเจาะจงตัว ที่มีรายงานว่าผลิตข่าวต่างประเทศตอนละ 2.3 แสนบาทนั้น คำถามสำคัญคือข่าวต่างประเทศเหล่านั้นให้อะไรที่แตกต่าง ใหม่ หรือมีคุณภาพกว่าข่าวต่างประเทศจากหลายสำนักข่าวระดับโลก อย่างมีนัยยะสำคัญหรือไม่ เมื่อเทียบกับของนอก ที่เราสามารถแปลเป็นไทย >ถ้าไม่ แล้วจะทำไปเพื่อสนองอะไร? เอาเงินจำนวนมิน้อยเหล่านี้มาเสริมความเข้มแข็งของโต๊ะข่าวต่างประเทศ Thai PBS หรือแม้กระทั้งส่งนักข่าวไปประจำต่างประเทศสัก 2-3 เมืองในเมืองสำคัญในโลก จะคุ้มค่าเงินภาษีบาปกว่าไหม?

ปล. ศัพท์ทางวารสารศาตร์มีคำว่า parachute J journalism ซึ่งหมายความว่า ทำข่าวต่างประเทศแบบฉาบฉวย เหมือนโดดร่มลงไปทำข่าวไม่กี่วัน แล้วกลับมาเขียนหรือผลิตรายการข่าวดั่งผู้เชี่ยวชาญประเทศนั้น เป็นสิ่งที่พึงระวัง

ส่วนที่ไทยรัฐรายงานว่า: “ “ใบตองแห้ง” โพสต์ย้อน สตง. หลังจี้ Thai PBS ปมจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจง ป้อง ล็อกชื่อ “กรุณา บัวคำศรี” พร้อมให้งบ 240,000 บาท/ตอน เพราะต้องการคนคุณภาพ-คนดูเชื่อถือ ลั่น ถ้าเปิดประมูลตามระเบียบแบบที่ต้องการ อาจได้ใครก็ไม่รู้ที่ยอมตัดราคา-ลดค่าตัว แบบการประมูลตึก สตง.นั่นเอง”

เรื่องนี้ขอเห็นต่าง เพราะเป็นการปิดโอกาสผู้อื่นที่พอมีศักยภาพมาแข่งขันกับคุณ กรุณา เป็นการตอกย้ำความเหลื่อมล้ำของระบบนิเวศน์สื่อไทย โดยใช้ภาษีประชาชน และไม่เป็นธรรม พร้อมทั้งเป็นการเข้าใจผิดหรือบิดเบือนอย่างยิ่งที่จะไปสรุปฟันธงล่วงหน้าว่าหากเป็นคนอื่นทำ ที่ไม่ใช่ กรุณา บัวคำศรี คุณภาพข่าวต่างประเทศ จะเละเหมือนกับบริษัทรับเหมาก่อสร้างตึก สตง. ที่ถล่ม (เพราะประมูลเปิดส่วนใหญ่ ที่ไม่ล็อกสเปคล็อคชื่อ ไม่มีปัญหา และปัญากรณี สตง. คือวิธีการตัดสินพิจารณา)

อนึ่ง การล็อกชื่อล็อกสเปคไม่ต่างจากการคอรัปชั่น และหากใครเชื่อว่าการล็อกสเปคหรือล็อกชื่อเป็นสิ่งดีงามและยุติธรรม ก็ควรเรียกร้องให้ต่อไปนี้ หน่วยงานรัฐทุกหน่วยงาน ล็อกสเปคล็อกชื่อไปเลย! อย่าเอากรณี 0.0001% การผลการประมูลการก่อสร้างตึก สตง. มาเป็นข้ออ้างปกป้องการให้งบจากภาษีประชาชน แบบล็อกชื่อ กรุณา บัวคำศรี ไปรวมกว่า 12 ล้างบาท เฉพาะในปีนี้ (ข่าวแนวหน้ารายงานว่า รวมงบประมาณการผลิตรายการดังกล่าวในรอบปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 12,058,900 บาท)

ปล. และการล็อกชื่อไม่ผิดระเบียบไทยพีบีเอสเองหรือ? ถ้าไม่มีระเบียบห้าม ก็ควรปฎิรูปและเพิ่มระเบียบนี้

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ภูมิใจไทย เขย่าภาษีบาป เราไปแตะหม้อข้าวเขา

ยังคงมีปฏิกิริยาจากฝ่ายต่างๆ ตามมา กับกรณี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและสส.พรรคภูมิใจไทย เข้าชื่อกันเสนอร่างกฎหมายสี่ฉบับเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฏร

นักวิชาการ แนะ TPBS เปิดให้ปชช.เห็นคุณค่าสาธารณะ คำว่า 'ปรสิตทางงบประมาณ' จะหมดไป

'อ.สุวินัย' ชี้ 'ไทยพีบีเอส' เป็นสื่อสาธารณะ มีอิสระจากตลาดต้องรับผิดขอบต่อประชาชนมากขึ้น แต่เมื่อองค์กรคิดกลับหัว งบประมาณไม่เป็นเครื่องมือของภารกิจ จึงกลายเป็น 'ปรสิตทางงบประมาณ' ย้อนถามบุคคลากรจำนวนมากความสามารถเพิ่มหรือลดลง เหตุใดจากบุคคลภายนอก แนะเปิดให้ประชาชนเห็นคุณค่าสาธารณะ คำว่า 'ปรสิตทางงบประมาณ' จะหมดไปเอง