'วัชระ' บี้ ป.ป.ช. เร่งไต่สวน 'เศรษฐา' ส่อผิดจริยธรรมร้ายแรง

"วัชระ" อ้างคำร้อง 40 สว. ยื่น ปปช.ย้ำ "เศรษฐา" ตั้ง "พิชิต" ผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง ชี้สภาทนายไม่รับจดทะเบียนทนายความถึง 2 ครั้ง มีศักดิ์ศรีมากกว่า ครม.

30 พ.ค.2567 - เวลา 10.30 น. ที่สำนักงาน ป.ป.ช. นายวัชระ เพชรทอง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ เดินทางไปยืนหนังสือถึง นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อขอให้สำนักงาน ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวน นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ส่อว่ากระทำผิดจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่ จากกรณีเสนอชื่อนายพิชิต ชื่นบาน ให้ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยนำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งและเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศลงวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๖๗ แต่งตั้ง นายพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตามที่เคยเสนอข่าวไปก่อนหน้านี้นั้น

โดยนายวัชระ เปิดเผยว่า "...การมายื่นหนังสือของตนในวันนี้ เพื่อติดตามสอบถามสำนักงาน ป.ป.ช. ดำเนินการต่อกรณีดังกล่าวถึงขั้นตอนใดแล้ว เนื่องจากคดีนี้อยู่ในความสนใจของพี่น้องประชาชน และบัดนี้ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก (๖ ต่อ ๓) มีคำสั่งรับคำร้องกรณีประธานวุฒิสภาส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ วรรคสาม ประกอบมาตรา ๘๒ ว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ นายพิชิต ชื่นบาน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ วรรคหนึ่ง (๔) ประกอบมาตรา ๑๖๐ (๔) และ (๕) หรือไม่ (เรื่องพิจารณาที่ ๑๗/๒๕๖๗)

ทั้งนี้ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำแถลงผลการพิจารณามีคำสั่งรับคำร้องประธานวุฒิสภาและสมาชิกวุฒิสภา จำนวน ๔๐ คน แสดงว่าคดีมีมูล และตนขอยืนยันว่า นายเศรษฐา ทวีสิน รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่า นายพิชิต ชื่นบาน ได้กระทำความผิดตามคำสั่งศาลฎีกาที่ ๔๕๙๙/๒๕๕๑ และต่อมาสภาทนายความมีมติลงโทษให้ลบชื่อนายพิชิตฯ ออกจากทะเบียนทนายความด้วยเหตุที่นำเงินสด ๒ ล้านบาทไปติดสินบนเจ้าหน้าที่ศาลในบัลลังก์ศาลฎีกาและศาลฎีกามีคำสั่งที่ ๔๕๙๙/๒๕๕๑ ให้จำคุก ๖ เดือน แสดงว่านายพิชิตฯ เป็นบุคคลที่มีการกระทำการอันเป็นการไม่ซื่อสัตย์สุจริตและฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง แม้ต่อมานายพิชิตฯ ได้ยื่นคำขอต่อสภาทนายความเพื่อจดทะเบียนใบอนุญาตทนายความอีกถึง ๒ ครั้ง ๒ ครา คณะอนุกรรมการกลั่นกรองของสภาทนายความฯ และสภาทนายความฯ ก็ไม่ได้อนุมัติ แสดงให้เห็นถึงความผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรงที่สุดที่บังอาจนำถุงขนมใส่เงินสด ๒ ล้านบาท ไปติดสินบนถึงบัลลังก์ศาลฎีกา นายพิชิตฯ จึงเป็นบุคคลที่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามเป็นรัฐมนตรี

การกระทำของนายเศรษฐาฯ ที่เสนอทูลเกล้าแต่งตั้งนายพิชิตฯ เมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๖๗ ให้ได้เป็นรัฐมนตรี การกระทำดังกล่าวของนายเศรษฐาฯ จึงเป็นการกระทำด้วยความไม่ซื่อสัตย์สุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่มีพฤติกรรมที่รู้เห็นและยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เป็นการกระทำที่ขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม

ทั้งนี้ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ย่อมก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นการคบค้าสมาคมกับผู้มีความประพฤติหรือผู้มีชื่อเสียงในทางเสื่อมเสียอันอาจกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนในการปฏิบัติหน้าที่ ทำให้นายเศรษฐาฯ ขาดคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๖๐ (๔) โดยเหตุขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และการกระทำของนายเศรษฐาฯ มีลักษณะต้องห้ามความเป็นรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๖๐ (๕) ด้วยเหตุนายเศรษฐาฯ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมที่ใช้บังคับกับคณะรัฐมนตรีดังนี้

ข้อ ๗ ต้องถือว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าผลประโยชน์ส่วนตน

ข้อ ๘ ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตไม่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบเพื่อตนเองหรือผู้อื่นและมีพฤติการณ์ที่รู้หรือเห็น หรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ

ข้อ ๑๑ ไม่กระทำการอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม ทั้งนี้ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม

ข้อ ๑๗ ไม่กระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง

ข้อ ๑๙ ไม่คบหาสมาคมกับคู่กรณีผู้ประพฤติผิดกฎหมายผู้มีอิทธิพล หรือผู้มีความประพฤติหรือผู้มีชื่อเสียงในทางเสื่อมเสียอันอาจกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนในการปฏิบัติหน้าที่

อนึ่งการที่สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์มีมติไม่รับ นายพิชิต ชื่นบาน ให้จดทะเบียนรับใบอนุญาตว่าความอีก ย่อมแสดงว่าสภาทนายความฯ มีเกียรติยศและศักดิ์ศรีมากกว่าคณะรัฐมนตรีชุดนายเศรษฐา ทวีสิน..."

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ดีเอสไอ' แจงพัลวัน! คดีเขากระโดงยังไม่ยุติ อำนาจวินิจฉัยอยู่ที่ ป.ป.ช.-ศาล

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกเอกสารข่าวตามที่ปรากฏข่าวสารผ่านสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ ว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษยุติการสืบสวน กรณีคดีที่ดินเขากระโดง จนทำให้เกิดความเข้าใจต่อสาธารณชนว่ากระบวนการในเรื่องดังกล่าวเสร็จสิ้นและไม่มีการดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว นั้น

ป.ป.ช. ฟัน 'อดีตผู้ว่าฯ 4 จังหวัด' ร่ำรวยผิดปกติ 321 ล้าน

นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา

ดร.ณัฏฐ์ เตือน ปปช. ขยายเวลาฟ้อง 44 อดีต สส.ก้าวไกล เสี่ยงผิดเสียเอง!

สืบเนื่อง มติ ปปช. จะครบกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ ปปช.ชี้มูลความผิดกับอดีต 44 สส.ก้าวไกล เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ครบกำหนดในวันที่ 11 มีนาคม 2569 นี้ โ

'วัชระ' อัด ปปช. ดองคดี 'สันทัด-แสวง' ดื่มเหล้าในห้องประชุม กกต.

นายวัชระ เพชรทอง อดีตสส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตามที่ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อพลตำรวจเอกวัชรพล ประสานราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.)เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2564 ร้องเรียนนายสันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ ตำแหน่ง กรรมการการเลือกตั้ง ว่าจัดเลี้ยงฉลองวันเกิดที่ห้องประชุมบนอาคารกกต.

ป.ป.ช. ขอขยายเวลายื่นศาลฎีกา ฟันอดีต 44 สส.ก้าวไกล

นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงความคืบหน้าการส่งคำร้องชี้มูลความผิดจริยธรรมร้ายแรงอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล กรณีเข้าชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ให้ศาลฎีกาพิจารณา ที่จะครบกำหนดระยะเวลา 30 วัน ในวันที่ 9 มี.ค.ว่า การร่างคำร้องเสร็จแล้ว แต่อยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบข้อเท็จจริง