17 พฤศจิกายน 2568 - รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความเรื่อง ประวัติศาสตร์ที่ซับซ้อนกว่าคำกล่าว "ชนะสงคราม แต่แพ้การพัฒนาไปกว่า 20-30 ปี" มีเนื้อหาดังนี้
บทความของ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกกรมกิจการพลเรือนทหารบก กองทัพบก จาก มหาวิทยาลัย จอร์จทาวน์ และ มหาวิทยาลัย มิชิแกน เรื่อง “บทเรียนจากโลกจริง” พูดถึงความขัดแย้งทางชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อผู้นำเลือก “รบเพื่อเอาใจประชาชน” แต่ประเทศต้องจ่ายราคาแพงนานหลายทศวรรษ พร้อมยกตัวอย่างกรณีสงครามถึง 5 แห่งมาสนับสนุนความคิดที่ว่าไทยไม่ต้องรบกับกัมพูชา เพราะหากไทยรุกหรือเปิดศึก ความชอบธรรมจะกลับหัวทันที จากที่กำลังชนะโดยไม่ต้องรบอยู่แล้ว
บทความของผมชิ้นนี้จึงจำต้องแยกประเด็นขัดแย้งความเห็น “ข้อสรุปเชิงยุทธศาสตร์สำหรับประเทศไทย” ของ ดร.นพดล กรรณิกา เป็นชิ้นหนึ่ง กับตัวอย่างสงครามที่ท่านยกมาสนับสนุนความเห็น ซึ่งคงขอพูดเฉพาะกรณีแรก “เวียดนาม- ชนะสงคราม แต่แพ้การพัฒนาประเทศไปกว่า 20-30 ปี” เป็นอีกชิ้นหนึ่งเท่านั้น ส่วนตัวอย่างสงครามชิ้นอื่น ๆ ที่ล้วนก็มีข้อสังเกตไม่ต่างกันนัก จะขอข้ามไปก่อน
ต่อเรื่องสงครามเวียดนาม-กัมพูชา ปี 1978
ดร.นพดล กรรณิกา เห็นว่า การรุกเข้าไปกัมพูชาของเวียดนามในปี 1978 นั้นเป็นการรบที่ “ทำให้ได้ใจ”ประชาชนในช่วงสั้น ๆ แต่ประเทศต้องเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ-การทูตไปกว่า 20-30 ปี ด้วยเหตุผลว่า 1. ทำให้โดนคว่ำบาตรกว่า 19 ปี 2. ถูกโดดเดี่ยวจากเวทีโลก 3. ถูกจีนทำสงครามสั่งสอน 4. ประชาชนถูกจำกัดการเดินทางต่างประเทศ และ 5. ใช้เวลา 30 ปีถึงฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้
ดูจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และบริบททางการเมืองระหว่างประเทศในยุคนั้น จะพบว่าข้อสรุปของ ดร.นพดล กรรณิกา มีข้อจำกัดหลายประการ ทั้งในแง่ของการเข้าใจความซับซ้อนของเหตุการณ์ และโครงสร้างอำนาจที่ครอบงำภูมิรัฐศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปลายทศวรรษ 1970
เหตุผลแรกที่ต้องกล่าวให้ชัด คือ เวียดนามไม่ได้ "รุกรานกัมพูชา" โดยไม่มีเหตุ หากแต่เป็นผลสืบเนื่องจากสงครามชายแดนที่เขมรแดงเป็นฝ่ายเริ่มต้น ระหว่างปี 1977-1978 เขมรแดงได้ส่งกองกำลังข้ามแดนโจมตีเวียดนามมากกว่า 100 ครั้ง โดยสังหารพลเรือนเวียดนามนับหมื่นคน ตามจังหวัดชายแดน พร้อมทั้งประกาศว่าเวียดนามเป็นศัตรูตัวฉกาจ และเรียกร้องให้คืนดินแดนที่กัมพูชาอ้างว่าเป็นของตน
ขณะเดียวกัน ความป่าเถื่อนของรัฐบาลเขมรแดง ระหว่างปี 1975-1979 ที่ได้สังหารประชาชนระหว่าง 1.5-2 ล้านคน ที่นักประวัติศาสตร์จำนวนมากจัดว่าเป็นหนึ่งในการ “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่โหดร้ายที่สุด” ของศตวรรษที่ 20
ในบริบทเช่นนี้ เวียดนามตัดสินใจตอบโต้และโค่นล้มเขมรแดงที่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของตนเอง และยุติความชั่วร้ายในกัมพูชา จึงไม่ใช่การแสวงหาอำนาจหรือผลประโยชน์เชิงจักรวรรดินิยมอย่างที่การโฆษณาชวนเชื่อจากหลายสำนักหลายประเทศพยายามอธิบาย
การที่เวียดนามหลังปี 1975 ยืนอยู่ฝ่ายสหภาพโซเวียต ย่อมทำให้เวียดนามตกเป็นเป้าของการโจมตีอย่างรุนแรง การยุติการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ในกัมพูชา จึงมิได้รับคำยกย่องใด ๆ จากโลกตะวันตก ในระหว่างสงครามเย็นที่จีนสนับสนุนเขมรแดงอย่างเปิดเผย ไทยเองก็สนับสนุนเขมรแดงหลังถูกเวียดนามขับไล่ พฤติกรรมของเวียดนามถูกมองว่าเป็นการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นการเพิ่มอิทธิพลของโซเวียต มากกว่าจะถูกมองว่าเป็นการหยุดยั้งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ นี่คือเหตุผลว่าทำไมในสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ เขมรแดงยังคงเป็นผู้ครองเก้าอี้ตัวแทนของประเทศกัมพูชาต่อเนื่องไปอีกจนถึงปี 1991
การล้าหลังทางเศรษฐกิจของเวียดนามเกิดขึ้นเพราะการตอบโต้ของมหาอำนาจในยุคสงครามเย็น ไม่ใช่เพราะการตัดสินใจโค่นเขมรแดง เพราะแม้เวียดนามไม่บุกกัมพูชาในปี 1978 ประเทศก็ยังคงถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอยู่ดีจากสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น ชาติอาเซียนและพันธมิตรตะวันตก สหรัฐฯ เริ่มการคว่ำบาตรมาตั้งแต่หลังสงครามในปี 1975 ไม่ใช่เพิ่งมาคว่ำบาตรเมื่อเวียดนามบุกกัมพูชา เปรียบเทียบกับกรณีของคิวบาและเกาหลีเหนือที่ถูกคว่ำบาตรมาตลอดจนทุกวันนี้ โดยไม่เคยรุกรานประเทศใดเลย
เหตุการณ์การโค่นเขมรแดงนั้น เป็นการกระทำเพื่อปกป้องตนเองและมีผลลัพธ์ทางมนุษยธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ คือยุติการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ช่วยชีวิตประชาชนกัมพูชานับล้านคน แม้เวียดนามจะต้องแบกรับต้นทุนทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างหนักก็ตาม การตัดสินใจของเวียดนามในปี 1978 อาจไม่สมบูรณ์แบบ แต่เมื่อพิจารณาจากทางเลือกที่มีอยู่ในขณะนั้น มันคือการตัดสินใจที่มีเหตุผลทางยุทธศาสตร์ และถูกต้องทางศีลธรรม
การล้าหลังทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในทศวรรษ 1980 ของเวียดนาม จึงไม่ใช่ผลโดยตรงจากการเข้าไปโค่นเขมรแดง แต่เป็นผลสะสมจากการถูกคว่ำบาตรระยะยาวจากประเทศตะวันตก (1975-1994) การมีข้อขัดแย้งกับจีน (1979) และความตึงเครียดที่ต่อเนื่อง ภาระทางทหารในกัมพูชา (1979-1989) และที่สำคัญคือโครงสร้างเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมรวมศูนย์ในเวียดนามเองที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ
การฟื้นตัวของเวียดนามเริ่มต้นจริงจังหลังการปฏิรูปในปี 1986 ที่ปรับเปลี่ยนไปสู่เศรษฐกิจการตลาด การถอนทหารออกจากกัมพูชา (1989) การล่มสลายของสหภาพโซเวียตและการสิ้นสุดสงครามเย็น (1991) การได้รับการยอมรับจากนานาชาติและการยกเลิกการคว่ำบาตร (1994)
การวัดผลลัพท์ของสงครามโดยใช้เพียงต้นทุนทางเศรษฐกิจ มาชั่งน้ำหนักกับชีวิตมนุษย์นับล้านคน เป็นปัญหาความบกพร่องทางจริยธรรมและมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง คำถามที่อยากถาม คือ มูลค่าของชีวิตมนุษย์ 1-2 ล้านคนที่ถูกช่วยไว้นั้น มีค่าน้อยกว่า GDP ที่อาจเพิ่มขึ้นอย่างนั้นหรือ
การกล่าวว่าเวียดนามบุก “เพื่อได้ใจประชาชน” นั้นขาดหลักฐานในความเป็นจริง ประชาชนเวียดนามเพิ่งผ่านสงครามมาอย่างยาวนาน ไม่มีใครต้องการสงครามครั้งใหม่ รัฐบาลเวียดนามได้พยายามเจรจากับเขมรแดงก่อนหน้านี้ แต่ถูกปฏิเสธ (วิธีการบิดเบือนและกลับกลอกไม่ต่างจากที่กัมพูชาใช้กับไทยในทุกวันนี้)
ประวัติศาสตร์ของเวียดนามในช่วงหลังสงครามจึงไม่อาจอธิบายได้ด้วยประโยคง่าย ๆ ว่า "ชนะสงคราม แต่แพ้การพัฒนา" การกล่าวโทษว่า "การช่วยกัมพูชา ทำให้เวียดนามล้าหลัง 20-30 ปี" จึงเป็นข้อสรุปที่คลาดเคลื่อนทั้งในแง่ข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ ไม่สะท้อนความจริงและความเข้าใจถึงความซับซ้อนของเหตุการณ์ ทั้งเป็นการด้อยค่าบทบาทที่ควรได้รับการยกย่องในแง่มนุษยธรรม อันเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่ช่วยยุติความป่าเถื่อนโหดร้ายที่สุดของภูมิภาคนี้ในศตวรรษที่ผ่านมา.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'อ.บุญส่ง' แพร่บทความ ถ้าการบุกจับผู้นำรัฐอื่น 'ถูกกฎหมาย' : ระเบียบโลกก็ไร้ความหมาย
รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความเรื่อง ถ้าการบุกจับผู้นำรัฐอื่น “ถูกกฎหมาย”: ระเบียบโลกก็ไร้ความหมาย มีเนื้อหาดังนี้
สปีดสเก็ตติ้งระยะสั้นผลัดผสม ทีมชาติไทยคว้าเหรียญทองซีเกมส์ จารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่
สมาคมกีฬาฟิกเกอร์และสปีดสเก็ตติ้งแห่งประเทศไทย สร้างความภาคภูมิใจให้กับวงการกีฬาไทย หลังนักกีฬาทีมชาติไทยคว้า เหรียญทองแรกจากการแข่งขัน Short Track Speed Skating (สปีดสเก็ตติ้งระยะสั้น) ประเภทผลัดผสม (Mixed Relay) ในมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ได้สำเร็จ นับเป็น ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ของประเภทการแข่งขันดังกล่าว
'ฟิกเกอร์ฯ'สร้างประวัติศาสตร์ คว้า1เหรียญทอง1เงิน1ทองแดง 'ฟิกเกอร์สเก็ต'ซีเกมส์2025
สมาคมกีฬาฟิกเกอร์และสปีดสเก็ตติ้งแห่งประเทศไทย ประสบความสำเร็จครั้งสำคัญในมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ประจำปี 2025 จากการแข่งขันกีฬา Figure Skating ประเภทชายและหญิง
ยุบสภาในยามสงคราม : ไม่ใช่ทางออก และไม่ใช่ประชาธิปไตย
รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความ เรื่อง ยุบสภาในยามสงคราม: ไม่ใช่ทางออก และไม่ใช่ประชาธิปไตย มีเนื้อหาดังนี้
การเรียนประวัติศาสตร์ สำคัญต่อเรื่องการเมือง-นโยบายหรือไม่ 'เอ็ดดี้' มีคำตอบ
ไม่มีชาติใดกำหนดอนาคตได้ ถ้าไม่รู้ว่าตัวเองเดินมาจากไหน ประเทศที่มองอดีตไม่ออก จะถูกครอบงำโดยผู้นำที่อ้างประวัติศาสตร์ผิดๆ

