นักวิชาการชี้ 'ภูมิใจไทย' มาถูกทาง หลังประกาศ คุมงานมั่นคง-เศรษฐกิจ

16 ก.พ.2569-ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช วิเคราะห์การสื่อสารผ่านเฟซบุ๊กของหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยต่อทิศทางนโยบายภายหลังการเลือกตั้ง โดยระบุว่า การที่พรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พร้อมจำนวน สส. 193 จาก 500 ที่นั่ง ถือเป็นการเปลี่ยนสมดุลอำนาจทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ การเลือกถือครองงานหลักของรัฐไว้กับพรรคเดียว โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง เกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศเผชิญโจทย์สำคัญสองด้านพร้อมกัน คือการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และความเปราะบางของสถานการณ์ชายแดน ตรงนี้ นำมาซึ่งการประกาศควบรวม เพื่อรักษาเอกภาพในการทำงาน โดยหวังผลงาน ที่เร็ว และชัดที่สุด ตรงนี้นับว่า เหมาะสม เพราะเป็นสถานการณ์เร่งด่วน

ผศ.ดร.เชษฐา ระบุว่า การมี สส. จำนวนมากทำให้พรรคแกนนำอยู่ในสถานะต่างจากรัฐบาลผสมหลายชุดก่อนหน้า เพราะมีฐานอำนาจในสภาแข็งพอจะกำหนดทิศทางนโยบายหลักได้เอง ไม่ใช่เพียงประสานผลประโยชน์พรรคร่วม ส่งผลให้แรงเสียดทานจากการต่อรองตำแหน่งและนโยบาย ซึ่งมักทำให้รัฐบาลไทยดำเนินงานล่าช้า อาจลดลง และเปิดทางให้กำหนดกรอบนโยบายก่อนแล้วจึงให้พรรคร่วมต่อรองในรายละเอียด

นอกจากนี้ การที่พรรคเดียวควบคุมทั้งเศรษฐกิจและความมั่นคง ยังเอื้อต่อการกำหนดนโยบายแบบบูรณาการ ซึ่งที่ผ่านมาไทยมักทำได้ยาก เนื่องจากกลไกเศรษฐกิจ การค้า และความมั่นคงอยู่ต่างพรรค ต่างกระทรวง และต่างแนวคิด โดยเฉพาะบริบทชายแดนที่ความมั่นคงไม่ได้จำกัดเพียงการทหาร แต่เกี่ยวข้องกับแรงงานข้ามแดน อาชญากรรมข้ามชาติ และเศรษฐกิจท้องถิ่น หากออกแบบนโยบายครบวงจรได้จริง ภายใต้การบริหารของพรรคเดียว อาจแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้มากกว่ามาตรการเฉพาะหน้า

ด้านเศรษฐกิจ มองว่าโอกาสของรัฐบาลอยู่ที่การใช้มาตรการกระตุ้นระยะสั้นควบคู่การลงทุนเชิงโครงสร้าง โดยภาพลักษณ์ของพรรคที่เน้นนโยบายพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐาน อาจช่วยผลักดันเศรษฐกิจภูมิภาค ลดความเหลื่อมล้ำ และกระจายฐานการเติบโต หลังจากที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการบริโภคในเมืองใหญ่และการท่องเที่ยวสูง

ผศ.ดร.เชษฐา เห็นว่า สถานะใหม่ของภูมิใจไทยจึงไม่ใช่เพียงชัยชนะทางการเมือง แต่เป็นบททดสอบความสามารถในการบริหารรัฐทั้งระบบ โดยวาระสำคัญหลังจากนี้อยู่ที่เศรษฐกิจและความมั่นคง และการที่พรรคแกนนำกำกับดูแลกระทรวงหลักเองจะช่วยให้การขับเคลื่อนนโยบายมีเอกภาพ

พร้อมระบุว่า ความสำเร็จของรัฐบาลอาจวัดได้จาก 3 ประเด็น คือ รัฐบาลตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้นหรือไม่ ระบบราชการขยับตามนโยบายหรือไม่ และประชาชนรู้สึกถึงผลลัพธ์จริงหรือไม่ ซึ่งปีแรกของรัฐบาลจะเป็นตัวชี้ว่า ภูมิใจไทยจะถูกจดจำเพียงพรรคที่ชนะเลือกตั้ง หรือพรรคที่สามารถกำหนดทิศทางประเทศได้อย่างแท้จริง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘เอกนิติ’ปักธงเข็นลงทุนปูพรมดันจีดีพีปี69โต3%+

‘เอกนิติ’ สุดปลื้มหลังสภาพัฒน์เผยตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/68 โตแรง 2.5% ฟุ้งรับบท ‘หมอเอก’ ผ่าตัดเศรษฐกิจไทยพ้น ICU ปักธงเข็นลงทุนปูพรมดันจีดีพีปี 69 วิ่งทะลุ 3%+ เตรียมพร้อมคนละครึ่ง พลัส-เที่ยวดีมีคืน บูมต่อเนื่อง

‘สภาพัฒน์‘เปิดจีดีพีปี69โต2.4%จับตาตั้งรัฐบาลใหม่ช้าหวั่นกระทบงบปี70

‘สภาพัฒน์’ เผย GDP ปี 2568 ขยายตัว 2.4% คาดการณ์ปี 2569 โต 1.5–2.5% จับตาความไม่แน่นอนทางการเมืองหลังเลือกตั้ง หวั่นกระทบการจัดทำงบฯปี 2570 หากตั้งรัฐบาลล่าช้าเกินมี.ค.–ต้นเม.ย. พร้อมเตรียมใช้เม็ดเงินรัฐวิสาหกิจ 9.2 หมื่นล้านบาทพยุงเศรษฐกิจหากจำเป็น

ปัด 'เนวิน' คุย 'ธรรมนัส' ยังรอสาย 'กล้าธรรม' ขอผสมน้ำเงิน

'ไชยชนก' ปัดกระแสลอยแพ 'กล้าธรรม' ถาม 'เนวิน' เกี่ยวอะไร หลังสะพัดนัดคุย 'ธรรมนัส' ยันภูมิใจไทยไม่ได้เชิญใครร่วมรัฐบาล เผย 'เพื่อไทย-พรรคเล็ก' ประสานมาเอง ย้ำยังไม่แบ่งกระทรวงฯ รอ กตต.รับรองก่อน