11 มี.ค.2569 - ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อดีตที่ปรึกษาศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ อาจารย์ประจำวิชา Cybersecurity วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ศิษย์เก่าด้าน ความปลอดภัยทางไซเบอร์และความเสี่ยง มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี ศิษย์เก่าด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ หลักสูตรเรียนร่วมคณะนายทหารจาก Joint Chiefs of Staff (JCS) เพนตากอนและมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี และศิษย์เก่าด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลและระเบียบวิธี (Data Science and Methodology) มหาวิทยาลัยมิชิแกน ออกบทความใหม่เรื่อง “จากฮอร์มุซ อิหร่านสู่ไทย อินโด-แปซิฟิก” ระบุว่า ประเทศไทยไม่ได้เลือกที่จะอยู่ในเกมมหาอำนาจของโลก แต่ภูมิรัฐศาสตร์ล็อกไทยไว้เป็น “เป้านิ่ง” ทำให้หลีกเลี่ยงเกมนี้ไม่ได้ ผมเขียนบทความเชิงยุทธศาสตร์นี้เพื่อคนไทยผู้รักชาติอ่านแล้ว “เข้าใจง่ายแต่ลึก” และมุ่งสู่เรื่องใหญ่ 3 ฝ่ายพร้อมกัน คือ คนไทยอ่านแล้วเห็นตรงกันว่า ต้องสนับสนุนให้ผู้มีอำนาจคิดเชิงยุทธศาสตร์และวางบทบาทที่ดีที่สุด มหาอำนาจอ่านแล้วเห็นว่า ไทยมีวุฒิภาวะไม่เลือกข้างแบบสุดโต่ง และเวทีนานาชาติเห็นว่า ไทยเป็นประเทศที่มีเหตุผลและเสถียรภาพ
เมื่อประเทศไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอยู่ในเกมมหาอำนาจ ดังนั้นไทยควรวางตัวอย่างไรในเกมนี้
เรียน คนไทยผู้รักชาติ ก่อนอื่น ผมขอชวนพวกเราทุกคนมองให้เห็นภาพใหญ่ให้ชัดของสถานการณ์วิกฤตโลกก่อนว่า ทำไมสมรภูมิเชิงยุทธศาสตร์ของโลกเมื่อถัดจากฮอร์มุซ อิหร่าน ไปก็คือ อินโด-แปซิฟิก คำตอบคือแบบนี้ครับ พลังงานที่ออกจากตะวันออกกลางไม่ได้หยุดอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ อิหร่านเท่านั้น แต่จะเดินทางต่อผ่านมหาสมุทรอินเดียเข้าสู่ “ช่องแคบมะละกา” และต่อไปที่ทะเลจีนใต้ก่อนกระจายไปยังเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ โดยมีช่องแคบไต้หวันเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลกอีกจุดหนึ่ง ต่อไปนี้ผมใช้ Net Assessment เป็นกรอบและเครื่องมือในการมองนะครับ เราลองมาดูตัวเลขเชิงยุทธศาสตร์กันน่าจะทำให้ทุกคนเห็นภาพใหญ่ได้ชัดขึ้น นั่นคือ น้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อิหร่านประมาณ 20 – 21 ล้านบาร์เรลหรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 20 ของการค้าปิโตรเลียมโลกเท่ากับประมาณ 60,000 ล้านบาทต่อวัน ดังนั้นช่องแคบฮอร์มุซจึงไม่ใช่เพียงพื้นที่ปฏิบัติการทางทหารเท่านั้นแต่ยังเป็นเสมือนต้นทางแห่งการค้าพลังงานและระบบเศรษฐกิจของโลกที่ว่าใครกุมหรือยึดพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซได้ย่อมจะเป็นผู้มีอำนาจต่อรองระบบเศรษฐกิจของโลกได้
คราวนี้เราลองมาดูตัวเลขระบบพลังงานของช่องแคบมะละกา จะพบว่า มีน้ำมันผ่านประมาณ 15 – 17 ล้านบาร์เรลต่อวันคิดเป็นมูลค่าการค้าพลังงานโลกเท่ากับประมาณ 43,000 – 49,000 ล้านบาทต่อวัน คราวนี้ล่ะถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดขึ้นต้องเปรียบช่องแคบฮอร์มุซ อิหร่าน เป็นเสมือน ก๊อกพลังงานของโลก ส่วนช่องแคบมะละกาคือ ท่อส่งพลังงานของโลก ใครยึดพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซ อิหร่านได้และมายึดพื้นที่ช่องแคบมะละกาได้อีกยิ่งจะทำให้ประเทศนั้นมีอำนาจต่อรองในระบบเศรษฐกิจของโลกมากยิ่งขึ้นไปด้วย นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมสมรภูมิเชิงยุทธศาสตร์ความมั่นคงของโลกทั้งทางทหาร เศรษฐกิจและไซเบอร์ต้องเป็นสมรภูมิ อินโด-แปซิฟิก และประเทศไทยอยู่กลางกระดานของเกมสมรภูมินี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทำไมต้องเป็นประเทศไทยที่ตกอยู่ใจกลางกระดานเกมมหาอำนาจระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา ทำไมไม่ใช่มาเลเซีย หรือ ทำไมไม่ใช่สิงคโปร์ หรือ ทำไมไม่ใช่อินโดนีเซีย ทั้ง ๆ ที่ทั้งสามประเทศนี้น่าจะเหมาะสมกว่าประเทศไทยเพราะอยู่ใกล้กับช่องแคบมะละกามากกว่าประเทศไทย คำตอบคือ ทั้งสามประเทศได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ต่างก็มีจุดแข็งด้วยกันทั้งสิ้นแต่เป็นจุดแข็งในบางมิติเท่านั้น นั่นคือ ทั้งสามประเทศเหล่านี้เป็นประเทศที่มีจุดได้เปรียบในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกในเรื่องทางทะเลโดยเราจะพบว่าในช่องแคบมะละกานั้นมี มาเลเซียและสิงคโปร์อยู่บน อินโดนีเซียอยู่ล่าง ช่องแคบมะละกาตั้งอยู่ระหว่างมาเลเซียและสิงคโปร์กับอินโดนีเซียแต่ทั้งมาเลเซียและอินโดนีเซียเป็นกลุ่มประเทศที่แยกส่วนกันโดยมาเลเซียมีสองดินแดนใหญ่ในขณะที่อินโดนีเซียมีหมู่เกาะต่าง ๆ มากมาย เพราะความเป็นเนื้อเดียวของดินแดนในเชิงภูมิรัฐศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญเพื่อใช้เป็นศูนย์กลางด้านระบบพลังงาน เศรษฐกิจ ไซเบอร์และความมั่นคงของภูมิภาค หากเปรียบเทียบอีกกลุ่มประเทศเหล่านี้เสมือนหน้าบ้านของช่องแคบมะละกา ส่วนประเทศไทยเปรียบเสมือนศูนย์ควบคุมหลังบ้านในลักษณะเครือข่ายได้ครบทั้งทางบก ทางทะเล อากาศและแม้แต่อวกาศที่ประเทศอื่น ๆ มีจุดดีจุดแข็งกว่าไทยแต่ไม่ครอบคลุมหลากหลายมิติเท่าประเทศไทย เช่น มาเลเซียและสิงคโปร์มีจุดแข็งกว่าไทยในทางทะเลแต่สิงคโปร์มีพื้นที่ที่จำกัดส่วนมาเลเซียก็แบ่งเป็นสองส่วนสำหรับไทยจะเป็นศูนย์กลางในเชิงพื้นที่มากกว่า สำหรับเมียนมาร์ก็ดีแต่มีจุดด้อยเรื่องเสถียรภาพภายใน กัมพูชาก็ดีแต่มีความเป็นอิสระในการตัดสินใจเชิงนโยบายน้อยเพราะอิทธิพลภายนอกประเทศที่ไม่สมดุล ส่วนลาวก็ดีเช่นกันแต่เป็นประเทศสำคัญในการเชื่อมผ่านจีน ลาว และไทย
จะเห็นได้แล้วใช่มั้ยครับว่ากลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทุกประเทศมีความสำคัญในแต่ละบทบาทแตกต่างกันไปแต่สำหรับประเทศไทยค่อนข้างจะครบเครื่องได้คะแนนระดับดีถึงดีมากเกือบทุกมิติ ทั้งเรื่องเสถียรภาพของระบบ การเป็นประเทศชายฝั่ง การเป็นศูนย์กลางทางเทคโนโลยี มีพื้นที่ดินแดนเพียงพอ ประเทศไทยจึงไม่ได้เหมาะเฉพาะเรื่องระบบพลังงาน ระบบเศรษฐกิจ ระบบไซเบอร์ของโลกเพียงเท่านั้น แต่ประเทศไทยยังมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ต่อความมั่นคงของภูมิภาคด้วย
ดังนั้น คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ตรงที่ว่า ประเทศไทยจะหนีออกจากเกมนี้ได้หรือไม่ เพราะประเทศไทยถูกล็อกไว้ด้วยภูมิรัฐศาสตร์ไม่มีใครจะย้ายประเทศไทยออกไปจากแผนที่โลกได้ แต่คำถามสำคัญอยู่ตรงที่ว่า ประเทศไทยจะเล่นเกมนี้อย่างไรโดยไม่เสียประเทศ ไม่เสียสมดุล และไม่เสียอนาคต เพราะในเวลานี้ ประเทศบางประเทศในอาเซียนได้เลือกข้างไปแล้ว แต่ประเทศไทยยังคงความแตกต่างเอาไว้ แต่ถ้าประเทศไทยไม่กำหนดบทบาทของตัวเอง คนอื่นจะกำหนดให้ และเมื่อบทบาทของประเทศไทยถูกกำหนดจากภายนอก “ต้นทุน” และ “ความเสี่ยง” เชิงความมั่นคง เศรษฐกิจ และอธิปไตยในการตัดสินใจจะสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โลกยุคนี้ไม่รอประเทศที่คิดช้าและไม่รอประเทศที่ลังเลในการตัดสินใจเพราะการวางโครงสร้างพื้นฐาน กฎเกณฑ์ดิจิทัล มาตรฐานปัญญาประดิษฐ์ พลังงานสะอาด ความมั่นคงไซเบอร์ และข้อตกลงการค้ากำลังเป็นการ “เขียนอนาคต” ล่วงหน้า ถ้าประเทศไทยไม่เข้าไปอยู่ในโต๊ะสนทนาประเทศไทยจะไม่ได้เป็นผู้กำหนดกติกาแต่จะกลายเป็นผู้ถูกบังคับให้ปรับตัวตามกติกาที่คนอื่นเขียนไว้ นี่คือความเสี่ยงใหญ่ที่สุดของประเทศขนาดกลางไม่ใช่การถูกบุก แต่คือการค่อย ๆ สูญเสียอำนาจกำหนดอนาคตของตนเอง
ดังนั้น ไทยควรวางตัวอย่างไร คำตอบคือ ประเทศไทยไม่ควรเลือกข้างแบบสุดโต่งแต่ก็ไม่ควรเป็นกลางแบบอ่อนแอ ท่าทีที่เหมาะสมที่สุดคือ มีหลักในการดำรงศักดิ์ศรีของประเทศแต่ยืดหยุ่นและเพิ่มคุณค่าทางยุทธศาสตร์ของตนเอง กล่าวอีกแบบคือ ไทยควรเป็นประเทศที่ทุกฝ่ายคุยด้วยได้ แต่ไม่มีฝ่ายใดใช้ไทยเป็นเครื่องมือได้โดยง่าย
5 แนวทางการวางตัวของประเทศไทย ในเกมมหาอำนาจ จีน-สหรัฐอเมริกา
1.ยืนบนหลัก ไม่ยืนบนอารมณ์ ประเทศไทยควรยืนยันหลักสากลที่ทุกฝ่ายเถียงยาก ได้แก่ (1) อธิปไตย (2) การไม่ใช้กำลัง (3) การแก้ปัญหาโดยสันติ (4) กฎหมายระหว่างประเทศ (5) เสรีภาพในการเดินเรือและเสถียรภาพของภูมิภาค (6) อื่น ๆ การยืนบนหลักแบบนี้ทำให้ไทยไม่ดูเป็นผู้ตามของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่เป็นประเทศที่มีมาตรฐานของตนเองซึ่งเวทีนานาชาติให้ความเชื่อถือมากกว่า
2.ใช้ยุทธศาสตร์ “หลายแนวร่วม” ไม่ใช่ “หลายใจ” ไม่ใช่ “นกหลายหัว” ประเทศไทยมียุทธศาสตร์เดียวคือ “ปกป้องผลประโยชน์ชาติของไทย” ใช้ยุทธศาสตร์นี้สามารถร่วมมือด้านความมั่นคงกับฝ่ายหนึ่ง ค้าขายกับอีกฝ่าย ดึงเทคโนโลยีจากอีกกลุ่มและทำงานผ่านอาเซียนในอีกเวทีหนึ่งได้ ตราบใดที่ไทยรู้ว่าแกนกลางของนโยบายคือผลประโยชน์แห่งชาติ ไม่ใช่การเอาใจมหาอำนาจและการมีความสัมพันธ์หลายด้านไม่ใช่ความสับสน หากมีกรอบยุทธศาสตร์ชัดก็จะกลายเป็นความยืดหยุ่นและอำนาจต่อรอง
3.เปลี่ยนจาก “พื้นที่ถูกแย่ง” เป็น “พื้นที่ที่ทุกฝ่ายอยากรักษาเสถียรภาพ” นี่คือหัวใจ ไทยควรทำตัวให้มีคุณค่าในฐานะศูนย์กลางการเชื่อมโยง ไม่ใช่แนวหน้าของความขัดแย้ง ยิ่งไทยมีบทบาทในด้านโลจิสติกส์ การทูตเศรษฐกิจ กติกาดิจิทัล ความมั่นคงไซเบอร์ พลังงานสะอาด และเวทีพหุภาคีมากเท่าไร ต้นทุนของทุกฝ่ายที่จะทำให้ไทยไร้เสถียรภาพก็ยิ่งสูงขึ้น นี่คือการสร้าง deterrence ทางการเมืองและเศรษฐกิจแบบประเทศขนาดกลาง
4.เสริมภูมิคุ้มกันในประเทศให้แข็งก่อน ประเทศที่วางตัวสมดุลได้ ต้องมีฐานภายในมั่นคงพอ ไม่เช่นนั้นจะถูกกดดันจากภายนอกได้ง่าย ฐานภายในที่ไทยต้องเร่งเสริมคือ ความมั่นคงทางพลังงาน ความมั่นคงไซเบอร์ ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ความสามารถด้านเทคโนโลยี ระบบข้อมูลข่าวสารที่น่าเชื่อถือ และความสามัคคีทางสังคม เพราะในโลกปัจจุบัน มหาอำนาจไม่ได้แข่งขันกันแค่ด้วยกองทัพ แต่แข่งขันผ่านข้อมูล มาตรฐาน เทคโนโลยี เงินทุน และอิทธิพลต่อความคิดของสังคมด้วย
5.ใช้อาเซียนเป็นเกราะ และใช้ไทยเป็นสะพาน ประเทศไทยใช้กรอบแนวคิด มุมมองของอาเซียนต่ออินโด-แปซิฟิก (AOIP) วางแนวคิดไว้ชัดว่าอาเซียนควรเป็นศูนย์กลาง เปิดกว้าง โปร่งใส ครอบคลุม และเคารพกติกา ไทยควรใช้กรอบนี้เป็นฐานคิดหลัก เพราะช่วยให้ไทยไม่ต้องยืนเดี่ยวต่อหน้ามหาอำนาจ แต่ยืนอยู่บนเวทีที่มีความชอบธรรมระดับภูมิภาค ขณะเดียวกัน ไทยควรใช้จุดแข็งของตนเป็น “สะพาน” เชื่อมบทสนทนา การค้า การลงทุน และความร่วมมือ แทนการเป็น “สนาม” ให้คนอื่นแข่งขันกันบนผืนแผ่นดินไทยเพราะ “นี่คือแผ่นดินไทย”
ผมจึงขอชวนให้ผู้รักชาติทุกท่านคิดต่อมุมมองที่ว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเป็นประเทศที่โดดเด่นในเกมมากที่สุดหรือแข็งที่สุดในเกมมหาอำนาจนี้ แต่ประเทศไทยจำเป็นต้องเป็นประเทศที่ นิ่งพอ ฉลาดพอ และมีค่าพอ จนไม่มีใครอยากผลักให้ไทยล้มไปอยู่กับฝ่ายตรงข้ามอย่างถาวร ประเทศไทยจึงไม่ควรคิดแบบ “เลือกข้าง” และไม่ควรคิดแบบ “วางเฉย” แต่ควรคิดแบบ คานดุลอย่างมีศักดิ์ศรี วางตัวอย่างมีหลัก และเพิ่มมูลค่าทางยุทธศาสตร์ของประเทศอย่างต่อเนื่อง
ผมขอกล่าวโดยสรุปนะครับว่า เมื่อประเทศไทยหลีกเลี่ยงเกมมหาอำนาจนี้ไม่ได้เพราะที่ตั้งภูมิรัฐศาสตร์ล็อกเอาไว้แล้วเศรษฐกิจของประเทศไทยผูกโลกโดยมีบทบาทอยู่กับภูมิภาคที่หลีกไม่พ้นและคุณค่าทางยุทธศาสตร์ของประเทศไทยสูงเกินจะเป็นผู้เล่นนอกเกมมหาอำนาจนี้ได้ ประเทศไทยจึงควรวางตัวโดยไม่สุดโต่ง ไม่สับสน ไม่อ่อนแอ แต่ยืนบนหลักสากล รักษาสมดุลแบบหลายแนวร่วม เสริมภูมิคุ้มกันความมั่นคงภายในประเทศและทำตนเองให้เป็นหุ้นส่วนที่ทุกฝ่ายจำเป็นต้องรักษา ประเทศไทยต้องไม่เป็นสนามให้ผู้อื่นเข้ามาแข่งขันเอาประโยชน์ แต่ต้องเป็นผู้เล่นที่กำหนดกติกา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ดร.สุวิทย์' แนะจัดทัพ ครม. อนุทิน 2.0 ฝ่าโลกระส่ำ ต้องจัดตาม 4 คลัสเตอร์เชิงยุทธศาสตร์
ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง จัดทัพ ครม. อนุทิน 2.0 ฝ่าโลกระส่ำ มีเนื้อหาดังนี้
นักวิชาการชวนอ่านเกมสงครามอิสราเอลกับอิหร่าน มีเบื้องลึกมากกว่าที่คิด
ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อดีตที่ปรึกษาศูนย์ยุทธศาสตร์ศึกษา สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ อาจารย์ประจำวิชาความปลอดภัยทางไซเบอร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ศิษย์เก่าด้าน ความปลอดภัยทางไซเบอร์และความเสี่ยง มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี ศิษย์เก่าด้านนโยบายและยุทธศาสตร์
'ผศ.ดร.นพดล' ออกบทความเตือนระวังภัยไซเบอร์จากสงครามตะวันออกกลาง!
ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อาจารย์ประจำวิชา Cybersecurity วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม
'ผศ.ดร.นพดล' ออกบทวิเคราะห์เจาะลึกจุดได้เปรียบของอิหร่าน 5 ข้อ
ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อาจารย์ประจำวิชา Cybersecurity วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม
เมื่อโลกปั่นป่วน สงครามอิสราเอล อิหร่าน แต่ไทยอยู่ได้
ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อาจารย์ประจำวิชา Cybersecurity วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ศิษย์เก่าด้าน ความปลอดภัยทางไซเบอร์และความเสี่ยง
'ยุทธพร' วิเคราะห์ยุทธศาสตร์อนุทิน รับมือวิกฤตตะวันออก-กลาง เน้นเป็นกลาง รักษาดุลการทูต
รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช วิเคราะห์บทบาทของนายกรัฐมนตรีไทย ต่อสถานการณ์ความขั

