'สุวิทย์' สะท้อน ผู้ว่าฯกทม.คนใหม่ ต้องเลือก 'สถาปนิกของระบบชีวิตใหม่' ไม่ใช่แค่ 'ผู้จัดการเมือง'

11 พ.ค.2569-ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “สมมติว่าผมได้รับเลือกเป็นผู้ว่าฯ กทม. ภารกิจแรกของผมคือ หยุดไม่ให้เมืองนี้กินพลังชีวิตของผู้คน” เนื้อหาระบุว่า กรุงเทพฯ ถูกเล่าขานมาโดยตลอดว่าเป็น “เมืองแห่งโอกาส” หากอยากมีอนาคต อยากเติบโต อยากประสบความสำเร็จ เราต้องเข้ามาอยู่ที่นี่ เพราะที่นี่คือศูนย์กลางของเศรษฐกิจ งาน เงินทุน มหาวิทยาลัย ความคิดสร้างสรรค์ และเครือข่ายโอกาสของประเทศ

แต่ในศตวรรษที่ 21 ความจริงที่เริ่มปรากฏชัดขึ้นเรื่อย ๆ คือ กรุงเทพฯ กำลังเผชิญภาวะย้อนแย้งที่อันตรายที่สุดรูปแบบหนึ่ง เมืองไม่ได้ขาด “โอกาส” แต่กำลังขาด “พลังชีวิตของผู้คนที่จะใช้โอกาสนั้น” คนรุ่นใหม่จำนวนมากไม่ได้ล้มเหลวเพราะไม่มีศักยภาพ แต่เพราะพลังงานทั้งหมดถูกใช้ไปกับการเอาตัวรอดก่อนแล้ว ชีวิตประจำวันถูก consume ไปกับการเดินทางหลายชั่วโมง ค่าครองชีพที่สูงขึ้น หนี้สิน ความเครียดสะสม มลพิษ และแรงเสียดทานจากระบบที่ทำให้ทุกอย่างยากเกินจำเป็น

เมืองจึงกำลังเปลี่ยน Human Potential ให้กลายเป็น Burnout Economy

นี่คือ Bangkok Paradox มหานครที่เต็มไปด้วย Opportunity แต่ผู้คนกลับไม่มี Capacity เหลือพอสำหรับการสร้างอนาคตของตัวเอง

สมมุติว่าผมได้รับเลือกเป็นผู้ว่าฯ กทม. ผมจะไม่มองกรุงเทพฯ เป็นเพียง “เมือง” แต่จะมองมันเป็น “ระบบชีวิตของผู้คน” เพราะหน้าที่สำคัญที่สุดของเมืองในศตวรรษนี้ ไม่ใช่เพียงการสร้างถนน รถไฟฟ้า หรือ megaproject เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่คือการคืนเวลา คืนพลัง และคืนศักดิ์ศรีให้ประชาชน

ผมเชื่อว่าโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของเมือง ไม่ใช่อาคารหรือคอนกรีต แต่คือเวลา สมาธิ พลังสมอง สุขภาพจิต และความหวังของผู้คน เมืองที่ดีจึงไม่ใช่เมืองที่มีพลวัตทางเศรษฐกิจที่สูงอย่างเดียว แต่คือเมืองที่ทำให้ประชาชนยังมีแรงจะคิด จะฝัน จะสร้าง และจะใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย

ดังนั้น หากผมได้รับเลือกเป็นผู้ว่าฯ กทม. สิ่งแรกที่ผมจะเปลี่ยนคือ “วิธีคิด” ของการพัฒนาเมือง ผมจะเปลี่ยนกรุงเทพฯ จากเมืองที่วัดความสำเร็จด้วยจำนวนโครงการ ไปสู่เมืองที่วัดความสำเร็จด้วยคุณภาพชีวิตของประชาชน เราจะเลิกถามเพียงว่าเมืองโตขึ้นแค่ไหน แต่จะเริ่มถามจริงจังว่า คนกรุงเทพฯ มีเวลาเพิ่มขึ้นหรือไม่ เครียดน้อยลงหรือไม่ เข้าถึงบริการรัฐง่ายขึ้นหรือไม่ และยังมีพลังเหลือพอสำหรับครอบครัว การเรียนรู้ และอนาคตของตัวเองหรือไม่

กรุงเทพฯ ต้องเปลี่ยนจาก Growth Machine ไปสู่ Human Capability Platform ผมจะผลักดันให้กรุงเทพฯ เป็น Human-Centered Smart City ไม่ใช่ smart city ที่เต็มไปด้วย gadget และ dashboard แต่เป็นเมืองที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อ “ลดภาระของมนุษย์” ไม่ใช่เพิ่มความซับซ้อนให้ชีวิต

AI ควรถูกใช้เพื่อจัดการความวุ่นวายของเมือง ตั้งแต่ระบบจราจร การบริการภาครัฐ การบริหารจัดการขยะ การเตือนภัย การดูแลสุขภาพ ไปจนถึงการลดขั้นตอนทางราชการ เพื่อคืนเวลาและ Cognitive Bandwidth กลับให้ประชาชน เพราะเป้าหมายสูงสุดของเทคโนโลยี ไม่ใช่ประสิทธิภาพอย่างเดียว แต่คือ Human Flourishing

ในโลกใหม่ เมืองที่แข่งขันได้จะไม่ใช่เมืองที่มีแต่โครงสร้างพื้นฐานแข็งแรง แต่คือเมืองที่มี “Soft System Power” หรืออำนาจเชิงระบบที่ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าชีวิตดำเนินไปได้อย่างลื่นไหล มี dignity และมีอนาคต วันนี้หลายเมืองทั่วโลกเริ่มเข้าใจเรื่องนี้แล้ว เอสโตเนียสร้าง digital state ที่ลด friction ระหว่างประชาชนกับรัฐ สิงคโปร์ใช้ integrated urban planning เพื่อทำให้เมืองทั้งระบบทำงานสอดประสานกัน โคเปนเฮเกนและอัมสเตอร์ดัม redesign เมืองโดยให้ “คุณภาพชีวิต” สำคัญกว่ารถยนต์ ขณะที่บาร์เซโลนาเริ่มเปลี่ยนพื้นที่เมืองให้กลับมาเป็นพื้นที่ของมนุษย์มากกว่าการเป็น Machine for Traffic

ในอีกด้านหนึ่ง กรุงโซล โตเกียว นิวยอร์ก และลอนดอน ก็กำลังสะท้อนปัญหาเดียวกัน เป็นมหานครที่มีโอกาสมหาศาล แต่ต้นทุนชีวิตสูงจนผู้คนเริ่มหมดแรง หมดหวัง และหมดเวลาให้ชีวิตของตัวเอง Bangkok Paradox จึงไม่ใช่แค่ปัญหาของกรุงเทพฯ แต่มันคือคำถามระดับอารยธรรมของโลกยุคใหม่ว่า เราจะสร้างเมืองที่ “เติบโต” โดยไม่ทำลายมนุษย์ได้อย่างไร

อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าปัญหาของกรุงเทพฯ จะไม่มีวันถูกแก้ได้จริง หากประเทศไทยยังคงพัฒนาด้วยตรรกะ Bangkok-centric แบบเดิม เพราะเมืองหลวงไม่ควรถูกออกแบบให้เป็นหลุมดำที่ดูดทุกอย่างเข้าหาตัวเองอีกต่อไป

ประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่ Networked Thailand ที่กระจายโอกาสและศูนย์กลางการเติบโตไปยังเมืองอื่นผ่าน digital infrastructure, remote economy และ regional innovation ecosystems เพื่อให้คนสามารถเข้าถึงอนาคตได้โดยไม่จำเป็นต้องทิ้งชีวิตไว้บนท้องถนนในกรุงเทพฯ

ท้ายที่สุด การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเลือก “ผู้จัดการเมือง” แต่คือการเลือก “สถาปนิกของระบบชีวิตใหม่”

เราจะยังคงสร้างกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่ดูดพลังชีวิตของผู้คนต่อไป หรือจะเปลี่ยนมันให้กลายเป็นเมืองที่ปลดปล่อยศักยภาพมนุษย์ เพราะในศตวรรษที่ 21 ประเทศที่แข็งแกร่งที่สุด อาจไม่ใช่ประเทศที่มีตึกสูงที่สุด หรือมี AI เก่งที่สุด แต่คือประเทศที่ยังรักษาพลังชีวิต จินตนาการ ความหวัง และศักดิ์ศรีของผู้คนไว้ได้มากที่สุดต่างหาก

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กกต. เผยคืบหน้าพิจารณาคำร้อง เลือก สว.-สส.

สำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่ข้อมูลความคืบหน้าการพิจารณาคำร้องและความปรากฏ เกี่ยวกับการคัดค้านการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตามที่ กกต. ได้จัดการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ ไปเมื่อเดือนมิ.ย. 2567 ที่ผ่านมา โดยข้อมูล ณ วันที่ 25 พ.ค. 2569 พบว่ามีเรื่องคัดค้านการเลือก สว. รวมทั้งสิ้น 605 เรื่อง ซึ่ง กกต.

'ดร.เอนก' แพร่บทความ 'ใครเป็นพวกหัวรุนแรงถอนรากถอนโคน : เมืองไทยในรอบกว่าสิบปี'

ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยแพร่บทความ

'อนุชา' ควง 'อภิสิทธิ์' ขอเสียงคนกรุง ลั่นทำให้คนรัก ปชป. กลับมา

‘อนุชา’ ควง ‘อภิสิทธิ์’ หาเสียงเขตสวนหลวง ขอเบอร์ 5 ทั้งสองใบ ชูตลาดสะอาด-จัดการคนจรจัด พร้อมแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างเป็นระบบ ลั่นจะทำให้คนรักประชาธิปัตย์กลับมา

คนกรุงไม่เลือกผู้สมัครสังกัดพรรค ส่ออันตรายประชาธิปไตย

ชำแหละนิด้าโพล คนกรุงเลือกผู้สมัครอิสระ จากกระแส 'ชัชชาติฟีเวอร์' สะท้อนพรรคการเมืองอ่อนแอ สัญญาณอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตย