สุวพันธุ์มอบนโยบาย'พศ.' 16วัดดังนำร่องโชว์บัญชี


   

 งามหน้า รมต.ยุค 4.0 "สุวพันธุ์" งัวเงียตื่น มอบนโยบายสำนักพุทธฯ ให้ทำงานเชิงรุก ขณะที่บิ๊ก  พศ.แห่เข้ามอบตัว พร้อมปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา "พงศ์พร " ปิดลับข้าราชการ 7 รายเอี่ยวโกงเงินทอนวัดภาคใต้  เปิดรายชื่อ 16 วัดดัง ชูเป็นโมเดลนำร่อง ทำบัญชีทรัพย์สินวัดละเอียดยิบ บี้รายงานสิ้นปีงบฯ ล้อมคอกทุจริต

    เมื่อวันศุกร์ ที่อาคารสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์  อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เข้าถวายสักการะสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อัมพร อมฺพโร) และกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ในโอกาสมามอบนโยบายให้แก่ผู้บริหาร พศ. และ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) ทั่วประเทศ 
    โดยนายสุวพันธุ์กล่าวว่า ได้กำชับให้มีการดำเนินงานอย่างสุจริต โปร่งใส ต่อคณะสงฆ์และองค์กรต่างๆ ขณะเดียวกันได้เน้นให้ พศจ.ทำงานในเชิงรุกมากขึ้น ต้องเข้าถึงพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหา เวลาเกิดปัญหาขึ้นในพื้นที่ใดจะได้สามารถแก้ไขปัญหาได้ ขณะเดียวกันยังได้มอบนโยบายให้ พศ.ดำเนินงานสอดคล้องกับแผนปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ยุทธศาสตร์ชาติ รวมทั้งแผนปฏิรูปประเทศด้วย
    พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.พศ. กล่าวถึงความคืบหน้าในการพิจารณาโทษปลดออก หรือไล่ออก ข้าราชการ พศ. 7 ราย ที่เกี่ยวข้องกับกรณีทุจริตเงินทอนวัดพื้นที่ภาคใต้ ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรง และแจ้งมายัง พศ.ให้ดำเนินการว่า คณะกรรมการ อ.ก.พ.กระทรวงของ พศ. ได้ประชุมเพื่อพิจารณาโทษของข้าราชการ พศ.ทั้ง 7 รายแล้ว แต่ตามระเบียบราชการแล้ว การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นเรื่องลับ ไม่สามารถเปิดเผยได้
     นอกจากนี้ พ.ต.ท.พงศ์พรยังได้ลงนามแต่งตั้งรองผอ.พศ. 3 ราย ประกอบด้วย 1.นายสมเกียรติ ธงศรี 2.นายณรงค์ ทรงอารมณ์ และ 3.น.ส.จันทนา สุทธิเรืองวงศ์ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 9 ก.พ.เป็นต้นไปอีกด้วย
      ขณะที่นายสิปป์บวร แก้วงาม ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม ในฐานะโฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) คนที่ 2 กล่าวภายหลังการประชุม มส.ว่า มส.มีมติเห็นชอบ 16 วัดนำร่องในการจัดทำบัญชีทรัพย์สินวัดอย่างละเอียด ประกอบด้วย วัดพิชยญาติการาม วัดธาตุทอง วัดพระศรีมหาธาตุ วัดดุสิดาราม วัดบางนานอก วัดอรุณราชวราราม วัดนวลจันทร์ วัดลาดปลาเค้า วัดศิริพงษ์ธรรมนิมิตร วัดหัวลำโพง วัดนาคปรก วัดเทวราชกุญชร วัดสุวรรณาราม วัดไร่ขิง จังหวัดนครปฐม วัดพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม และวัดไผ่ล้อม จังหวัดนครปฐม
    นายสิปป์บวรกล่าวต่อว่า โดยรูปแบบการจัดทำบัญชีดังกล่าวจะเป็นแบบละเอียดมาตรฐาน ที่ผ่านการหารือกันของ พศ.และคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) แล้ว ซึ่งกำหนดวัดที่จะต้องจัดทำบัญชีทรัพย์สินอย่างละเอียดมาตรฐาน ต้องมีรายได้เฉลี่ยต่อปีไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท และ พศ.ได้จัดทำคู่มือในการจัดทำบัญชีทรัพย์สินให้แก่เจ้าอาวาสทั้ง 16 วัดแล้ว
       นายสิปป์บวรกล่าวต่อไปว่า สำหรับบัญชีทรัพย์สินวัดอย่างละเอียดที่จะทดลองใช้ใน 16 วัดนำร่องนั้น จะต่างจากบัญชีทรัพย์สินวัดที่ มส.เคยมีมติให้ทุกวัดทั่วประเทศจัดทำที่จะเป็นแบบง่าย ทำเพียงบัญชีรายรับรายจ่ายเท่านั้น แต่บัญชีทรัพย์สินแบบละเอียด จะต้องมีการลงบัญชีแยกเป็นประเภทต่างๆ อย่างชัดเจน เช่น เงินรายได้จากการรับบริจาคกฐิน ผ้าป่า บัญชีรายงานเงินคงเหลือ เงินฝาก ระยะเวลาลงบัญชี เป็นต้น และจะต้องรายงานมาที่ พศ.ในช่วงสิ้นปีงบประมาณ จากนั้นจะมีการประเมินและปรับปรุงรายละเอียด พร้อมทั้งขยายผลไปยังวัดต่างๆ เพิ่มเติมต่อไป โดยในเร็วๆ นี้ ทาง พศ.จะเชิญเจ้าอาวาสวัดทั้ง 16 วัดมาประชุมทำความเข้าใจแนวทางปฏิบัติก่อนเริ่มดำเนินการต่อไป
        วันเดียวกัน ที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผบก.ปปป. กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีดังกล่าวว่า ช่วงเช้าของวันที่ 9 ก.พ. นายณรงค์เดช ชัยเนตร อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสิงห์บุรี และอดีตผู้อำนวยการกองส่งเสริมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา เดินทางเข้ามอบตัวแล้ว ซึ่งนายณรงค์เดชมีความเกี่ยวข้องกับการทุจริตฟอกเงินวัด 4 แห่ง โดยการของบประมาณจากสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ (พศ.) ทั้งหมด 88 ล้านบาท โดยได้ขอเงินทอนจำนวน 38.5 ล้านบาท ประกอบด้วย วัดพิชยญาติการาม กทม., วัดดาวดึงษาราม กทม., วัดสุวรรณารามราชวรวิหาร กทม. และวัดห้วยทรายขาว จ.ประจวบคีรีขันธ์ เบื้องต้นนายณรงค์เดชให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
    พล.ต.ต.กมลกล่าวต่อว่า ส่วนพระราชรัตนมุนี  (บุญเทียม มุสุ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม ได้เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาและให้ปากคำในคดีฟอกเงินร่วมกับนายณรงค์เดช กรณีทุจริตงบประมาณวัดห้วยทรายขาวแล้วเช่นกัน เบื้องต้นให้การปฏิเสธ และขอให้การในชั้นศาลเท่านั้น.