ผู้นำกลุ่ม G7 เห็นพ้องเพิ่มแรงกดดันต่อรัสเซียให้ยุติสงครามกับยูเครนที่ยืดเยื้อมานานกว่า 4 ปี ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์แนะนำว่ารัฐบาลมอสโกควรยอมทำข้อตกลงและรัฐบาลวอชิงตันอาจกลับมาใช้มาตรการคว่ำบาตรที่เคยยกเลิกไปแล้วอีกครั้ง

(จากซ้าย) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา, ประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส และประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการในการประชุมสุดยอดกลุ่ม G7 ที่เมืองเอเวียง ทางตอนกลาง-ตะวันออกของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน (Photo by Thibault Camus / POOL / AFP)
เอเอฟพีรายงาน เมื่อวันพุธที่ 17 มิถุนายน 2569 กล่าวว่า ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน เข้าร่วมการประชุมสุดยอดที่เมืองตากอากาศเอเวียงในประเทศฝรั่งเศส โดยยูเครนยังคงรักษาความมั่นคงในสนามรบได้ดี แต่เมืองต่างๆ ของยูเครนยังคงตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีอย่างรุนแรงจากรัสเซีย ในความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานกว่า 4 ปี
การประชุมสุดยอดกลุ่มมหาอำนาจ G7 ครั้งนี้ ทำให้เซเลนสกีได้พบกับโดนัลด์ ทรัมป์ซึ่งพยายามติดต่อกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แต่ก็แสดงให้เห็นถึงสัญญาณของการหมดความอดทนกับผู้นำรัสเซียแล้วเช่นกัน
แหล่งข่าวทางการทูตของฝรั่งเศสกล่าวหลังการเจรจาว่า "บรรดาผู้นำตัดสินใจที่จะเพิ่มแรงกดดันต่อรัสเซียผ่านการคว่ำบาตรก๊าซและน้ำมัน และยังเห็นพ้องกันในการสร้างพลวัตในพื้นที่ที่เอื้อประโยชน์ต่อยูเครน"
ประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง เจ้าภาพการประชุม ได้เชิญเซเลนสกีให้อยู่ต่อจนถึงสิ้นสุดการประชุมสุดยอดสามวันในวันพุธ เพื่อที่เขาจะได้พบกับทรัมป์และผู้นำ G7 คนอื่นๆ
บรรดาผู้นำยุโรปพยายามย้ำเตือนทรัมป์ถึงความสำคัญของการกดดันรัสเซียให้ยอมรับสันติภาพตามเงื่อนไขของยูเครน และไม่ควรไปกดดันรัฐบาลเคียฟให้ยอมอ่อนข้อต่อมอสโก
ทรัมป์กล่าวหลังจากการพบกับเซเลนสกีว่า "รัสเซียควรทำข้อตกลงเพื่อยุติสงครามกับยูเครน"
เขายังชี้ให้เห็นถึงจำนวนผู้เสียชีวิตจำนวนมากทั้งสองฝ่ายในความขัดแย้งครั้งนี้ ซึ่งเป็นสงครามที่ร้ายแรงที่สุดในยุโรปนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง
ทรัมป์กล่าวเสริมว่า "เรื่องทั้งหมดนี้มันไร้สาระ ดังนั้นผมจะทำทุกอย่างที่ทำได้"
เขาเปรยว่าสหรัฐฯ อาจกลับมาใช้มาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียอีกครั้ง หลังจากที่รัฐบาลวอชิงตันได้ยกเว้นและขยายเวลาการยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรสำหรับเรือบรรทุกน้ำมันรัสเซียซึ่งสร้างความกังวลให้กับพันธมิตรในยุโรป
"ในไม่ช้าเราจะสามารถทำเช่นนั้นได้ เนื่องจากน้ำมันกำลังไหลผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้วหลังบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านเพื่อยุติสงครามในตะวันออกกลาง" ทรัมป์กล่าว
เซเลนสกีกล่าวในโพสต์บน X หลังจากพบกับผู้นำ G7 ว่าลำดับความสำคัญของยูเครนนั้นชัดเจน รวมถึงการเพิ่มจำนวนขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศ, แพ็คเกจสนับสนุนในช่วงฤดูหนาว และการเพิ่มแรงกดดันต่อรัสเซีย
ผู้นำยูเครนกล่าวในการประชุมกับนายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ของแคนาดาว่า "เป็นเรื่องดีที่ทุกคนเข้าใจว่ารัสเซียไม่ได้เป็นฝ่ายชนะ และเราต้องกดดันปูตินให้ยุติสงครามครั้งนี้"
ก่อนการประชุม เซเลนสกีเรียกร้องให้ผู้นำกลุ่ม G7 ตอบโต้ด้วยมาตรการเด็ดขาดและเป็นรูปธรรม หลังจากการโจมตีระลอกล่าสุดของรัสเซียซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 11 ราย และเกิดไฟไหม้ที่มหาวิหารสำคัญแห่งหนึ่งในกรุงเคียฟ
เขาเปิดเผยว่าปูตินปฏิเสธข้อเสนอการพบปะที่กลุ่ม G7 เขาจึงเสนอให้ทรัมป์เชิญปูตินไปพบในสหรัฐอเมริกา
นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ กล่าวว่าสหราชอาณาจักรกำลังใช้มาตรการคว่ำบาตรใหม่หลายอย่างต่อรัสเซีย เพื่อกดดันให้ยุติสงครามกับยูเครน
สตาร์เมอร์กล่าวว่า "เราจะร่วมมือกับพันธมิตร G7 ของเราเพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อปูตินและกลุ่มผู้ร่วมมือของเขาต่อไป จนกว่าเครื่องจักรสงครามของรัสเซียจะหยุดชะงักและสันติภาพจะกลับคืนสู่ทวีปของเรา"
ผู้นำอังกฤษเสริมว่า ประเทศมหาอำนาจ G7 ทั้งหมดอยู่ในจุดเดียวกัน, มีความเป็นเอกภาพอย่างแท้จริงในกลุ่ม และมีฉันทามติร่วมกันว่าสิ่งต่างๆ กำลังเปลี่ยนแปลง
"ยูเครนได้แสดงให้เห็นว่าไม่เพียงแต่สามารถป้องกันตนเองได้เท่านั้น แต่ยังสามารถยึดดินแดนคืนและสร้างความเสียหายอย่างมากต่อรัสเซียได้" เขากล่าว
ขณะเดียวกัน มาร์ก คาร์นีย์กล่าวว่าแคนาดากำลังประกาศมาตรการคว่ำบาตรใหม่ต่อหน่วยงาน 160 แห่งที่เชื่อมโยงกับกองเรือลับของรัสเซียซึ่งใช้เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกต่อเชื้อเพลิงฟอสซิลและสินค้าอื่นๆ ของรัสเซีย
อิหร่านยังคงเป็นหัวข้อสำคัญในการประชุมสุดยอด โดยพันธมิตรต่างกระตือรือร้นที่จะตั้งคำถามกับทรัมป์เกี่ยวกับข้อตกลงของเขากับสาธารณรัฐอิสลามเพื่อยุติสงครามในตะวันออกกลาง
ทรัมป์ระบุว่า สหรัฐฯไม่มีภาระผูกพันที่จะลงทุนในอิหร่านหลังจากข้อตกลงนี้ โดยเสริมว่าจุดมุ่งหมายหลักคืออิหร่านจะไม่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ และหายนะครั้งใหญ่จะถาโถมลงมาสู่ประเทศนั้นหากพวกเขายังดื้อดึง
หลังจากอดีตผู้นำสูงสุดถูกสังหารในวันแรกของสงครามเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ ทรัมป์ได้กล่าวถึงผู้นำคนใหม่ในเตหะรานว่าเป็นคนที่มีเหตุผลมาก, น่าร่วมงานด้วย และไม่ถูกปลุกระดม
ทรัมป์ยังเผยอีกว่า เขาได้แนะนำอิสราเอลให้มอบหน้าที่แก่ประธานาธิบดีซีเรียในการจัดการกับกลุ่มติดอาวุธฮิซบุลเลาะห์ในเลบานอน เนื่องจากปฏิบัติการของอิสราเอลทำให้มีผู้เสียชีวิตมากเกินไป.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เลขาสภาพัฒน์ฯ ขอรอประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจ ท่าทีสหรัฐฯ- อิหร่าน ดีลสันติภาพจริงหรือไม่
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวถึงการประเมินสถานการณ์
'เอกนิติ' ชี้สัญญาณดี 'สหรัฐ-อิหร่าน' หยุดยิง ช่วยเศรษฐกิจฟื้น
'เอกนิติ' ชี้ 'สหรัฐ-อิหร่าน' บรรลุข้อตกลงหยุดยิงสัญญาณดี เชื่อจีดีพีเศรษฐกิจโลก-ไทยฟื้น แต่ไม่ประมาท ยันเปลี่ยนผ่านพลังงานยังจำเป็น ลุยใช้งบ 2 แสนล้าน

