ประธานาธิบดีอิหร่านได้สั่งให้เริ่มการเจรจาเรื่องนิวเคลียร์กับสหรัฐอเมริกา ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์หวังบรรลุข้อตกลงให้ได้เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ปฏิบัติการทางทหาร

ประธานาธิบดีมาซูด ปีเซชเคียน ของอิหร่าน (Photo by Handout / Iranian Presidency / AFP)
เอเอฟพีรายงาน เมื่อวันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 กล่าวว่า หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เปิดเผยถึงความคาดหวังที่จะบรรลุข้อตกลงเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ปฏิบัติการทางทหารต่อสาธารณรัฐอิสลาม ประธานาธิบดีมาซูด ปีเซชเคียน ของอิหร่านจึงได้สั่งให้เริ่มการเจรจาเรื่องนิวเคลียร์กับสหรัฐอเมริกาทันที
หลังจากการตอบโต้ที่รุนแรงของทางการอิหร่านต่อการประท้วงต่อต้านรัฐบาลซึ่งถึงจุดสูงสุดเมื่อเดือนที่แล้ว ทรัมป์ได้ขู่ว่าจะใช้ปฏิบัติการทางทหารและสั่งการให้ส่งกลุ่มเรือบรรทุกเครื่องบินไปยังตะวันออกกลาง
ทรัมป์ยืนยันความคาดหวังที่จะบรรลุข้อตกลง และรัฐบาลเตหะรานก็ยืนยันว่าต้องการเจรจาทางการทูตเช่นกัน แต่ในขณะเดียวกันก็พร้อมตอบโต้การรุกรานใดๆ อย่างเด็ดขาด
สำนักข่าวฟาร์สรายงานเมื่อวันจันทร์ โดยอ้างแหล่งข่าวจากรัฐบาลที่ไม่เปิดเผยชื่อว่า "ประธานาธิบดีปีเซชเคียนได้สั่งให้เปิดการเจรจากับสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน" และรายงานนี้ยังถูกนำเสนอโดยหนังสือพิมพ์ของรัฐบาลอิหร่านและหนังสือพิมพ์รายวันสายปฏิรูปอีกด้วย
เว็บไซต์ข่าว Axios ของสหรัฐฯ อ้างแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยชื่อสองแหล่งว่า อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านจะพบกับสตีฟ วิทคอฟฟ์ ทูตพิเศษสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ที่อิสตันบูล เพื่อหารือเกี่ยวกับข้อตกลงที่เป็นไปได้ในเรื่องนิวเคลียร์
ทรัมป์เคยเตือนว่า "เวลาเหลือน้อยลงทุกที" สำหรับอิหร่านที่จะบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ ซึ่งชาติตะวันตกเชื่อว่ามีเป้าหมายเพื่อสร้างระเบิดปรมาณูแต่รัฐบาลเตหะรานปฏิเสธข้อกล่าวหานี้มาโดยตลอด
ในการให้สัมภาษณ์กับ CNN เมื่อวันอาทิตย์ อารักชีเผยว่า "ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่าจะต้องไม่มีการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ และเราเห็นด้วยอย่างยิ่ง เราเห็นด้วยอย่างยิ่งกับเรื่องนั้น นั่นอาจเป็นข้อตกลงที่ดีมาก" พร้อมเสริมว่า "ในทางกลับกัน เราเองก็คาดหวังว่าจะมีการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร"
เอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงต่างประเทศอิหร่านกล่าวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า รัฐบาลเตหะรานกำลังทำงานเกี่ยวกับวิธีการและกรอบการเจรจาที่จะพร้อมในอีกไม่กี่วันข้างหน้า โดยจะมีการส่งข้อความระหว่างสองฝ่ายผ่านคนกลางในภูมิภาค
ตุรเคียเป็นผู้นำในการผลักดันทางการทูตเพื่อลดความตึงเครียด โดยอารักชีได้เดินทางเยือนอิสตันบูลเมื่อสัปดาห์ที่แล้วและพูดคุยกับคู่เจรจาในภูมิภาคอื่นๆ รวมถึงในอียิปต์, ซาอุดีอาระเบีย และจอร์แดน
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา อัยมาน ซาฟาดี นักการทูตระดับสูงของจอร์แดน ให้คำมั่นกับอารักชีว่าราชอาณาจักรจอร์แดนจะไม่เป็นสมรภูมิในความขัดแย้งระดับภูมิภาค หรือเป็นฐานสำหรับการปฏิบัติภารกิจทางทหารใดๆ ต่ออิหร่าน
ทางการอิหร่าน รวมถึงผู้นำสูงสุดอย่างอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ได้เตือนว่าการโจมตีใดๆ ของสหรัฐฯ จะจุดชนวน "สงครามระดับภูมิภาค"
ทั้งนี้ การประท้วงในอิหร่านเริ่มขึ้นในปลายเดือนธันวาคมเนื่องจากความตึงเครียดทางเศรษฐกิจ จากนั้นจึงขยายวงกว้างและรุนแรงขึ้นในช่วงหลายวันในต้นเดือนมกราคม
ทางการระบุว่าการประท้วงเป็นการจลาจลที่ถูกยุยงโดยศัตรูตัวฉกาจอย่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล โดยคาเมเนอีเปรียบเทียบการประท้วงดังกล่าวกับการพยายามรัฐประหาร
รัฐบาลเตหะรานยอมรับว่ามีผู้เสียชีวิตหลายพันรายระหว่างการประท้วง และในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา สำนักงานประธานาธิบดีอิหร่านได้เผยแพร่รายชื่อผู้เสียชีวิต 2,986 ราย จากทั้งหมด 3,117 รายที่ทางการระบุว่าเสียชีวิตจากความไม่สงบ
ทางการยืนยันว่าส่วนใหญ่เป็นสมาชิกของกองกำลังรักษาความปลอดภัยและผู้บริสุทธิ์ที่อยู่บริเวณนั้น โดยกล่าวหาว่าความรุนแรงเกิดจากการก่อการร้าย
สำนักข่าวสิทธิมนุษยชนในสหรัฐฯ รายงานว่าได้ยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิตที่ 6,842 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ประท้วงที่ถูกกองกำลังรักษาความปลอดภัยสังหารและเชื่อว่าตัวเลขที่แท้จริงน่าจะสูงกว่านี้มาก
การปราบปรามดังกล่าวทำให้สหภาพยุโรปขึ้นบัญชีกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) เป็นองค์กรก่อการร้าย โดยสมาชิสภานิติบัญญัติอิหร่านตอบโต้ในวันอาทิตย์ด้วยการขึ้นบัญชีดำกองทัพยุโรปเช่นเดียวกัน
สหภาพยุโรปยังได้ออกมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมต่อเจ้าหน้าที่อิหร่านรวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งอังกฤษได้ดำเนินการเช่นเดียวกันในวันจันทร์ โดยประกาศคว่ำบาตรบุคคล 10 คนในข้อหาใช้ความรุนแรงต่อผู้ประท้วง
จากนั้นกระทรวงต่างประเทศอิหร่านได้เรียกเอกอัครราชทูตของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปทั้งหมดในเตหะรานเข้าพบเพื่อหารือเกี่ยวกับการขึ้นบัญชีดำดังกล่าว และจะมีการตอบโต้เพิ่มเติมตามมา
สถานีโทรทัศน์ของอิหร่านยังประกาศว่าชาวต่างชาติ 4 คนถูกจับกุมในเตหะรานในข้อหามีส่วนร่วมในการจลาจล โดยไม่ได้ระบุสัญชาติของพวกเขา
ทางการยังคงประกาศการจับกุมอย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่มสิทธิมนุษยชนประเมินว่ามีผู้ถูกควบคุมตัวอย่างน้อย 40,000 คน จากการประท้วงครั้งนี้.

