หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ชื่อของ รมว.กลาโหม ก็น่าจะเป็น พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ เตรียมทหารรุ่น 26 (ตท.26) รมช.กลาโหมคนปัจจุบัน “ซี้ย่ำปึ๊ก” บ้านใหญ่บุรีรัมย์ได้ขึ้นนั่งเก้าอี้ “สนามไชย 1” แบบม้วนเดียวจบ
นั่นทำให้ ตท.26 สามารถเชื่อมประสานแบบไร้รอยต่อกับรัฐบาลได้มากขึ้น นอกจากสายการบังคับบัญชา ที่มี พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ กองทัพบก (ผบ.ทบ.) เพื่อน ตท.26 ของ “บิ๊กดุลย์” กับนายกรัฐมนตรีแล้ว ยังมีตัวช่วยอย่าง พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสธ.ทบ. ซึ่งทำหน้าที่เลขาธิการ รมน. ที่ลงรายละเอียดตอบคำถามนายกฯ ผอ.รมน.ในเรื่องความมั่นคงภายในได้แบบสายตรง
เมื่อประกอบกับ การโยกย้ายนายทหารกลางปี ที่มีการเปลี่ยนสูตรการขึ้นตำแหน่ง ผบ.ทบ. ใหม่โดยอาจไม่ต้องผ่านตำแหน่ง “แม่ทัพภาคที่ 1” ตามธรรมเนียมปฏิบัติที่ผ่านมา ด้วยการอ้อมข้างเพื่อขึ้นตำแหน่ง ไม่ต้องซอยเท้ารออยู่กับที่ ที่สำคัญคือ ยังเป็นการแบ่งพื้นที่อำนาจการทำงานกันตามภารกิจของแต่ละส่วน
ส่งผลให้การวางตัว ผบ.ทบ. 5 เสือ ทบ. แม่ทัพภาค ที่เคยคาดการณ์กันไว้อาจมีเส้นทางของการขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกที่แปลกกว่าที่เคยเห็น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วง 1-2 ปีนี้ ตท.26 ยังคุมสภาพในกองทัพเกือบเบ็ดเสร็จ ทั้งตำแหน่ง ผบ.ทบ. ผบ.ทอ. และในช่วงปลายปีจะมี ตท.26 แคนดิเดตขึ้นในตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม และ ผบ.ทร.อีก สวนทางกับพลังของรุ่นพี่ที่เกษียณไปหลายปี ที่ล้วนต่างก็ลดน้อยถอยลงไปตามกาลเวลา
ย้อนกลับมาดูที่ตำแหน่งสำคัญใน ทบ. หลังจากการปรับย้ายนายทหารกลางปี ปรากฏชื่อ “แม่ทัพกอล์ฟ” พล.ท.สราวุธ ไชยสิทธิ์ แม่ทัพน้อยที่ 1 (เกษียณ 73) เข้ามาเป็นรอง เสธ.ทบ.รอไว้ก่อน โดยไม่ต้องไปต่อคิว “แม่ทัพไก่” พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ เพื่อน (ตท.28) ขึ้นแม่ทัพภาคที่ 1 เพราะเดือน ธ.ค.2569 มีการวางตัว “แม่ทัพไก่” ไว้ในภารกิจสำคัญ จึงยังขยับไปไหนไม่ได้
นั่นเป็นเงื่อนไขลำดับแรกที่ “แม่ทัพไก่” อาจจะอยู่ต่อไปอีก 1 ปี แล้วค่อยขยับขึ้น 5 เสือ ทบ. ติดยศพลเอกเพื่อเกษียณอายุราชการในปี2571 เพราะหากดูจากห้วงเวลาในการขึ้นตำแหน่งคงยากที่จะก้าวทันรุ่นพี่อีก 2 คน คือ พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์ คัมภีระ (ตท.26) ผช.ผบ.ทบ.และ พล.อ.อมฤต บุญสุยา (ตท.27) ที่เข้ามาอยู่ใน 5 เสือ ทบ.ก่อนล่วงหน้าแล้ว
แต่ทั้งหมดนั้นยังขึ้นอยู่กับการทำหน้าที่ ผบ.ฉก.ทม.รอ.904 อีกตำแหน่ง ซึ่งจะมีผู้อื่นกำหนดอนาคตข้างหน้าด้วย นั่นจึงเป็นที่มาของข่าวที่ออกมาว่า “แม่ทัพไก่” อาจจะอยู่ยาวในตำแหน่งแม่ทัพฯ จนเกษียณอายุราชการ
แน่นอนว่า สูตรดังกล่าวจะกระทบเป็นลูกระนาดในระดับของรองแม่ทัพภาคที่ 1 ผบ.พล.ที่ ตึงจน “แน่นเปรี๊ยะ” ไปหมด โดยเฉพาะตำแหน่งรองแม่ทัพ ไล่ตั้งแต่ “รองลาภ” พล.ต.สิทธิพร จุลปานะ (ตท.30), “รองด้วง” พล.ต.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ (ตท.31) “ว่าที่รองเทพ” พล.ต.เทพพิทักษ์ นิมิตร (ตท.31) ทำให้เกิดเส้นทาง “รอง เสธ.ทบ.” สำรองขึ้นมา
ขณะที่ระนาบด้านบนของ “ตท.26” เองยังต้องบริหารจัดการตำแหน่งให้เพื่อนในรุ่น ที่ตอนนี้พรึ่บเต็มกองทัพอยู่แล้ว และอาจต้องกระทบถึงรุ่นถัดไปที่ต้องเจอกับภาวะ “ฝืดสุดๆ”
เหตุเพราะ ปี 2526-2527 (เทียบชั้นปี ตท.26-27) มีนักเรียน ตท.ที่ผลิตออกมาเพื่อตอบโจทย์เหตุการณ์ความไม่สงบภายในประเทศจำนวนมาก (รุ่นละประมาณ 350 นาย) พอเหตุการณ์ยุติ ทบ.จึงปิดหน่วยระดับกองพันในช่วงปี 2528 ทำให้การผลิต นร.ทหารของโรงเรียนหลักลดลงในปีนั้น
เมื่อหันไปดูความเคลื่อนไหวที่ “กองทัพภาคที่ 2” ก็อาจมีการเขย่าสมการทายาทภาคอีสานจากที่วางไว้เดิม ในกรณีที่ “บิ๊กดุลย์” มานั่งเก้าอี้ รมว.กลาโหม เพราะในพื้นที่ภาคอีสานคือ “เรือธง”ของพรรคสีน้ำเงิน นอกจากสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดนแล้ว การกระชับพื้นที่ด้วยคนที่ไว้ใจย่อมมีความจำเป็น
จากกระแสข่าวเดิม “แม่ทัพเติ่ง” จะนั่งในตำแหน่งแม่ทัพไปถึงกลางปี 70 และจะเป็นการ “ชิงดำ” ระหว่าง ตท.29 ด้วยกัน คือ “รองยักษ์” พล.ต.สุคนธรัตน์ ชาวพงษ์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 กับ พล.ต.สมภพ ภาระเวช ซึ่งโผที่ผ่านมาเพิ่งขึ้นตำแหน่งรองแม่ทัพภาคที่ 2
อาจให้ พล.ต.ณัฏฐ์ ศรีอินทร์ (ตท.27) รองแม่ทัพ มาเป็นแม่ทัพฯ ปลายปี 2569 แล้วดัน แม่ทัพเติ่ง เป็น พลเอก เพราะ พล.ต.ณัฏฐ์ ก็ถือเป็นสาย ร.23 เช่นเดียวกับ “บิ๊กดุลย์” รวมถึง พล.ต.สมภพก็เป็นสาย ร.23 เช่นกัน จึงน่าจะต่อคิวขึ้นแม่ทัพอีสานในปลายปี 70
แต่เหนืออื่นใด “แม่ทัพเติ่ง” พล.ท.วีระยุทธ์ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 คนปัจจุบัน ยังเป็นกำลังสำคัญในการคุมเกมในการสู้รบระหว่างไทย-กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ “ยุทธบดินทร์” ถึง “ศตวรรษ” ตั้งแต่ “แม่ทัพกุ้ง” พล.อ.บุญสิน พาดกลาง เป็นแม่ทัพ และแม่ทัพเติ่งเป็นรองแม่ทัพฯ
ปัจจัยชี้ขาดจึงอยู่ที่สถานการณ์ที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่าจะมีการเปิดศึกรอบใหม่หรือไม่ และการตัดสินใจของ ผบ.ทบ.ว่าวางตัวคนที่เหมาะสมอย่างไรต่อไป
ภายใต้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลและกองทัพที่ยังทำงานกันได้อย่างไม่ติดขัดและไร้ปัญหา รวมถึงปัจจัยภายอื่นก็มี “แทร็ก” ในการทำงานเป็นของตัวเองแล้ว ไม่ได้เข้ามาแทรกแซงเหมือนก่อน ก็เชื่อว่าจะไม่มี “คลื่นใต้น้ำ” ในระดับสึนามิ ที่จะทำให้เกิดปัญหารุนแรงขึ้นในช่วง 1 ปีครึ่งต่อจากนี้
ทั้งหมดนั้นทำให้พอเห็นภาพของคนที่จะรับไม้ต่อในตำแหน่ง ผบ.ทบ.บ้างแล้ว ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเข้าสู่ยุคของ “รบพิเศษ” หรือ “ทหารหมวกแดง” อีกระลอก นับแต่ “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ทหารรบพิเศษคนล่าสุดที่ขึ้นเป็น ผบ.ทบ.ก่อนเข้าสู่ยุค “ทหารคอแดง”
และหากไล่ตั้งแต่ปลายปี 2570 เป็นต้นไปก็จะมีชื่อของ “ผช.เต้” พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์ คัมภีระ (ตท.26) อดีต ผบ.นสศ. ต่อคิว พล.อ.พนา เป็น ผบ.ทบ. 1 ปี ต่อด้วย พล.ท.สราวุธ ไชยสิทธิ์ (ตท.28) ขึ้นเป็น ผบ. 2 ปี แม้จะไม่ใช่ทหารรบพิเศษ แต่ก็มีบิดาเป็นทหารหมวกแดง และเป็นน้องรัก “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์
จากนั้น ช่วงปลายปี 73 ยังมีทหารรบพิเศษเต็งหนึ่งที่ถูกวางตัวไว้ ได้แก่ พล.ต.อินทนนท์ รัตนกาฬ รอง ผบ.นสศ. อดีต ทส. “บิ๊กแอ้ด” พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรีเมื่อครั้งเป็น ผบ.ทบ. ซึ่งในศึกไทย-กัมพูชา 2 รอบ ได้นำกำลังเข้าช่วยยึดภูมะเขือ และหนองจาน หนองหญ้าแก้ว
โดยในปีนั้นจะมีคู่แคนดิเดตเป็น พล.ต.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ (ตท.31) รองแม่ทัพภาคที่ 1 ผบ.ทบ.ส่งลงไปเป็น ผบ.ฉก.นราธิวาสมา 6 เดือนแล้ว และ พล.ต.เบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา (ตท.32) ทหารเสือราชินี ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ผบ.พล.ร.2 รอ.
แม้จะเป็นโมเดลที่ถูกตั้งไว้ใกล และยังไม่รู้ว่าจะมีปัจจัยใดมาเป็นตัวสอดแทรกหรือไม่ แต่ถ้าสภาวการณ์ทางการเมืองที่แน่นปึ๊กกับกองทัพแบบนี้แคนดิเดตที่ขึ้นมาก็คงไม่สวิงไปไกลเกินคาด.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สภาชำแหละ งบ70กางโผ เป้ารอถล่ม
สภาผู้แทนราษฎรจะมีการประชุมเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2570 วงเงิน 3,788,000 ล้านบาท ในวาระแรกขั้นรับหลักการ ตลอด 3 วัน คือตั้งแต่วันที่ 29 มิ.ย.ถึง 1 ก.ค. ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญทางการเมืองประจำสัปดาห์นี้ ก่อนที่จะมีการปิดสมัยประชุมสภาฯ ในวันที่ 12 ก.ค. โดยวิป 3 ฝ่ายคือ คณะรัฐมนตรี-พรรคร่วมรัฐบาลและพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้ข้อสรุปให้เวลาในการอภิปรายรวม 41 ชั่วโมง
โกงข้อสอบท้องถิ่น-ปราบอิทธิพลภูเก็ต เขย่า 'อนุทิน' ท้าทายเจตจำนงทางการเมือง
ช็อก! วงการราชการไทย เมื่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร่วมกับกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.)
'ดีเอสไอ' มัดตราสัง 'ฟอเร็กซ์' ขุดหลักฐาน-เส้นเงิน เชือดเพิ่ม
กำลังอยู่ในการจับจ้องทั้งสื่อและกระสังคมอย่างต่อเนื่อง ในคดีหลอกลวงลงทุนซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (ฟอเร็กซ์) ที่ล่าสุดกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ ได้ลงนามเซ็นรับอนุมัติคดีหลอกลงทุนฟอเร็กซ์ครั้งนี้เข้าเป็นคดีพิเศษอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว
ทุจริตสอบขรก.ท้องถิ่น เสียหาย4.5พันล้าน เด้งอธิบดีสีน้ำเงินกลบฉาว
ปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช.ที่ร่วมกับตำรวจกองบังคับการตำรวจป้องกันและปราบปรามการทุจริต (บก.ปปป.ช) สืบสวนจับกุมขบวนการเครือข่ายทุจริตการสอบเข้ารับราชการท้องถิ่นของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เมื่อ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่สอบไปเมื่อเดือน ก.พ.ปี 2568 โดยมีผู้เข้าร่วมสอบร่วมหนึ่งแสนคน และเบื้องต้นจากการสอบสวนผู้ถูกจับกุมและจากพยานหลักฐานต่างๆ ที่ยึดได้ในที่เกิดเหตุ ซึ่งใช้เป็นศูนย์ปฏิบัติการโกงการสอบที่บ้านหลังหนึ่งที่นนทบุรี พบว่ามีบุคคลที่เข้าสอบและใช้วิธีการจ่ายเงินให้กับขบวนการดังกล่าวเพื่อโกงคะแนนการสอบร่วมสามพันคน โดย ป.ป.ช.ระบุว่า คดีนี้สร้างความเสียหายร่วม 4,500 ล้านบาท
นครินทร์ ปธ.ศาลรธน. ได้ต่อวีซ่าหรือเปลี่ยนตัว เกมยาวชิงประมุขคนใหม่
การประชุมวุฒิสภา วันอังคารนี้ 23 มิถุนายน มีวาระที่น่าสนใจคือ จะมีการประชุมเพื่อลงมติลับ โหวตให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบ บุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ ตามที่คณะกรรมการสรรหาตุลาการศาล รธน. ที่มี นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธาน คัดเลือกส่งชื่อ ศาสตราจารย์จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช อดีตศาสตราจารย์จากคณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ-อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ผ่านการคัดเลือกให้ถูกเสนอชื่อเป็นตุลาการศาล รธน. สาขาผู้ทรงคุณวุฒิด้านรัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ มาให้วุฒิสภาลงมติให้ความเห็นชอบเป็นตุลาการศาล รธน.คนใหม่ แทน “ศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาล รธน. ที่อยู่ในตำแหน่งตุลาการศาล รธน.และประธานศาล รธน.มาเกินวาระเกือบจะสองปีไปแล้ว”
'อนุทิน' ปลุกทัพสีน้ำเงิน ฝ่าศึกการเมืองรอบด้าน
ในห้วงเวลาเพียงกว่า 2 เดือนของรัฐบาลที่มี “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย บริหารประเทศ อาจยังเร็วเกินไปที่จะชี้ชะตาว่ารัฐบาลชุดนี้จะสามารถประคองตัวอยู่ครบวาระได้หรือไม่

