ชู 'น้ำบาดาล' 2 แสนบ่อทั่วไทย พัฒนาเศรษฐกิจ เร่งสำรวจแหล่งใหม่ หนุนเพิ่มมูลค่า

1 ก.ค.2565 - ที่โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) และผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) เป็นประธานเปิดการประชุมสร้างภาคีเครือข่ายผู้ประกอบกิจการน้ำบาดาล ภายใต้แนวคิด “น้ำบาดาลเพิ่มมูลค่า พัฒนาเศรษฐกิจไทย” โดยมีนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและผู้ประกอบการภาคธุรกิจอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำบาดาลในกระบวนการผลิต มาร่วมให้การต้อนรับ

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ประเทศไทยมีธุรกิจภาคอุตสาหกรรม เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้มีการใช้น้ำบาดาลในกระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่ม อาหารและยา ฟอกย้อม สิ่งทอ ฟอกหนัง กระดาษ ยางรถยนต์ งานอิเล็กทรอนิกส์ ห้องเย็น ผลิตเหล็กแผ่นเคลือบ และอื่นๆ และมีแนวโน้มการใช้น้ำบาดาลเพิ่มมากขึ้นทุกๆ ปี ซึ่งรัฐบาลก็ได้ให้ความสำคัญและเร่งดำเนินการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศอย่างเป็นระบบและยั่งยืน โดยเฉพาะน้ำบาดาลที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุนและเป็นปัจจัยหลักขับเคลื่อนการผลิตของภาคธุรกิจอุตสาหกรรมนั้น รัฐบาลได้ให้การสนับสนุนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาลสำรวจหาแหล่งน้ำบาดาลใหม่ในระดับความลึกมากกว่า 600-1,000 เมตรขึ้นไป ที่มีศักยภาพสูงและคุณภาพดี รวมถึงการขยายพื้นที่สำรวจหาแหล่งน้ำบาดาล บนเกาะต่างๆ ของประเทศไทย เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคต ช่วยสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำเพื่อรองรับการลงทุน และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการ

นายจตุพร กล่าวว่า ปัจจุบันการใช้น้ำบาดาลในภาคธุรกิจมีจำนวนมากและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเนื่องจากกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลการประกอบกิจการน้ำบาดาลตามพระราชบัญญัติน้ำบาดาล พ.ศ. 2520 จึงได้จัดการประชุมสร้างภาคีเครือข่ายผู้ประกอบกิจการน้ำบาดาล ภายใต้แนวคิด “น้ำบาดาลเพิ่มมูลค่า พัฒนาเศรษฐกิจไทย” ครั้งนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบการภาคเอกชนมีความมั่นใจในการใช้น้ำบาดาลอย่างมั่นคงและยั่งยืน เสริมสร้างองค์ความรู้ ด้านการประกอบกิจการน้ำบาดาล สร้างความตระหนักรู้ในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำบาดาล โดยเชิญผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และผู้ประกอบการภาคธุรกิจอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำบาดาลในกระบวนการผลิต รวมทั้งสิ้นกว่า 1,200 ราย ร่วมประชุมสร้างภาคีเครือข่ายผู้ประกอบกิจการน้ำบาดาล

โดยในภาคเช้ามีการเสวนา เรื่อง “น้ำบาดาลเพิ่มมูลค่า พัฒนาเศรษฐกิจไทย”ได้รับเกียรติจากวิทยากร จำนวน 4 ท่าน ได้แก่ รศ.ดร.เจษฎา แก้วกัลยา ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะอนุกรรมการอำนวยการด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ

ดร.อรนุช หล่อเพ็ญศรี รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายธันยพัฒน์ มั่นณิชนันทน์ รองประธานคณะกรรมการสถาบันน้ำและสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ ดร.ศรัณยู อินทาทอง ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาดวิวัลก้า และผู้จัดการโรงงานบริษัท ทีทีซี น้ำดื่มสยาม จำกัด โดยมีนางสาวชุติมา พึ่งความสุข ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

ส่วนในภาคบ่ายมีการบรรยาย อีก 2 หัวข้อ ดังนี้ “การขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการน้ำบาดาล และหน้าที่ของผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการน้ำบาดาล ตามพระราชบัญญัติน้ำบาดาล พ.ศ. 2520” โดย ดร.รวมทรัพย์ คะเนะดะ ผู้อำนวยการสำนักควบคุมกิจการน้ำบาดาล กรมทรัพยากรน้ำบาดาล และ “ระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์ (e-Service) สำหรับการประกอบกิจการน้ำบาดาล” โดย นายสุชาติ ชินวรรณโชติ นักธรณีวิทยาชำนาญการพิเศษ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล

นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีบ่อน้ำบาดาล มากกว่า 200,000 บ่อ แบ่งเป็น บ่อราชการ จำนวน 82,000 บ่อ และบ่อเอกชน จำนวน 120,000 บ่อ มีปริมาณการใช้น้ำบาดาลปีละกว่า 14,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนบ่อน้ำบาดาลที่ได้รับใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายเพื่อใช้ประกอบกิจการในภาคธุรกิจอุตสาหกรรมมีมากกว่า 31,000 บ่อ มีสัดส่วนการใช้น้ำบาดาลปีละกว่า 380 ล้านลูกบาศก์เมตร ภาครัฐสามารถจัดเก็บรายได้ค่าใช้น้ำบาดาลปีละกว่า 1,680 ล้านบาท ซึ่งน้ำบาดาลถูกนำไปใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะภาคธุรกิจอุตสาหกรรมมีการใช้น้ำบาดาลเป็นวัตถุดิบ ในกระบวนการผลิตทั้งทางตรงและทางอ้อมเป็นจำนวนมาก อาทิ อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร เครื่องดื่ม สิ่งทอ กระดาษ ปูนซีเมนต์ ที่พักแรม และอสังหาริมทรัพย์

ทั้งนี้ ในปี 2564 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศจากภาคธุรกิจที่มีการใช้น้ำบาดาลมีมูลค่าถึง 7.6 ล้านล้านบาท (ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศมีมูลค่า 16.2 ล้านล้านบาท) หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 47 ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ ดังนั้น ผู้ประกอบกิจการน้ำบาดาลทุกท่าน จึงเปรียบเสมือนลูกค้าของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เนื่องจากเป็นผู้ขออนุญาตใช้น้ำบาดาลอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และมีการชำระค่าใช้น้ำบาดาล รวมถึงค่าอนุรักษ์น้ำบาดาล (กรณีเป็นผู้ประกอบกิจการน้ำบาดาลที่อยู่ในพื้นที่เขตวิกฤตการณ์น้ำบาดาล 7 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร พระนครศรีอยุธยา และนครปฐม) เพื่อส่งคืนเป็นรายได้แผ่นดินที่สามารถนำไปพัฒนาประเทศต่อไป

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

พปชร. เดินหน้ากิจกรรมสัญจรหนองคาย เปิดเวทีรับฟังปัญหาประชาชน

พรรคพลังประชารัฐ นำโดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้นัดหมายพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ กับสส. และสมาชิกพรรค เพื่อใช้โอกาสนัดร่วมรับประทานอาหารกลางวันในครั้งนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันในประเด็นต่างๆ

'อนุทิน' ติดตามสถานการณ์ฝุ่นใกล้ชิด ประเมินผลงานทุกจังหวัด สั่ง ปภ. บูรณาการทุกฝ่าย เร่งเดินหน้า 6 มาตรการควบคุม

ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ยังเป็นเรื่องสำคัญ ที่กระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยหลายจังหวัดสถานการณ์คลี่คลาย แต่ในบางจังหวัด ค่าฝุ่นยังเกินมาตรฐาน

'อนุทิน' เปิดงาน 'กตัญญูคู่ฟ้า มหาสมโภชเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ปัตตานี' กระตุ้นการท่องเที่ยว ตอกย้ำ ความปลอดภัยในจังหวัด

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางมาที่ ศาลเจ้าเล่งจูเกียง ถนนอาเนาะรู อ.เมือง จ.ปัตตานี เพื่อเปิดงาน “กตัญญูคู่ฟ้า มหาสมโภชเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ปัตตานี 2567”