
18 ต.ค.2564 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวปาฐกถาในงานครบรอบวันสถาปนาสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ปีที่ 60 “ก้าวข้าม COVID-19 สู่วิถี Endemic” ในหัวข้อ นโยบายเศรษฐกิจจาก Pandemic สู่ Endemic ว่า เศรษฐกิจไทยขณะนี้อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากการระบาดของโควิด-19 ซึ่งระบบเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงไทยได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาด โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ซึ่งคิดเป็น 12% ของจีดีพีไทย คิดเป็นรายได้จากการท่องเที่ยวสูงถึง 2 ล้านล้านบาท ซึ่งรายได้ตรงนี้ของไทยหายไป กระทบความเป็นอยู่ของประชาชน ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว ภาคการเกษตรและภาคขนส่ง เศรษฐกิจฐานราก รากหญ้า ได้รับผลกระทบทั้งหมดเป็นห่วงโซ่อุปทาน
ทั้งนี้ ในหลายประเทศเริ่มมองหาวิธีว่าจะอยู่กับโควิด-19 อย่างไร ในขณะที่เศรษฐกิจก็ยังต้องเดินหน้าต่อไปด้วย โดยในส่วนของประเทศไทย ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บทบาทของนโยบายการเงินและนโยบายการคลังมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะรัฐบาลต้องใช้จ่ายเงินเพื่อช่วยเหลือ เยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างทันที โดยเงินที่จะใช้ดังกล่าวมาจากการใช้นโยบายการคลัง ผ่านการกู้เงิน ส่วนนโยบายการเงินในภาวะวิกฤติเช่นนี้ก็ต้องหยุดทำหน้าที่ช่วงหนึ่งเพื่อให้นโยบายการคลังสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่
“ถามว่าจะใช้จ่ายเงินแบบนี้ไปนานแค่ไหน ก็คงขึ้นอยู่กับโควิด-19 ด้วยว่าจะอยู่กับเราไปนานหรือไม่ ถ้าอยู่นานเกินไป โดยที่เศรษฐกิจไม่สามารถเปิดให้ทุกคนทำธุรกิจ หรือทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้เลย ต้นทุนทางเศรษฐกิจก็จะสูงขึ้นเป็นธรรมดา ดังนั้นในหลายมิติต้องทำงานควบคู่กันไป ทั้งด้านสาธารณะสุข ที่ต้องใช้วิธีป้องกัน ฉีดวัคซีน ตรวจหาเชื้อเพื่อระงับการระบาด แต่ในเวลาเดียวกันหากสามารถจำกัดการแพร่ระบาดได้ ต้นทุนทางเศรษฐกิจก็จะน้อยลง และเปิดให้ธุรกิจดำเนินไปได้ การจ้างงานก็จะกลับมา” นายอาคม กล่าว
นายอาคม กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาหลายประเทศมีการใช้จ่ายเงินอย่างมหาศาล โดยไทยมีการกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาโควิด-19 รวมกว่า 1.5 ล้านล้านบาท เป็นการกู้เงินที่มากกว่าปกติ ส่งผลให้ระดับหนี้สาธารณะสูงขึ้น จึงจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจากเดิมที่กำหนดไว้ที่ 60% ต่อจีดีพี ถือเป็นเรื่องธรรมดา เพื่อเปิดช่องให้รัฐบาลหากมีเหตุการณ์ยืดเยื้อต้องใช้เงิน กระทรวงการคลังก็สามารถกู้เงินให้รัฐบาลใช้เพื่อวัตถุประสงค์ของการป้องกัน ระงับการแพร่ระบาด และฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-19 ได้
โดยมองว่า ในภาวะวิกฤติสิ่งสำคัญ คือ นโยบายการเงินและนโยบายการคลังต้องประสานกัน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ ใน 3 ระดับ คือ 1. ภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจระดับมหภาค ซึ่งเป็นบทบาทโดยตรงของนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง 2. ภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจระดับหน่วยธุรกิจ คือภาคเอกชน โดยต้องดูว่าจะทำอย่างไรให้เอกชนที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจยังอยู่รอดปลอดภัย มีภูมิคุ้มกันไม่ว่าจะเกิดเหตุอะไรก็ตาม และ 3. ภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจระดับประชาชน ที่เมื่อได้รับผลกระทบ ประชาชนยังมีรายได้เพียงพอประทังชีวิตในระดับหนึ่ง นอกเหนือจากการช่วยเหลือของภาครัฐ
ทั้ง 3 ระดับภูมิคุ้มกัน โยงมาถึงปริมาณการใช้จ่ายของภาครัฐ สิ่งที่ต้องคิดต่อไปคือ วิธีการหารายได้ของรัฐ ซึ่งจะมาจากการปฏิรูปโครงสร้างการจัดเก็บรายได้ ที่ต้องคิดเรื่องนี้ว่าจะมีวิธีการอย่างไรให้ระดับรายได้ของรัฐมีความมั่นคง ทรัพยากรของรัฐต้องเพียงพอสำหรับอนาคต ขณะที่ภาครัฐและภาคธุรกิจต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่เข้าสู่ยุคปกติที่ไม่ปกติ ดังนั้นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจึงเป็นเรื่องสำคัญ การดึงเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้มากขึ้นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการทำธุรกิจแบบเดิมคงไม่ได้
นอกจากนี้ ต้องปรับตัวเพื่อรองรับเศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ การสนับสนุนธุรกิจที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จึงเป็นเรื่องสำคัญ รวมทั้งการปรับโครงสร้างประชากร เพื่อก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยในอีก 10 ปีข้างหน้า ไทยจะมีจำนวนประชากรผู้สูงอายุพุ่งขึ้น 20-24% ของประชากรทั้งหมด ดังนั้นการลงทุนด้านการแพทย์ สาธารณสุข สุขภาพอนามัยเพื่อความยืนยาวของชีวิต การดูแลผู้สูงอายุเป็นเรื่องสำคัญ รวมถึงการสร้างการเติบโตผ่านเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ๆ ได้แก่ การสนับสนุนการลงทุนในพื้นที่อีอีซี ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะต่อไป ทุกหน่วยงานต้องเข้ามาช่วยกันในเรื่องนี้ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ทุกระดับมั่นใจว่า เศรษฐกิจไทยจะมั่นคงเพียงพอในการรับมือกับวิกฤติการณ์ต่าง ๆ ทั้งโควิด-19 วิกฤติการเงิน หรือวิกฤติจากภัยธรรมชาติในอนาคต
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
กลุ่มตกหล่นเฮ! คนละครึ่งเฟส2 ได้2-2.4พันบาท
คลังยันวางระบบ "คนละครึ่งพลัส" พร้อมเดินหน้า 100% "เอกนิติ" คอนเฟิร์มตามนโยบายหาเสียงให้สิทธิ์กลุ่มตกหล่น 2,000-2,400 บาท
ภาคปชช. ร้อง 'บวรศักดิ์' ชง ก.พ. สอบใหม่ปมปลด 'หมอสุภัทร'
เครือข่าย ขสช. ร้องขอความเป็นธรรม 'บวรศักดิ์' ปมปลด 'หมอสุภัทร' วอน ก.พ. สอบสวนใหม่ กระทุ้งผู้บริหาร สธ. ยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง
วาทกรรมเตะตัดขา 'หมอฮีโร่' คำถามที่พรรคส้มไม่กล้าตอบ
กรณีของ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ เริ่มต้นจากเรื่องวินัยราชการ ไม่ใช่เรื่องความคิดเห็น ไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์ และไม่ใช่เรื่องเลือกข้างทางการเมือง หากแต่เป็นการตรวจส
‘คลัง’หั่นจีดีพี68เหลือโตที่2.2% ปี69หวังส่งออก-ท่องเที่ยวประคอง
‘คลัง’ หั่นจีดีพีไทยปี 68 เหลือ 2.2% ส่วนไตรมาส 4/68 ลุ้นโต 1.8% อานิสงส์มาตรการรัฐ ‘คนละครึ่ง พลัส-เที่ยวดีมีคืน-เร่งรัดเบิกจ่าย” หนุน ส่วนปี 69 ยืนที่ 2% ชี้ส่งออก-ท่องเที่ยวช่วยประคอง ประเมินงบปี 70 ดีเลย์ 3 เดือน กระทบลงทุนรัฐชะลอแน่
นายกฯ ยันไทยยังปลอดผู้ติดเชื้อนิปาห์ ยึดต้นแบบเฝ้าระวังสมัยโควิด
นายกฯ ยันไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อนิปาห์ ขอให้ยึดโมเดลเฝ้าระวังสมัยโควิด คัดกรอง นทท.จากประเทศเสี่ยง แนะเลี่ยงสัมผัสมือ กินร้อน-ช้อนกลาง-ล้างมือ สั่งสธ. แถลงหวั่นปชช.วิตก ชี้ติดต่อจากสารคัดหลั่งไม่ฟุ้งในอากาศ
จับตาศาลสหรัฐ ตัดสินภาษีทรัมป์ มั่นใจแผนปรับตัว
"ปลัดคลัง" จับตาศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสิน "ภาษีทรัมป์" ชี้ทุกฝ่ายอย่าเพิ่งตื่นตระหนกล่วงหน้า

